History – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com Sun, 16 Jun 2024 10:36:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.8.3 https://www.luehistory.com/wp-content/uploads/2021/09/cropped-fav-32x32.png History – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com 32 32 THE KING’S PEACE ‘ความสงบใต้ราชา’ https://www.luehistory.com/the-kings-peace-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2/ Sun, 16 Jun 2024 10:33:32 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22759

บทความโดย จิตรากร ตันโห

สังคมมนุษย์ในปัจจุบันมีระบอบการปกครองที่หลากหลาย บางสังคมนั้นเป็นประชาธิปไตยซึ่งยังแยกย่อยออกไปเป็นระบอบประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีอีก บางสังคมนั้นเป็นระบอบเผด็จการ และบางสังคมก็ยังมีพระมหากษัตริย์ปกครองโดยมีอำนาจบริหารอยู่

อย่างไรก็ดีมีนักวิชาการบางท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าอย่างไรเสียระบอบประชาธิปไตยจะกลายเป็นจุดหมายใหญ่ที่โชคชะตาของมวลมนุษย์จะเดินไปถึงจนถึงที่เขาเรียกโชคชะตานี้ว่า

“The End of History and the Last Man”

แต่ไม่ว่าจุดสุดท้ายของมวลมนุษย์จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ สังคมมนษย์กลับมีจุดเริ่มต้นก่อนเข้าสู่อารยธรรมที่เหมือนกันคือการมีพระมหากษัตริย์ปกครอง คำถามที่เกิดขึ้นคือทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ระบอบกษัตริย์นั้นเป็นต้นแบบของทั้งระบอบประชาธิปไตยและไม่ใช่ประชาธิปไตย [1] เพราะระบอบกษัตริย์นั้นมีพื้นฐานบางอย่างที่สามารถนำไปต่อยอดออกไปได้หลายความเป็นไปได้ในการปกครอง

ระบอบกษัตริย์ในที่นี้นั้นหมายถึงตำแหน่งของผู้ปกครองที่มีการสืบทางสายเลือด ปกครองโดยคนคนเดียว มีระยะการดำรงอยู่ในตำแหน่งหรือครองราชย์ตลอดชีวิต และมีบทบาทอย่างสำคัญในการบริหารปกครองอาณาเขตของตน

ระบอบกษัตริย์จึงเป็นระบอบที่มีความคล้ายคลึงกับรัฐสมัยใหม่อยู่ก่อนบ้างแล้วในตัวด้วย

แต่ทำไมรูปแบบของการมีการปกครองแบบกษัตริย์จึงเป็นสิ่งที่ถูกเลือกมากกว่าการปกครองรูปแบบอื่น เช่น หัวหน้าชนเผ่า และสังเกตว่าระบอบกษัตริย์นั้นจะอยู่คู่กับอารยธรรมที่มีกินพื้นที่ไกล มีวัฒนธรรมแบบเฉพาะ และมีระบบสังคมที่พัฒนาค่อนข้างมาก

คำตอบของคำถามนี้ต้องกลับไปเริ่มต้นที่ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งที่สังคมมีประชากรมากขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เช่น การเติบโตของการทำเกษตร การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน จะเกิดปัญหาหนึ่งที่ตามมาก็คือปัญหาในการร่วมมือของคนในสังคมนั้น และจะถูกแก้ไขโดยการมีจุดโฟกัสไปที่คนคนเดียววิธีเดียวเท่านั้น

กล่าวคือการมีผู้ปกครองสูงสุดซึ่งกลายเป็นพระมหากษัตริย์นั้นเข้ามาแก้ไขปัญหาที่คนในสังคมหรือชุมชนหนึ่งไม่สามารถร่วมมือกันในการกระทำสิ่งต่างๆ ได้นั่นก็เพราะว่าคนในอดีตนั้นไม่รู้หนังสือ พูดภาษาที่เข้าใจไม่ตรงกัน และไมได้เจอคนนอกถิ่นของตนบ่อยๆ จึงไม่มีความรู้สึกร่วมในการเป็นชุมชนใหญ่เดียวกัน

ดังนั้นการมีจุดโฟกัสไปที่คนคนเดียวจึงทำให้ผู้นั้นกลายเป็นตัวแทนของสังคมที่ขยายใหญ่มากขึ้นในยุคก่อนสมัยใหม่ ซึ่งอาจจะฟังดูแปลกที่ผู้นำที่ไม่ได้เป็นตัวแทนโดยแท้จริงโดยวิธีการของโลกสมัยใหม่กลับรวมคนเข้าไว้ด้วยกันได้เพราะผู้นำสูงสุดอย่างพระมหากษัตริย์เป็นจุดศูนย์รวมเดียวที่ทุกคนสามารถระบุได้ และแต่ละคนแต่ละส่วนในสังคมต่างทำหน้าที่ของตนไปตามระเบียบ การปกครองของพระมหากษัตริย์ในอดีตจึงมิได้มีหัวใจอยู่ที่การปกครองอย่างเท่าเทียม แต่เป็นการปกครองอย่างยุติธรรม

สภาวะสังคมในอดีตที่มีจริงสภาวะหนึ่งคือสภาวะอนาธิปไตย และสภาวะนี้คือสิ่งที่เป็นความกลัวร่วมกันของทุกคน ดังนั้นพระมหากษัตริย์จึงเข้ามาแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย ผลประโยชน์และเป้าหมายของพระมหากษัตริย์ในยุคก่อนในการรักษาความสงบเรียบร้อยเหนือดินแดนจึงเป็นผลประโยชน์เดียวกับของประชาชนในการรักษาชีวิตและทรัพย์สิน การตรงกันของผลประโยชน์นี้ถูกเรียกว่า

“ความสงบใต้ราชา” (The King’s Peace)

การปกครองของพระมหากษัตริย์จึงต้องใช้การปกครองโดยกฎหมาย (Rule by law) ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนที่จะมีการปกครองใต้กฎหมาย (Rule of law) ได้ และระบอบกษัตริย์เองก็มีประสิทธิภาพมากในการใช้วิธีการปกครองโดยกฎหมายเพราะมีอำนาจอยู่ที่ตัวพระองค์คนเดียวและสามารถสั่งการได้อย่างฉับพลัน และความจริงแล้วระบอบกษัตริย์ในอดีตสงบและทำสงครามน้อยกว่าที่คนในปัจจุบันเข้าใจกันมาก

อย่างไรก็ดี ข้อได้เปรียบของระบอบกษัตริย์ในยุคเก่าจะถูกท้าทายด้วยความเป็นสมัยใหม่ เพราะความเป็นสมัยใหม่เริ่มสามารถรับมือและแก้ไขกับปัญหาที่เมื่อก่อนต้องใช้ระบอบกษัตริย์เท่านั้นได้ และยังถูกโจมตีด้วยคุณค่าอื่นๆ เช่น เรื่องความเท่าเทียมที่โจมตีเรื่องการสืบอำนาจทางสายเลือด และประชาชนสามารถร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาได้เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนไปรวมไปถึงทางเลือกระบอบการปกครองแบบอื่นๆ ที่เป็นไปได้มากขึ้น

ระบอบกษัตริย์หรือการมีพระมหากษัตริย์ที่เคยเป็นหลักการสากลในอดีตที่ทุกอารยธรรมมีร่วมกัน จึงกลายเป็นเพียงสิ่งเฉพาะที่มีในบางประเทศเท่านั้นในปัจจุบัน แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าพระมหากษัตริย์จะสิ้นมนต์ขลัง

ดังที่พิสูจน์มาแล้วในประเทศไทยเองโดยรัชกาลที่ 9 ในแบบที่ผู้ใช้อำนาจรัฐสมัยใหม่ไม่มีสามารถขึ้นไปเทียบเคียงได้เลยเพราะพระองค์ได้เข้าไปแก้ปัญหาหรือร่วมแก้ปัญหาที่รัฐไทยต้องประสบในอดีตได้สำเร็จ โดยเฉพาะความไม่ไว้วางใจกันในช่วงสงครามเย็น

สิ่งที่พระองค์ทำจึงทำให้พระมหากษัตริย์ไม่จบสิ้นลง เพราะพระมหากษัตริย์ได้กลับมาเป็นความอุ่นใจในโลกยุคใหม่นั่นเอง!

