‘กลุ่มเจ้าฟ้านักพัฒนารุ่นแรก’ 20 พระราชโอรสของรัชกาลที่ 5 ที่เป็นกำลังนำพาสยามเข้าสู่ยุคใหม่

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศครั้งหนึ่งว่า “การปกครองในบ้านเมืองเราซึ่งเป็นไปในปัจจุบันนี้ยังไม่เป็นวิธีปกครองที่จะให้การทั้งปวงเป็นไปสะดวกได้แต่เดิมมาแล้ว ครั้นเมื่อล่วงมาถึงปัจจุบันนี้บ้านเมืองยิ่งเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่า การปกครองเก่านั้นก็ยิ่งไม่สมกับความต้องการของบ้านเมืองหนักขึ้นทุกที จึงได้มีความประสงค์อันยิ่งใหญ่ที่จะแก้ไขธรรมเนียมการปกครองให้สมกับเวลา ให้เป็นทางที่จะเจริญแก่บ้านเมือง” การ “แก้ไขธรรมเนียมการปกครองให้สมกับเวลา” นี้เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ แม้กระทั่งปัจจุบันที่มีสถาบันและเครื่องมือต่างๆ ที่พร้อมกว่า การผลักดันหลายๆ ประการก็มักจะไม่สำเร็จ ดังนั้นแล้วยิ่งในรัชสมัยของพระองค์ที่ต้องเร่งสร้างชาติเราจึงน่าจะจินตนาการถึงความยากได้ว่ามากเพียงใด

การพัฒนานี้ [1] เราจะเห็นร่องรอยความพยายามของพระองค์ผ่านการก่อตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน และการพยายามสร้างผู้บริหารที่มีความสามารถในการจัดวางองค์กรทางการเมืองให้เป็นสมัยใหม่ โดยส่งพระราชโอรสไปศึกษายังต่างประเทศและนำความรู้กลับมาช่วยสยาม ดังนั้นกลุ่มพระราชโอรสของพระองค์ในยุคนี้เราอาจนับได้ว่าเป็น “รุ่นแรกแห่งการพัฒนา” ก็ว่าได้ แต่การเป็นรุ่นแรกนี้ก็มีความกังวลเกิดขึ้นเพราะการไปอยู่อาศัยในต่างประเทศเป็นเวลานานนั้นแม้แต่เจ้านายก็เป็นเรื่องใหญ่ ค่าใช้จ่ายสูงและไม่มีผู้ดูแลแบบครั้งอยู่ในประเทศ ผู้ที่จะรับหน้าที่ดูแลนั้นมีเพียง พระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ (เปีย มาลากุล) และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เท่านั้น

การไปศึกษายังต่างประเทศนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงส่งพระราชโอรสที่มีพระชนมายุได้ 12 พรรษาขึ้นไป ประเทศที่เป็นอาณานิคมนั้นมักรับการศึกษาจากประเทศที่เป็นเจ้าอาณานิคม แต่สยามนั้นมิได้เป็นอาณานิคมจึงสามารถเลือกประเทศได้อย่างเสรี ดังเห็นว่าภายหลังนักศึกษาของสยามจะมีทั้งที่ไปภาคพื้นยุโรปและสหรัฐอเมริกาด้วย แต่ในยุคของพระองค์นั้นจะทรงไปศึกษาที่อังกฤษเพราะในขณะนั้นอังกฤษมีความโดดเด่นอยู่มาก แต่ดังได้กล่าวไปว่าการศึกษายังต่างประเทศนี้มีค่าใช้จ่ายสูง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงกำชับให้ใช้จ่ายอย่างประหยัดดังมีพระราชดำรัสว่า