อ้างอิง :

[1] เรียบเรียงจาก John Gerring et al., “Why Monarchy? The Rise and Demise of a Regime Type,” Comparative Political Studies, 54(3-4), 585-622.

]]>
มองพม่าผ่านสายตา ‘ธูซีดิดีส’ นักปรัชญากรีก https://www.luehistory.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%98%e0%b8%b9%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%aa-%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%81/ Fri, 26 Apr 2024 05:48:21 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22731

บทความโดย : ไกอุส

“ท่านเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเกินไป… ในความเป็นจริงแล้ว หากกลับมาสู่เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่เราเคยบอกท่าน มนุษย์แต่ละคนย่อมคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น และในช่วงที่ท่านคิดว่าคนอื่นจะใจดีกับท่าน หรือเห็นว่าท่านเป็นคนมีศีลธรรมนำใจ กลับกัน คนอื่นเหล่านั้นกำลังหาทางจะแทงท่านจากข้างหลังทันทีเมื่อมีโอกาส ไม่มีใครสนใจศีลธรรมที่ท่านทึกทักเอาเองฝ่ายเดียวดอก

เอาล่ะ.. ท่านจงระวังตัวเองไว้ให้ดีเถิด”

จากสถานการณ์สงครามกลางเมืองของพม่าที่เข้มข้นในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราในฐานะคนไทยอีกต่อไป จากการที่รัฐบาลทหารพม่ากำลังพ่ายแพ้และเสียเขตอำนาจรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ ย่อมเป็นเหตุให้ทางฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการชายแดนและต่างประเทศของไทย จำจะต้องคอยสดับฟังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะต่อให้คนไทยทั่วไปมองประเด็นนี้ว่าเป็นเรื่องภายในประเทศของพม่า (อธิปไตยต้องไม่แทรกแซง) หรือ เป็นเรื่องของอุดมการณ์สิทธิมนุษยชน (ต้องสนับสนุนประชาธิปไตยชนกลุ่มน้อยสู้กับเผด็จการทหารพม่า)

หากแต่สิ่งที่ต้องพึงระวังเป็นสำคัญคือท่าทีระหว่างประเทศที่เราในฐานะรัฐเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับพม่าทั้งภาคเหนือจรดภาคตะวันออก และติดกับพื้นที่ทางทะเลในภาคใต้

กล่าวให้ชัด เพราะเราไม่สามารถ ‘ย้ายบ้านหนี’ หรือ ‘เปลี่ยนเพื่อนบ้าน’ ได้นี่เอง

การที่มีสภาพภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Body) รั้วชิดติดกันขนาดนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ท่าทีระหว่างประเทศระหว่างเรากับเขามีความเปราะบางอย่างมาก

และถึงกระนั้น หากตัดประเด็นท่าทีของเราทิ้งไปเสีย อย่างไรก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ได้รับผลกระทบหากเกิดเหตุการณ์ความเป็นไปในพม่าที่อาจขยายลามข้ามเขตแดนมาฝั่งเราไม่ได้ ดังที่เห็นจากข่าวทุกวี่ทุกวันแล้วว่า มีการข้ามเขตแดนมาฝั่งไทยไม่ว่าจะทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่าและกองกำลังของพม่าเอง เพื่อลี้ภัยหรือเข้ามารับการรักษาตามหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แทบทุกวัน

และในฐานะ ‘เพื่อนบ้านที่ดี’ ไทยเราควรกระทำตัวอย่างไร ? เราควรหยิบยืมมุมมองการเมืองระหว่างประเทศของใครมาใช้ในกรณีสงครามกลางเมืองของพม่านี้ ?

ทำความรู้จักกับสำนักคิดแนวสัจนิยมคลาสสิค (Classical Realism)

สำนักสัจนิยมคลาสสิค ถือเป็นแนวคิดหนึ่งในมุมมองและทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศมาช้านาน กล่าวกันว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น งานเขียนอันทรงคุณค่าของมนุษยชาติที่ริเริ่มและใช้มุมมองนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยยึดอยู่กับ ‘สภาพความเป็นจริง’ ก่อนใครเพื่อน คือ ‘ธูซีดิดีส’ (Thucydides) นักการทหารและนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกจากเมืองเอเธนส์

เขามีอายุอยู่ในช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล ปัจจุบัน ธูซีดิดีสได้รับฉายาจากนักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ว่าเป็นบิดาของสำนักคิดแนวสัจนิยม อันเป็นผลมาจากผลงานอันเลื่องชื่อของเขา ที่คนในอดีตและปัจจุบันยังอ่านกันไม่รู้จบสิ้น คือ ‘History of Peloponnesian War’ ซึ่งมีเนื้อหาหลัก ๆ เล่าถึงสงครามระหว่าง 2 นครรัฐกรีกที่ยิ่งใหญ่คือ เอเธนส์ (Athens) กับ สปาร์ต้า (Sparta) พร้อมด้วยตัวแสดงอื่น ๆ อันเป็นรัฐพันมิตรของนครรัฐทั้ง 2

หัวใจอันเป็นข้อคิดสำคัญของ ‘History of Peloponnesian War’ ที่ธูซีดิดีสพยายาม ‘ส่งสาส์น’ ย้ำเตือนคนในรุ่นหลัง นั่นคือ ‘ธรรมชาติของมนุษย์เห็นแก่ตัว’

มนุษย์ทุกคนสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตัว การเอาตัวรอด และมุ่งเน้นการสั่งสมอำนาจจึงเป็นหนทางที่จะทำให้เราปลอดภัย และเมื่อมองภาพขยายมาในฐานะรัฐหรือประเทศชาติแล้ว รัฐแต่ละรัฐก็ย่อมเอาประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่ จึงกล่าวได้ว่าในสายตาของธูซีดิดีส การเอาตัวรอด (Survival) และ การช่วยเหลือตนเอง (Self-help) ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้รัฐรักษาตัวรอดไว้ได้ก็คือการมี‘อำนาจอธิปไตย’ (Sovereignty) เพราะถ้าไม่มีอำนาจชนิดนี้ดำรงอยู่ รัฐนั้นก็คือรัฐที่ไร้ประโยชน์ ปกป้องประชาชนของตนไม่ได้ เพราะไร้ซึ่งอำนาจและเสียงของตนเอง รัฐเช่นนี้จะเรียกตนเองว่าเป็นรัฐเลยก็ไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ ท้ายที่สุดรัฐแต่ละรัฐควรมุ่งสนใจแต่ประโยชน์ของตนเองเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง (Security) แนวคิดนี้ต่อมาได้ถูกส่งทอดมายังนักปรัชญเมณีคนสำคัญอีกหลายคนในยุคหลัง เช่น แมคเคียวิอาลี และ โทมัส ฮอบส์ เป็นต้น นักวิชาการเรียกแนวคิดที่สนใจ ‘การที่รัฐสนใจเอาตัวรอด’ เป็นหลักนี้ว่า ‘สัจนิยมคลาสสิค’ หรือ ‘Classical Realism’ ซึ่งถืออำนาจอันเด็ดขาดของรัฐเป็นสรณะ

หากธูซีดิดีสเป็นคนไทย เขาจะมองสถานการณ์ในพม่าเช่นไร ?

เมื่อนำแนวคิดสัจนิยมคลาสสิคของธูซีดิดีสมาเป็น ‘แว่น’ ในการวิเคราะห์และมองสถานการณ์พม่าที่จำต้องมีผลกระทบไม่ว่าทางใดทางหนึ่งมายังประเทศไทย หรือกล่าวให้ชัด ๆ ว่าหากเราลองสมมติเล่น ๆ ว่าหากผู้นำในหน่วยงานความมั่นคงไทยหน่วยงานหนึ่งได้ปรึกษาหารือกับธูซีดิดีส เขาจะมีความเห็นต่อกรณีพม่าอย่างไร ? และความเห็นเหล่านี้จะไปกำหนดท่าทีและนโยบายทางความมั่นคงและการต่างประเทศอย่างไร ? เหล่านี้คือความน่าจะเป็นไปได้ที่ ธูซีดิดีส จะบอกหรือแนะนำคนไทยได้

ให้เรื่องพม่าเป็นเรื่องของพม่า

ธูซีดิดีสจะบอกเราเช่นนี้ และไม่มีวันเปลี่ยนเป็นอื่น เพราะหัวใจของแนวคิดสัจนิยมคือการมีอยู่ของอำนาจอธิปไตยภายในรัฐ ด้วยเหตุนี้ ท่าทีทางการของเรา (ประเทศไทย) ในฐานะรัฐเพื่อนบ้าน (ที่เลือกจะย้ายบ้านไม่ได้) ย่อมต้องเคารพอธิปไตยของรัฐบาลพม่า

ไม่ว่าสถานการณ์ของรัฐบาลพม่าจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าหากรัฐบาลพม่ายังเป็นชุดเดิม ท่าทีของไทยก็ควรจะเคารพต่ออธิปไตยของพม่า หลีกเลี่ยงที่จะแสดงท่าทีสนับสนุนการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อย (เนื่องจากในสายตาของรัฐบาลพม่า คนเหล่านี้คือกบฏ) เพราะเช่นกัน เราไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดในอนาคตว่า อะไรจะเกิดขึ้น จะมีอะไรแทรกซ้อนขึ้นมาอันเป็นปัจจัยให้ฝ่ายรัฐบาลพม่าเข้มแข็งขึ้นและฝ่ายต่อต้านอ่อนแอได้หรือไม่

ลองจินตนาการว่า หากเราในฐานะรัฐไทยได้เอาใจช่วยอย่างชัดเจนต่อชนกลุ่มน้อยฝ่ายต่อต้าน และลงท้ายเป็นรัฐบาลพม่าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ณ เวลานั้น เราจะห้ามมิให้พม่ารู้สึกไม่ดี หรือ ‘ไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้าน’ อย่างเราได้อย่างไร ? คำตอบสำหรับท่าทีอันเป็นทางการของรัฐไทยในสายตาของธูซีดิดีส คือ ‘ให้เรื่องพม่าเป็นเรื่องของพม่าเสียเถิด’

ท่าทีของไทยต่อภายนอก

เมื่อได้ท่าทีอันเป็นทางการว่า ‘ให้เรื่องพม่าเป็นเรื่องของพม่า’ แล้ว ต่อสมาชิกชุมชนนานาชาติ ไทยเราควรจะสำแดงท่าทีอย่างไร ? คำตอบในประเด็นนี้คงชัดเจนไม่ต่างจากข้อ A. นั่นคือ ไทยควรวางตัวเป็นกลางในสภานการณ์ความขัดแย้งนี้ และต่อให้มีชาติมหาอำนาจอื่นใดหรือสถาบันระหว่างประเทศใด เรียกร้องให้ไทยกระทำการอื่นใดอันเป็นละเมิดอธิปไตยของรัฐบาลพม่า

ไทยเราควรวางตัวนิ่งเฉยเสีย ปัจจัยด้านอุดมการณ์ตามที่ลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) ซึ่งเป็นคนละแนวคิดกับสัจนิยม พยายามป่าวประกาศว่าจะเป็นยารักษาโรคและหนทางแก้ไขปัญหายุ่ง ๆ ในพม่าตาม ‘วิถีมนุษยชนและประชาธิปไตย’ ได้นั้น ธูซีดิดีสจะเตือนเราว่าต้องชั่งใจให้ดี ๆ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในพม่า ซึ่งจะต้องกระทบกับไทยไม่ว่าทางหนึ่งแน่ ๆ

แม้ว่าปัจจัยในการสู้รบอาจเป็นเรื่องของความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองต่อต้านเผด็จการทหารพม่า หากแต่ผลกระทบนั้นเป็น ‘สิ่งที่เกิดขึ้นจริง’ ต่อไทย ทั้งปัญหาผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย ลูกหลง การไล่ล่า การเคลือรนไหวทางการเมืองที่ใช้ไทยเป็นฐาน หรือความไม่สงบอาจขยายเข้ามาในพื้นที่ที่ตกลงกันว่าอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย เหล่านี้ธูซิดิดีสจะบอกกับคนไทยว่า

‘เป็นเรื่องเหลวไหลเลอะเทอะ ที่จะเอามุมมองแบบเสรีนิยมหรืออุดมการณ์มาใช้กับชีวิตและความเป็นความตายชองคนไทยที่รับผลกระทบจากการสู้รบของเพื่อนบ้าน’

กล่าวให้ชัด ธูซีดิดีสกำลังย้ำเตือนกับคนไทยว่า ‘จงหยุดมองโลกในแง่ดี’

เพราะทราบใดที่สถานการณ์ภายในของพม่าไม่สงบ ก็อย่างหวังใจว่าชายแดนของไทยจะสงบด้วย ผลกระทบทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ไทยเราต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ปัญญาของพม่าไม่ลามเข้าสู่เขตแดนของเรา

ดังนั้น ไทยจึงต้องสำแดงความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดในกรณีนี้ จนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปจนมั่นใจว่าสมควรที่จะเปลี่ยนท่าทีหรือทัศนะดังกล่าว หรือได้รับการ ‘ร้องขอ’ ให้ช่วยเหลือจัดการไกล่เกลี่ยทั้งจากฝ่ายรัฐบาลพม่าเองและฝ่ายต่อต้าน ทั้งนี้ เรื่องเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา เรื่องของเขายังจะเป็นเรื่องของเขาตราบเท่าที่เขายังไม่ต้องการให้ช่วย

การเตรียมรับมือกับสถานการณ์อย่างปัจจุบันทันด่วนของไทยจึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุด

ท่าทีของไทยต่อภายใน

‘คนไทยทั้งหลาย ท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่า สมมติเหตุการณ์ในพม่าจบลงด้วยชัยชนะของชนกลุ่มน้อยฝ่ายต่อต้านแล้วเหตุการณ์จะสงบลง ?’

ธูซีดิดีสอาจจะกล่าวประโยคนี้กับคนไทยคนใดก็ตามที่กำลังส่งแรงใจแรงเชียร์แก่กลุ่มชาติพันธุ์ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่า เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว พื้นที่ของประเทศพม่าประกอบไปด้วยความแตกต่างของชาติพันธุ์สูงมาก หากแต่ชนกลุ่มที่ครองอำนาจอธิปไตยกลับเป็นชนชาติพม่าเป็นพื้น ดังนั้น สมมติว่าท้ายที่สุดรัฐบาลทหารพม่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ทว่า

C.1 รัฐบาลเก่าแพ้แต่ยังไม่หมดอำนาจ แต่กลับไปรวบรวมกำลังผลมาใหม่ ต่อต้านกับรัฐบาลพม่าใหม่ที่ก่อตั้งด้วยชาติพันธุ์ต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ สงครามจะดำรงอยู่ต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนฝ่ายรัฐบาบเท่านั้น

C.2 รัฐบาลเก่าพ่ายแพ้หมดรูป และไม่คิดสู้อีก กลุ่มชาติพันธุ์สถาปนารัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ หากแต่สุดท้ายก็ไม่ลงตัวกันในเรื่องการปกครอง การสู้รบยังมีอยู่ต่ไปไม่จบสิ้น เพราะสังคมพม่าในอดีตก็เป็นการต่อสู้ของชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ เผลอ ๆ ชนกลุ่มน้อยอาจมีมนุษยธรรมน้อยกว่ารัฐบาลทหารพม่า (ที่สั่งสมประสบการณ์มานานนม) ก็เป็นได้