“เงินค่าที่จะใช้สอยในการเล่าเรียนกินอยู่นุ่งห่มทั้งปวงนั้น จะใช้เงินพระคลังข้างที่คือเงินที่เป็นส่วนสิทธิ์ขาดแต่ตัวพ่อเอง ไม่ใช้เงินที่สำหรับจ่ายราชการแผ่นดิน เงินรายได้นี้ฝากไว้ที่แบงค์ ซึ่งจะได้มีคำสั่งให้ราชทูตจ่ายเป็นเงินสำหรับเรียนวิชา… การซึ่งใช้เงินพระคลังข้างที่ ไม่ใช้เงินแผ่นดินอย่างเช่นเคยจ่ายให้เจ้านายและบุตรข้าราชการไปเล่าเรียนแต่ก่อนนั้น เพราะเห็นว่ามีลูกมากด้วยกัน การซึ่งให้มีโอกาสและให้ทุนทรัพย์ซึ่งจะได้เล่าเรียนวิชานี้ เป็นหลักทรัพย์มรดกอันประเสริฐดีกว่าทรัพย์สินเงินทองอื่น ๆ ด้วย เป็นของติดตัวอยู่ได้ไม่มีอันตรายที่จะเสื่อมสูญ ลูกคนใดที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็ดีหรือไม่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็ดี ก็จะต้องส่งไปเรียนวิชาทุกคนตลอดโอกาสที่จะเป็นไปได้ เหมือนหนึ่งได้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ลูกเสมอกันทุกคน…. เงินทองที่จะใช้สอยในค่ากินอยู่นุ่งห่มหรือใช้สอยเบ็ดเสร็จทั้งปวง จงเขม็ดแขม่ใช้แต่เพียงพอที่อนุญาตให้ใช้ อย่าทำใจโตมือโตสุรุ่ยสุร่าย โดยถือตัวว่าเป็นเจ้านายมั่งมีมากหรือว่าพ่อเป็นเจ้าแผ่นดินมีเงินทองถมไป ขอบอกเสียให้รู้แต่ต้นมือว่าถ้าผู้ใดเป็นหนี้มาจะไม่ยอมใช้หนี้ให้เลย”

การส่งพระราชโอรสไปเรียนนี้พระองค์ยังได้กำชับว่าห้ามทิ้งภาษาไทย โดยพระองค์บังคับให้เขียนหนังสือกลับมาหาพระองค์อย่างน้อยเดือนละฉบับ หากเขียนอังกฤษยังไม่ได้ให้เขียนไทย หรือเมื่อเขียนภาษาต่างประเทศใดๆ ได้แล้ว ให้เขียนเป็นภาษาต่างประเทศกลับมาและคำแปลที่เป็นไทยแนบติดมาด้วย และยังย้ำพระราชโอรสทุกพระองค์เสมอว่าให้พากเพียรเรียนวิชาและประพฤติตนให้เรียบร้อยอย่าเกะกะวุ่นวาย ซึ่งสิ่งนี้เองน่าจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินในภายหลังสามารถไปได้อย่างราบรื่นมากกว่า และเราแทบไม่เคยได้ยินเรื่องเสื่อมเสียของพระราชโอรสเลย จึงนับได้ว่าการกำกับควบคุมและสัญญาใจนี้มีประสิทธิผลทีเดียว

ตลอดรัชสมัยของพระองค์นั้นมีพระราชโอรสเสด็จไปยังยุโรปทั้งสิ้น 20 พระองค์ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

พระราชโอรสรุ่นโต

รุ่นนี้ศึกษายุโรปเมื่อ พ.ศ. 2428 มี 4 พระองค์ คือ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (จบบูรพคดีศึกษาที่ออกซ์ฟอร์ด และเศรษฐศาสตร์ที่สกอตแลนด์) พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (ศึกษาภาษาลาติน อังกฤษ ฝรั่งเศส และวิชากฎหมายที่ออกซ์ฟอร์ด สอบไล่ได้เกียรตินิยม) พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (จบอักษรศาสตร์ที่อังกฤษและฝรั่งเศส) พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (ศึกษาที่อังกฤษแล้วเสด็จไปศึกษาวิชาทหารที่เดนมาร์ก)

พระราชโอรสรุ่นกลาง

รุ่นนี้เสด็จไปศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2436-2451 ซึ่งทยอยไปเป็นรุ่น มี 13 พระองค์ คือ