C.3 รัฐบาลเก่าพ่ายแพ้หมดรูป และไม่คิดสู้อีก กลุ่มชาติพันธุ์สถาปนารัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ และมีความเห็นว่า ดินแดนของไทยบางส่วนเคยเป็นเขตของชนกลุ่มน้อยในสมัยโบราณ ดังนั้น จึงต้องทวงคืนดินแดน (ที่ปัจจุบันนี้เป็นของไทย) มาจากไทย สงครามไม่ยุติ หากแต่เปลี่ยนจากความขัดแย้งระหว่างภายในของพม่า มาเป็นสงครามระหว่างไทยกับพม่า

สถานการณ์เหล่านี้ย่อมมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิด เพราะ ‘รัฐ’ กับ ‘ชาติ’ ใช่ว่าจะแนบสนิทกันในทุกกรณีไป ภาพฝันของประเทศใหม่ของบางกลุ่มชาติพันธุ์อาจหมายรวมถึงการรวมเอาดินแดนที่เขา ‘จินตนาการ-เห็นว่า’ ไทยเอาดินแดนของเขาไปผ่านการปักปันเขตแดนกับรัฐบาลพม่า โดยที่เขาไม่ยินยอมและสมัครใจ ดังนั้น จึงจะต้องทวงดินแดนเหล่านั้นคืน (เช่น รัฐไทใหญ่ รัฐมอญ) ใครมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหลนั้น ธูซีดิดีสจะบอกส่งท้ายว่า

“ท่านเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเกินไป… ในความเป็นจริงแล้ว หากกลับมาสู่เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่เราเคยบอกท่าน มนุษย์แต่ละคนย่อมคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น และในช่วงที่ท่านคิดว่าคนอื่นจะใจดีกับท่าน หรือเห็นว่าท่านเป็นคนมีศีลธรรมนำใจ กลับกัน คนอื่นเหล่านั้นกำลังหาทางจะแทงท่านจากข้างหลังทันทีเมื่อมีโอกาส ไม่มีใครสนใจศีลธรรมที่ท่านทึกทักเอาเองฝ่ายเดียวดอก

เอาล่ะ.. ท่านจงระวังตัวเองไว้ให้ดีเถิด”

อ้างอิง :

[1] นรุตม์ เจริญศรี. ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ. คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
[2] ศิวพล ชมพูพันธุ์. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ : ทฤษฎี และการศึกษาในโลกร่วมสมัย.
[3] Thucydides. History of Peloponnesian War.

]]>
ทุกพระปฐมบรมราชโองการของกษัตริย์ราชวงศ์จักรีชี้ชัดว่า กษัตริย์มิได้ทรงเป็นเจ้าของ ‘ทุกอย่าง’ และ ‘แผ่นดินทั้งผืน‘ อย่างที่เชื่อและเล่ากันมาตลอด https://www.luehistory.com/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2/ Sat, 06 Apr 2024 11:54:54 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22656

ใครคือเจ้าของประเทศ? (ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475)

เห็นมีผู้ทรงคุณวุฒิแห่งประเทศ ตั้งคำถาม ทำไมพระมหากษัตริย์ไม่ปฏิญาณตนก่อนรับตำแหน่ง เหมือนกับคณะราษฎร์ ที่ประกาศเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่เป็นเหมือนสัญญาประชาคม

สงสัยไม่รู้จักพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือเลือกที่จะละเลยไม่กล่าวถึงไป

พระราชพิธีนี้เป็นทั้งทางราชการ​ ศาสนพิธี และ วัฒนธรรมเพื่อแสดงว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ แต่ละพระองค์จะทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการ คล้ายๆสัญญา คล้ายๆนโยบายของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์

รัชกาลที่ 1-5 ตามระบอบการปกครองยังถือว่าที่ดินเป็นของพระเจ้าแผ่นดินทั้งหมด(ก่อนมีโฉนดที่ดิน) ทุกพระองค์จะมีพระปฐมบรมราชโองการทำนองเดียวกันว่า ต้นไม้ แหล่งน้ำ สิ่งของ ที่ดิน ที่ไม่มีเจ้าของนั้นก็ให้ตามแต่สมณชีพราหมณ์ ราษฎร “ปรารถนาเถิด”

พระปฐมบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ โดยเฉพาะในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นั้นดูจะสะท้อนสิ่งที่แตกต่างกับแนวคิดที่ว่า พระมหากษัตรย์ทรงเป็น “เจ้าของทุก ๆ อย่างในแผ่นดิน” เหมือนที่เชื่อและเล่ากันมา

เพราะโดยเนื้อหาแล้วเหมือนจะตรงกันข้ามทั้งหมดกล่าวคือ ไม่ได้ทรงเป็นเจ้าของ “ทุกอย่าง” และ “แผ่นดิน” ที่มักจะเข้าใจกันว่าคือพื้นดินทั้งผืนของประเทศไทยในปัจจุบัน (หรืออาจจะมากกว่าในยุคที่ยังไม่โดนล่าอาณานิคม) นั้น

จริง ๆ คือไม่ใช่ คือไม่ได้ทรงปกครองขวานทองทั้งผืนแต่ทรงเป็นเพียง “พระเจ้ากรุง” ทรงปกครองอาณาเขตพระนครเท่านั้น ซึ่งมันสะท้อนอยู่ในพระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ 1-5 โดยเนื้อความของพระปฐมบรมราชโองการยุคนี้นั้น มีทำนองเดียวกันประมาณนี้ว่า

“พรรณพฤกษชลธี และสิ่งของในแผ่นดิน ทั่วเขตพระนครซึ่งหาผู้เป็นเจ้าของหวงแหนมิได้แล้ว ให้พระราชทานแก่สมณ ชี พราหมณาจารย์ และอาณาประชาราษฎรตามแต่จะปรารถนาเถิด”

ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว สิ่งต่าง ๆ คือซึ่งถูกนำมาถวาย ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ แม่น้ำลำธาร และสิ่งของที่ไม่มีเจ้าของ ก็ทรง “ยกกลับคืน” ให้กับผู้คนให้จับจองกันตามที่จะมีกำลังความสามารถ

ดังนั้นจึงแปลว่า มิได้ทรงเป็นเจ้าของสิ่งอื่นนอกจากสิ่งที่ “ทรงเป็นเจ้าของอยู่เดิม” อย่างเช่น สิริราชสมบัติ พระราชวัง-ราชนิเวศ ข้าทาสราชบริพารในพระองค์ ฯลฯส่วนของที่ “ไม่มีเจ้าของ” ก็ให้ทุกคนจับจองเป็นของตนเองได้

ซึ่งในจุดนี้นั้นยังมีหลักฐานในสมัย ร.4 สนับสนุน เท่าที่จำได้คือจดหมายที่ทรงโต้ตอบกับแอนนา เลียวโนเวนส์ที่แอนนาเรียกร้องให้ทรงปลดปล่อยทาสคนหนึ่ง แต่ ร.4 ทรงปฏิเสธว่าทำไม่ได้ เพราะมีผู้ที่เป็นเจ้าของทาสคนนั้นอยู่และทรงไม่สามารถยึดทาสนั้นมาแล้วปล่อยเป็นไทไปได้เพราะทรงไม่ใช่เจ้าของทาสเอง

ดังนั้นความเชื่อที่ว่าในยุคสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้น “กษัตริย์จะทำอะไรก็ได้” น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไร

ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในจดหมายนี้นั้นคือการที่ทรงตรัสเป็นนัยว่า พระองค์ทรงไม่สามารถทำได้เพราะจะเป็นการผิดกฎหมาย ซึ่งน่าจะทำให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์เองก็เหมือนจะทรงอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งถึงจะไม่ได้เป็นกฎหมายที่ยึดโยงกับประชาชนแต่ก็ทรงมีขอบเขตหนึ่ง ๆ ที่จำกัดพระองค์อยู่ดี

ทั้งสองประเด็นนี้ คือเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของและเรื่องกฎหมายและขอบเขตของพระมหากษัตริย์เองนั้นอาจจะมองในมุมมองอื่นด้วยก็ได้ว่าที่ทรงไม่ได้สามารถ “ทำอะไรก็ได้” เป็นเพราะมีหลักการบางอย่างที่ทรงยึดถือและทำให้ทรงทำไม่ได้ หรือเป็นเพราะ dynamic ทางการเมืองเป็นหลัก

และอีกอย่างหนึ่งคือพระปฐมบรมราชโองการเหล่านี้นั้น มีนัยยะอย่างชัดเจนว่าอาณาเขตที่ทรงปกครองจริง ๆ นั้นคือพระนครเท่านั้น ซึ่งก็ตรงตามแนวคิดนักประวัติศาสตร์ตะวันตกที่เสนอว่าแถบอุษาคเนย์นั้นปกครองกันในรูปแบบ มณฑล เป็นความสัมพันธ์แบบ ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ดังนั้นพระมหากษัตริย์ในแถบนี้จึงเป็น “พระเจ้ากรุง” คือทรงปกครอง ‘กรุง’ หรือ ‘นคร’ โดยมีกรุงหรือนครหรือเมืองอื่น ๆ ส่งบรรณาการมาให้

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ชี้ให้เราเห็นว่าควรจะมีการ คิดใหม่เกี่ยวกับแนวคิดทางสังคม การเมือง และอำนาจ (และกระทั่งเศรษฐกิจ) ในยุคที่เรียกกันว่า “สมบูรณาณาสิทธิราชย์” หรือยุค “ก่อน 2475” กันใหม่ว่ามีลักษณะจริง ๆ เป็นอย่างไร

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงความหมายในพระปฐมบรมราชโองการรัชกาลก่อนหน้านี้ ในการบรรยายพิเศษเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ในงานสัมมนาวิชาการเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย ของกระทรวงวัฒนธรรม มีเนื้อหาช่วงนึงบอกว่า

“กฎหมายยังเขียนในสมัยอยุธยาว่าที่ดินของนครศรีอยุธยาเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน จะส่งมอบต่อให้คนอื่นไม่ได้ ฟังแล้วเหมือนที่ดินเป็นของกษัตริย์ทุกตารางนิ้ว แต่เอาจริงๆ ก็ไม่เคยเห็นมันแบบนั้นนะ ที่ผ่านมากษัตริย์ใช้แผ่นดินนั้นเพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อตัวเอง เพราะงั้น กษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยกรุงเทพฯ เมื่อเวลาบรมราชาภิเษก สวมมงกุฎเสร็จ ก็จะให้สัญญาเหมือนๆ กันแหละ ยกเว้นรัชกาลที่ 9 เพราะ เป็นกษัตริย์ในยุคระบอบประชาธิปไตยแล้ว”

ทีนี้มาดู พระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ 9 กันหน่อย ท่านบอกไว้ว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ที่ไม่ได้มีคำพูดคล้ายๆ รัชกาลก่อนๆ ก็เพราะว่า ยุคสมัย ร.9 ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว กษัตริย์ไม่ได้เป็นเจ้าของต้นไม้ แม้น้ำ หรือสิ่งของต่างๆ นั้นอีกต่อไป

คำพูดต่อจาก “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมนั้น เป็น คำพูดที่พูดกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง นั่นคือการตั้งสัตย์ อธิษฐาน และกรวดน้ำ ในพิธีว่าจะขอยึดและคงไว้ด้วยทศพิธราชธรรมจรรยา ซึ่งเป็นประโยคที่เหมือนกับคำสัญญาผูกมัดระหว่างราชาเข้ากับคนธรรมดา เพื่อให้เกิดความสบายใจแก่ประชาชน”

ส่วนพระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ 10 คือ

“เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

เป็นคำมั่นสัญญาที่สะท้อนให้เห็นความตั้งใจในการสืบทอด รักษา ต่อยอดโครงการต่างๆ ของรัชกาลที่ 9 เอาไว้ เพื่อให้ผลประโยชน์นั้นตกสู่มือคนไทยทุกคน

พูดให้เข้าใจง่ายๆ พระปฐมบรมราชโองการ ก็คือ การประกาศ MISSION ของกษัตริย์ ที่มีต่อคนไทยและประเทศไทยนั่นเอง

 
]]>
DTD กับดักหนี้ที่จีนใช้ฮุบประเทศอื่น เรื่องจริงหรือลวง? https://www.luehistory.com/dtd-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ae%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87/ Mon, 05 Feb 2024 17:38:49 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22576

การทูตกับดักหนี้ (Debt-trap diplomacy; DTD) เป็นคำที่ถูกคิดขึ้นโดย Brahma Chellaney นักวิชาการชาวอินเดียใน ค.ศ. 2017 โดย DTD นี้เป็นเครื่องมือ “การทูต” อย่างหนึ่งของจีนในการขยายอิทธิพลในเวทีระหว่างประเทศภายใต้โครงการหนึ่งเส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative; BRI) อันเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยโครงการ BRI นี้ถูกวิจารณ์ว่าสนับสนุนประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการและไม่มีความโปร่งใส แต่ BRI ก็เป็นที่นิยมอยู่มากในประเทศที่กำลังพัฒนาเพราะประเทศตะวันตกนั้นจะให้คุณค่ากับเรื่องนิติรัฐหรือประชาธิปไตยก่อนจะตัดสินใจให้การสนับสนุนใดๆ จีนกลับไม่ได้สนใจประเด็นเหล่านี้ และในการขยาย BRI นี้เองที่จีนถูกวิจารณ์ว่าให้ประเทศต่างๆ กู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง แต่ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ ประเทศเหล่านี้จึงต้องจ่ายคืนด้วยสินทรัพย์ในรูปอื่นๆ ให้กับจีนนั่นเอง (Debt-to-equity swap)

ใน ค.ศ. 2019 Mike Pompeo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้ชี้ว่าจีนใช้ DTD ในการเข้าไปทำลายความสามารถของรัฐในประเทศต่างๆ ลงด้วยการมอบให้กู้ยืมก้อนโต และกล่าวอีกว่า DTD คือนโยบายที่เป็นอาณานิคมใหม่ (Neo-colonialism) ที่ไม่ควรถูกใช้ ซึ่งตัวอย่างของ DTD ที่ถูกยกตัวอย่างมากที่สุดคือกรณีของศรีลังกาที่เมื่อประเทศไม่สามารถจ่ายหนี้ให้จีนได้พวกเขาจึงยกท่าเรือมาคัมปุระ (Hambantota Port) เพื่อลดภาระด้านการเงินลง นอกจากนี้ตัวอย่างที่มักจะพูดถึงก็ยังมีในทวีปแอฟริกาหรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้านเราเองก็มี

แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือการทูตกับดักหนี้นี้มีจริงหรือไม่? และเป็นจริงระดับใด? [1]

Brahma Chellaney ได้อธิบาย DTD ไว้ว่าเป็นเครื่องมือนโยบายที่ รัฐ X (ประเทศที่ให้กู้ยืม ซึ่งในที่นี้คือจีน) สนับสนุนโครงการโครงร้างพื้นฐานในประเทศที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์หรือรัฐ Y (ประเทศที่กู้ยืม ซึ่งคือประเทศกำลังพัฒนา) โดยการให้เงินกู้จำนวนมาก ทำให้รัฐ Yต้องพึ่งพารัฐ X และตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐ X มากขึ้น และเมื่อรัฐ Y ไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ก็ต้องเอาสินทรัพย์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานบางอย่างมอบให้รัฐ X แทนเงิน ซึ่งเรียกว่าเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt-to-equity swap) นั่นเอง ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ Chellaney กล่าวว่าเป็นพฤติกรรมในเวทีระหว่างประทศของจีน ถึงแม้ว่าการมอบเงินกู้ให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำนั้นจะไม่ใช่สิ่งผิด แต่จีนใช้ศักยภาพทางด้านการเงินของตัวเองในการเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศปลายทางเพื่อเข้าถึงทรัพยากรหรือเปิดตลาดระบายของจากประเทศตัวเองอันเป็นพฤติกรรมแบบนักล่า (Predatory behavior) และจีนยังนำคนงานของตัวเองไปด้วยทำให้ประชาชนที่ไม่มีงานทำในประเทศผู้กู้ยืมยิ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลังไปอีก ผู้ที่ได้ประโยชน์จึงมีแต่จีนกับจีนเท่านั้น