  1. พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (จบนายเรือที่อังกฤษ)
  2. เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ศึกษาที่อีตัน และไปศึกษาทหารบกรวมถึงประวัติศาสตร์และกฎหมายที่ออกซ์ฟอร์ด)
  3. เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ (ศึกษาด้านทหารเช่นกันทั้งในอังกฤษและเยอรมนี)
  4. พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร (จบเคมบริดจ์และโรงเรียน Chattam and Woolich สาชาวิชาวิศวกรรมทหาร และศึกษาต่อที่เยอรมนีวิชาวิศวกรรมรถไฟและการจัดการ และยังเสด็จไปศึกษาเรื่องทำนบกั้นน้ำและขุดคลองที่เนเธอแลนด์ด้วย)
  5. พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ (จบเศรษฐศาสตร์เกษตร)
  6. เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ (ทรงจบศิลปศาสตร์ที่อังกฤษ และไปต่อด้านทหารที่รัสเซีย)
  7. สมเด็จเจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย (ทรงศึกษาที่อังกฤษได้ 2 ปีก็ประชวรต้องกลับและสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้เพียง 17 พรรษา)
  8. เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร (จบรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่เคมบริดจ์)
  9. พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ (จบทหารเรือ)
  10. พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ (จบเศรษฐศาสตร์การเกษตร)
  11. พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธุ์ (จบที่เคมบริดจ์)
  12. พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ (ทรงจบวิชากฎหมาย การศึกษา และการแพทย์ที่เยอรมนี)
  13. เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ (จบการทหาร)

พระราชโอรสรุ่นเล็ก

กลุ่มนี้เสด็จศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2448 มีสามพระองค์ คือ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชวิกรม ทรงศึกษาวิชาทหารเรือและทหารบก แต่เมื่อกลับมายังสยามแล้วได้ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาต่อในสาขาการแพทย์ที่ Harvard ต่อมาคือ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ทรงศึกษาด้านอักษรศาสตร์และดนตรี และเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ทรงจบนายร้อยทหารที่อังกฤษ

ผลจากการส่งพระราชโอรสไปศึกษานั้น เมื่อเสด็จกลับมาแล้วการพัฒนาระบบราชการก็ได้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปรับปรุงทหารที่พระองค์เจ้าจิรประวัติทรงได้เริ่มสร้างกองทัพประจำการขึ้น แต่นอกจากด้านระบบราชการแล้ว ยังมีเรื่องการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งพระราชโอรสสองพระองค์ที่มีบทบาทอย่างมากคือ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากรและพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ เช่น พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ทรงเริ่มสั่งซื้อรถจักรดีเซลจากสวิตเซอร์แลนด์เป็นรถดีเซลแรกของเอเชีย จัดการบินพาณิชย์ระหว่างประเทศและจัดตั้งบริษัทเดินอากาศ อีกด้านหนึ่งคือ กฎหมาย เกษตร การคลัง สาธารณสุขและการศึกษาซึ่งเป็นด้านที่เติบโตอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ได้ทรงปฏิรูประบบกฎหมายไทยให้เป็นสากล ทรงตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นมา หรือการเกษตรที่พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐทรงผลักดันการเกษตรของสยาม และวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของพระองค์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางอย่างเรื่อง เกษตรกรรมในสยาม : บทวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเพียงสั้นๆ เท่านั้น เพราะผลงานของพระราชโอรสทุกพระองค์ยังมีอีกมาก ซึ่งพระราชโอรสทุกพระองค์ล้วนแต่มีบทบาททั้งสิ้นในการผลักดันประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า การเป็นเจ้านายจึงมีหน้าที่ที่ต้องตระหนักในประเด็นนี้เสมอ พระราชโอรสรุ่นแรกนี้จึงเป็น “ปฐมบทแห่งทุนมนุษย์” ที่สำคัญยิ่ง และได้เบิกทางต่อมาให้สามัญชนทั่วไปได้ไปศึกษายังต่างประเทศผ่านทุนหลวงอีกด้วย

อ้างอิง :

[1] เรียบเรียงจาก สุภางค์ จันทวานิช, “รัชสมัยแห่งการสร้างทุนมนุษย์: พระราชกุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อในยุโรป,” วารสารไทยศึกษา ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2561): 1-28.

TOP
y

Emet nisl suscipit adipiscing bibendum. Amet cursus sit amet dictum. Vel risus commodo viverra maecenas.

r

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า