นอกจาก Chellaney แล้วก็ยังมีนักวิชาการอื่นๆ ที่ชี้ไปในทางเดียวกัน แต่เสริมประเด็นอื่นๆ เข้าไป เช่น จีนไม่ทำตามนโยบายในเวทีระหว่างประเทศอย่างเรื่องความโปร่งใส การจัดการการทุจริต อย่างไรก็ดี DTD ได้ถูกดีเบตกันอย่างกว้างขวางว่าจริงหรือไม่ หรือเป็นความตั้งใจจริงของจีนหรือไม่ที่ดำเนินนโยบาย DTD นี้ โดยหนึ่งในข้อถกเถียงของผู้ที่ไม่เชื่อว่า DTD ของจีนมีอยู่จริงที่น่ารับฟังคือโต้แย้งว่าประเทศที่ตกลงไปในกับดักหนี้นั้นเป็นประเทศที่มีการทุจริตอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว และมีปัญหาภายในในหลายๆ ด้านทำให้เกิดปัญหาทางด้านการบริหารและปกครอง ประเทศเหล่านี้จึงตกที่นั่งลำบากได้ง่าย นอกจากนี้ยังโต้แย้งอีกว่าการเล่นประเด็นเรื่อง DTD เป็นความตั้งใจของประเทศตะวันตกในการไม่ให้ประเทศต่างๆ ไปมีความสัมพันธ์กับจีน ดังนั้น ประเด็นเรื่อง DTD ไม่ใช่ว่าทุกประเทศที่ยืมเงินจีนจะตกอยู่ในกับดักหนี้ แต่เป็นเรื่องของประเทศที่ไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่างหาก DTD จึงมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิดและไม่ควรตั้งเป้าว่าเป็นวิธีการที่จีนตั้งใจใช้ การเล่าเรื่องแบบด้านเดียวนั้นจึงไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องเล่าที่ผิดแต่มักจะเป็นเรื่องเล่าที่ไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นจึงควรเจาะลงไปทีละประเทศที่มักเชื่อว่าตกอยู่ในกับดักหนี้ของจีน เพราะแม้แต่ศรีลังกาที่มักเป็นตัวอย่างนั้นก็มีหนี้กับจีนน้อยกว่าประเทศอย่างโดมินิก้า โมซัมบิค ตองก้า และอีกหลายประเทศอีกต่างหาก

เคนย่า

เคนย่าเป็นประเทศที่มีความสำคัญของจีนในการเพิ่มอิทธิพลในแอฟริกากลางและตะวันตก นอกจากนี้ที่ตั้งของเคนย่ายังเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามแม้เคนย่าจะไม่ได้อยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองแบบประเทศอื่นแต่เคนย่าก็มีปัญหาด้านการปกครองและนโยบายด้านการเงินที่ไม่มีความรับผิดชอบนัก เคนย่ากู้ยืมเงินจากจีนทั้งหมดราว 6.3 พันล้านเหรียญเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศในช่วง ค.ศ. 2010-2015 หรือคิดเป็น 2 ใน 5 ของ GDP ซึ่งในเงินจำนวนนี้ครึ่งหนึ่ง (3.6 พันล้านเหรียญ) ถูกใช้ในโครงการ  Mombasa-Nairobi Standard Gauge Railway (SGR) ซึ่งเป็นโครงการสร้างทางรถไฟของเคนย่า โดยหนี้ทั้งหมดนี้ 90% ผู้ให้กู้คือธนาคาร China Exim Bank และการก่อสร้างดำเนินการโดยบริษัทChina Road and Bridge Corporation โดยจีนจะบริหารทางรถไฟนี้จนถึงปี ค.ศ. 2022 แต่อย่างไรก็ดี ธนาคารโลกได้เตือนว่าทางรถไฟนี้มีค่าดำเนินงานที่สูง และเคนย่าอาจจะตกอยู่ในกับดักหนี้จีนได้ และยังมีปัญหาการดำเนินงานอื่นๆ ที่ทางรถไฟนี้ไม่น่าจะทำกำไรให้รัฐบาลเคนย่าได้

ในการสร้างทางรถไฟนี้รัฐบาลเคนยายังต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 28.8 ล้านเหรียญต่อไตรมาสให้กับผู้ดำเนินการอย่าง Afristar ซึ่งบริษัท China Communications Construction Company เป็นเจ้าของอยู่ด้วย จากการที่ SGR ไม่สามารถทำกำไรได้และค่าดำเนินงานที่สูงทำให้รัฐบาลเคนย่ามีค่าดำเนินงาน 350 ล้านเหรียญที่ติดค้างอยู่ แต่ต่อมาใน ค.ศ. 2021 จีนได้ตัดสินใจเลื่อนการจ่ายหนี้ออกไปให้ 6 เดือนคิดเป็นมูลค่า 245 ล้านเหรียญเพราะรัฐบาลเคนย่าประสบวิกฤตโควิด-19 ถึงแม้จีนจะลดภาระหนี้ตัวนี้ลงผู้เชี่ยวชาญก็ยังกลัวว่าจีนอาจจะยื่นข้อเสนอในการมอบท่าเรือ Mombasa ให้จีนทดแทนการจ่ายเงินคืน แต่ต่อมานักวิชาการได้ชี้ว่ากรณีของเคนย่าอาจเกิด DTD หากผู้กู้ยืมคือบริษัท Kenya Railway Corporation (KRC) แต่ในกรณีนี้ผู้กู้ยืมคือกระทรวงการคลังของเคนย่าเอง (Kenyan National Treasury; KNT) ซึ่ง KNT ได้ออกสัญญากู้เงินให้ KRC อีกทอดหนึ่ง นั่นหมายความว่าบริษัท KRC ที่ดำเนินการในทางรถไฟและเป็นเจ้าของนี้ไม่ได้กู้ยืมเอง และจีนก็ไม่สามารถใช้ DTD กับกระทรวงการคลังของเคนย่าได้ในการยึดเอาทางรถไฟหรือท่าเรือมาใช้แทนหนี้ได้ เพราะ KNT ไม่ได้เป็นเจ้าของทางรถไฟ นอกจากนี้ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ว่าจีนจะได้ประโยชน์อะไรจากการได้ทางรถไฟหรือท่าเรือ ตรงกันข้ามจีนกลับเลื่อนการจ่ายหนี้ให้เคนย่าและต้องการการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเพิ่มเติมในประเด็นการทำกำไรของทางรถไฟด้วย กรณีนี้ของเคนย่านี้จึงมีแค่ว่า เคนย่ารับภาระหนี้หนักเท่านั้น – DTD จึงเป็นแค่เรื่องลวงในเคนย่า

มัลดีฟส์

กรณีของมัลดีฟส์นั้นก็มีการคาดกันว่าจะตกอยู่ในกับดักหนี้จีนเพราะว่ามัลดีฟส์กำลังมีหนี้ที่เมื่อเทียบกับ GDP แล้วกำลังจะเกิน 50% และในจำนวนนี้ 40% เป็นหนี้ของจีนหากโครงการBRI เสร็จเรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามมัลดีฟส์มีหนี้มากอยู่แล้วก่อนที่จีนจะดำเนินการเรื่อง BRIเสียอีก กรณีของมัลดีฟส์อาจมีพิเศษตรงที่ว่าประธานาธิบดี Abdulla Yameen ที่เข้ามาตั้งแต่ ค.ศ. 2013 มีนโยบายที่โน้มเอียงเข้าหาจีนมากขึ้นซึ่งทำให้ความสัมพันธ์กับอินเดียแย่ลง ในช่วงการเป็นประธานาธิบดีของ Yameen (2013-2018) มัลดีฟส์ได้รับเงินจากจีน 1.4 พันล้านเหรียญซึ่งถูกนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะสะพานมิตรภาพจีน-มัลดีฟส์ (Sinamalé Bridge) อันเป็นส่วนหนึ่งของ BRI

ต่อมาใน ค.ศ. 2018 Ibrahim Mohamed Solih ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ซึ่งอินเดียก็สนับสนุนเขาด้วย ดังนั้นโยบายระหว่างปะเทศของ Solih จึงเป็นการตีออกจากจีนและเข้าหาอินเดียมากขึ้น เนื่องจากัลดีฟส์มีหนี้จำนวนมากจึงทำให้ Solih ต้องกลับมาประเมินข้อผูกพันต่างๆ ในโครงการ BRI ใหม่เพราะกลัวในเรื่องหนี้และอธิปไตยที่อาจจะถดถอยลง ในตอนที่เขาเข้ามา มัลดีฟส์มีหนี้ 600 ล้านเหรียญโดยตรงกับรัฐบาลจีน และมีหนี้ที่ถูกค้ำอีก 935 ล้านเหรียญ (Guaranteed loans) หนี้ทั้งหมดของมัลดีฟส์จึงอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญ คิดเป็น 1 ใน 3 ของ GDP ซึ่ง Mohammed Nasheed ที่ปรึกษาของ Solih ได้ประมาณว่ายังมีหนี้ที่ถูกค้ำแต่ไม่ได้เปิดเผยอีกซึ่งรวมแล้วทั้งหมดอาจสูงถึง 3 พันล้านเหรียญซึ่งสามารถทำให้มัลดีฟส์ต้องยกสินทรัพย์ให้จีนได้ แต่ Solih ยอมรับเองว่ามีการทุจริตด้วยทำให้หนี้เพิ่มขึ้นมากจึงได้พยายามปรับโครงสร้างหนี้ใหม่กับจีน แต่จีนปฏิเสธเพราะว่าหนี้ทั้งหมดเป็นไปตามข้อตกลง ดังนั้น Solih จึงหันไปรับเงินช่วยเหลือจากอินเดียมูลค่า 1.4 พันล้านเหรียญเพื่อจ่ายคืนให้จีน การที่อินเดียมอบเงินให้จึงอาจถูกเข้าใจได้ว่าทำให้มัลดีฟส์เลี่ยงการตกในกับดักหนี้ได้ แต่ถึงแม้จีนจะปฏิเสธการปรับโครงสร้างหนี้กับมัลดีฟส์ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ว่าจีนจะเอาทรัพย์สินใดๆ จากมัลดีฟส์หรือมีความต้องการที่จะยึดอะไร เพราะมัลดีฟส์ก็ยังมีหนี้ที่ต้องจ่ายอีกราว 117 ล้านเหรียญ ซึ่งจีนอาจจะสามารถยื่นข้อเสนอได้ แต่กลับไม่ปรากฏข้อเสนออะไร – กรณีของมัลดีฟส์จึงเป็นเรื่องลวง

ลาว

ลาวเป็นประเทศที่ได้รับเงินจากจีนจำนวนมากซึ่งอาจทำให้ลาวไม่สามารถใช้หนี้คืนได้ และ IMF เองก็ได้เตือนลาวด้วยว่าให้ก่อหนี้อย่างพอดี เพราะลาวได้ขอพักชำระหนี้โครงการโครงสร้างพื้นฐานไว้แล้วแม้จะปรับโครงสร้างหนี้จีนก็ยังเป็นเจ้าหนี้ลาวที่ 40% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด

ลาวถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่จนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ลาวก็เติบโตขึ้นทุกปี และโดยตรรกะแล้วการเติบโตนี้ก็ทำให้รัฐบาลลาวอยากลงทุนมากขึ้นด้วย โดยหนึ่งในโครงการที่ลาวลงทุนคือทางรถไฟจีนลาว (เวียงจันทน์-บ่อเต็น) เป็นจำนวนเงิน 6 พันล้านเหรียญซึ่งเกือบเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ในจำนวนเงินที่ลงทุนนี้ลาวออก 12% ส่วนอื่นส่วนใหญ่เป็นเงินจากChina Exim Bank (CEB) ซึ่งอยู่ใต้การกำกับของคณะมนตรีของจีน (State Council) โดย CEB ให้กู้ 465 ล้านเหรียญดอกเบี้ยที่ 2.3% ยกเว้นหนี้ 5 ปีแรก และต้องใช้หนี้คืนใน 25 ปี ส่วนหนี้อื่นๆ ก็มาจากผู้ให้กู้จีนอื่นๆ นอกจากนี้จีนยังลงทุนในโครงการอื่นๆ รวม 6.7 พันล้านเหรียญและมีการไกล่เกลี่ยหนี้ลาวให้บางส่วนโดยแลกกับสิทธิในพื้นที่เกษตรกรรมหรือการค้าอื่นๆ ที่จะทำให้คนจีนได้ประโยชน์

แต่กรณีที่น่าสนใจนั้นคือเมื่อ ค.ศ. 2020 กรณีของบริษัท China Southern Power Grid Company (CSG) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (ราว 90%) ในบริษัท Électricité du Laos Transmission Company Limited (EDL-T) ซึ่งรับผิดชอบในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ลาว ซึ่งถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดนักว่า CSG กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้อย่างไร ซึ่งอาจจะตั้งสมมติฐานได้ว่าเป็นการมอบให้แทนการใช้หนี้เป็นตัวเงิน เหตุผลที่รัฐบาลลาวมอบหุ้นส่วนใหญ่ให้อาจจะเป็นเพราะว่า EDL-T มีหนี้อยู่ 5 พันล้านเหรียญ ต่อมาใน ค.ศ. 2021 ทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีของลาวส่งสัญญาณว่าลาวอาจะผิดชำระหนี้ต่างประเทศซึ่งเป็นอีกเหตุการณ์ที่สนับสนุนประเด็นการยกหุ้น EDL-T ให้แทนการชำระตัวเงิน แต่ก็ต้องกล่าวด้วยว่าการตดสินใจเช่นนี้ก็มาจากรัฐบาลลาวที่อ่อนแอและจีนที่มีนโยบายการลงทุนกับสินทรัพย์มากกว่าการให้กู้ยืมเฉยๆ ด้วย และยังมีรายงานกรศึกษาอีกว่าภาคพลังงานของลาวสามารถทำกำไรได้ซึ่งส่งผลประโยชน์ต่อจีนอีกด้วย และจีนเองก็ศึกษาความเป็นไปได้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2018 หมายความว่าจีนสนใจใน EDL-T มาก่อนหน้าแล้ว แต่ปัญหาคือการถือหุ้นใน EDL-T ของจีนสามารถกำหนดผู้ซื้อไฟฟ้าและราคาได้

การที่รัฐบาลลาวอ่อนแอและวิธีการของจีนที่ปฏิบัติตามความเป็นจริงจึงไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่าลาวเป็นเหยื่อของจีนอย่างเต็มรูปแบบ เพราะ Nishizawa ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเองก็ได้กล่าวว่าคนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับลาวหรือประเทศอื่นในเอเชียจะพูดว่าจีนเป็นผู้ร้าย แต่การพูดแบบนี้มันง่ายเกินไป แน่นอนว่าจีนมีบทบาทสำคัญกับลาว แต่รัฐบาลลาวตัดสินใจเองในการยกหุ้น EDL-T ให้กับจีน การที่จีนมีนโยบายให้ประเทศที่มีศักยภาพด้านการเงินต่ำกู้เงินและถูกปฏิเสธจากนักลงทุนที่อื่นทำให้จีนต้องรู้อยู่แล้วว่าลาวอาจจะจ่ายคืนไม่ได้ การมอบสิทธิทางเกษตรกรรมและอื่นๆ ก็อาจจะมาจากเรื่องนี้ด้วยแม้ว่าหลักฐานจะยังไม่ชัดเจนนัก อย่างไรก็ดีการมีหุ้นราว 90% ของจีนใน EDL-T ทำให้จีนสามารถมีเสียงอย่างเด็ดขาดในการบริหารได้ซึ่งอาจสร้างปัญหากับลาวได้เพราะจีนสามารถทำให้ลาวไม่มีพลังงานใช้เลยก็ได้หากจีนต้องการ – กรณีของ DTD ในลาวนั้นจึงอาจพูดได้ว่ามีเค้าความเป็นจริงอยู่

ศรีลังกา

ศรีลังกาเป็นตัวอย่างที่พูดถึงมากที่สุดในเรื่องของ DTD โดยเป็นเรื่องของท่าเรือคัมปุระ (Hambantota port) ซึ่งอยู่ในทางตะวันออกเฉียงใต้ของศรีลังกา จีนกับศรีลังกาเป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1952 จากการตกลงในเรื่องการค้า หลังจากนั้นเป็นต้นมาจีนก็เป็นคู่ค้าที่สำคัญสำหรับศรีลังกามากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อศรีลังกาถูกตั้งประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนพวกเขาจึงตีห่างออกจากประเทศตะวันตกและอินเดีย ทำให้ศรีลังกาไปพึ่งพิงอยู่กับจีนมากขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์นี้ก็จะเกี่ยวข้องกับการสร้างท่าเรือนี้ด้วย

โปรเจคต์การสร้างท่าเรือนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองตระกุลราชปักษาอยู่มาก แม้ว่าโครงการนี้จะเริ่มเสนอมาตั้งแต่ ค.ศ. 1970 แต่ว่ามาเริ่มจริงจังกันหลังจาก ค.ศ. 2000 นี้เท่านั้นโดยผู้ดูแลคือ มาฮินดา ราชปักษา อดีตประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของศรีลังกา ในช่วง ค.ศ. 2001 – ค.ศ. 2006 มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการนี้ซึ่งผลคือยังไม่แน่ชัดว่าโครงการนี้จะทำกำไรหรือประโยชน์ได้มากแค่ไหน จากการศึกษาโดย 4 บริษัทมีเพียงบริษัท Rambøll จากเดนมาร์กเท่านั้นที่บอกว่าโครงการท่าเรือนี้สามารถทำได้ นอกจากนี้สถานทูตสหรัฐฯ ยังได้รายงานเรื่องการสร้างท่าเรือนี้ว่าเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า และความร่วมมือในโครงการนี้ก็ต่ำและวุ่นวายมาก สาเหตุก็เพราะว่าตระกูลราชปักษาอยากจะสร้างโครงการใหญ่ๆ ให้สำเร็จเพื่อเพิ่มคะแนนทางการเมืองเพราะที่ตั้งของโครงการนี้เป็นเขตบ้านเกิดของพวกเขาโดยไม่ได้สนใจว่าโครงการจะเป็นจริงได้แค่ไหน

แม้ว่ารัฐบาลหรือตระกูลราชปักษาจะพยายามผลักดันโครงการนี้มากแต่หลายๆ ประเทศก็ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะลงทุน ไม่ว่าจะสหรัฐฯ อินเดีย หรือธนาคาร Asian Development Bankต่างก็ปฏิเสธทำให้จีนเป็นทางเลือกเดียวที่ศรีลังกามีอยู่ โดยใน ค.ศ. 2007 ธนาคาร Exim Bank ของจีนปล่อยกู้ให้307 ล้านเหรียญ ดอกเบี้ยที่ 6.3% ซึ่งสูงมาก เทียบกับที่อื่นเช่นธนาคาร Asian Development Bank ที่คิดดอกเบี้ยที่ 3% เป็นเพดาน แต่เมื่อได้เงินมาแล้วก็ยังเกิดปัญหาขึ้น คือ การก่อสร้างดำเนินโดยบริษัท ChinaHarbour Engineering Group(CHEG) ถูกให้เร่งก่อสร้างเพราะว่ามาฮินดาอยากให้โครงการเสร็จทันวันเกิด 65 ปีใน ค.ศ. 2010 และเมื่อเปิดท่าเรือก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเลย แต่ถึงเช่นนั้นก็ยังจะขยายท่าเรือนี้ต่อ โดยใน ค.ศ. 2012 รัฐบาลศรีลังกาได้กู้เงินเพิ่มอีก 757 ล้านเหรียญ ดอกเบี้ยที่ 2%

แม้ว่าจะได้เงินอีกก้อนเข้ามาก็ไม่ได้ทำให้ท่าเรือนี้ดีขึ้นแต่อย่างใด ใน ค.ศ. 2015 การเลือกตั้งที่เกิด มาฮินดา (และราชปักษา) จึงถูกมองในแง่ลบมากจากโครงการนี้ รวมไปถึงความสัมพันธ์กับจีนที่ตระกูลราชปักษาค่อนข้างใกล้ชิดด้วยถึงขนาดที่บางแห่งถึงกับกล่าวว่าจีนให้เงินสนับสนุนในการหาเสียงเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ดีมาฮินดาแพ้การเลือกตั้งให้กับ Maithripala Sirisena ซึ่งเขาได้เข้ามาจัดการสถานการณ์ทางการเงินโดยให้บริษัทจีน CMPort เช่าท่าเรือ 99 ปี โดยจีนจ่ายเงินให้ศรีลังกา 1.12 พันล้านเหรียญ และมีหุ้น 70% ในท่าเรือนี้ใน ค.ศ. 2017 การให้จีนเช่าท่าเรือ 99 ปีนี้ทำให้เกิดการพูดถึงการทูตกับดักหนี้ขึ้นดังที่กล่าวไปตอนต้น

ทั้งนี้ต้องพดให้ชัดด้วยว่าศรีลังกามีปัญหาในการจัดการหนี้ของตัวเองมาตั้งแต่ต้น ใน ค.ศ. 2017 หนี้ต่างประเทศศรีลังกา 39% คือหนี้ด้านการค้า โดยหนี้ที่ศรีลังกามีกับจีนคิดเป็น 10% เท่านั้นซึ่งน้อยกว่าหนี้กับญี่ปุ่นและธนาคาร Asian Development Bank ด้วยซ้ำ และการจ่ายหนี้การค้านั้นไม่ได้มีระยะเวลาในการจ่ายคืนนานเท่ากับหนี้ที่ไม่ใช่การค้า และเมื่อถึงเวลาต้องจ่ายคืนก็ต้องจ่ายเป็นก้อนเดียวทำให้ศรีลังกามีปัญหาตรงนี้ ดังนั้นศรีลังกาจึงต้องหาเงินมาใช้หนี้ตรงนี้ซึ่งทำให้ศรีลังกาต้องไปกู้เงินจากจีน แต่การกู้เงินมานี้ศรีลังกากลับไม่ได้เอาไปจ่ายหนี้ที่เกี่ยวกับการก่อสร้างท่าเรือ แต่เอาไปจ่ายหนี้ที่มีมูลค่าสูงกว่าซึ่งก็คือไปจ่ายประเทศตะวันตก แน่นอนว่าเงินที่กู้มานี้ศรีลังกาก็ต้องจ่ายคืนจีนด้วย

เรื่องของการเป็นเจ้าของท่าเรือนั้น แม้ว่า CMPort จะถือหุ้นส่วนใหญ่ แต่ศรีลังกายังเป็นเจ้าของที่แท้จริงอยู่ เรือนาวีของจีนไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ท่าเรือนี้ CMPort ทำเพียงแค่เรื่องการรับประกันความปลอดภัยของท่าเรือเท่านั้น แต่ทั้งนี้จีนก็ไม่ได้จะบริสุทธิ์จากความยากลำบากของศรีลังกาเสียทีเดียวเพราะการที่จีนปล่อยกู้ให้กับโครงการที่อาจจะไม่ยั่งยืนหลายโครงการ ไม่ใช่แค่กับศรีลังกาแต่กับประเทศอื่นด้วย และการที่ระยะการเช่าท่าเรือนี้อยู่ที่ 99 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากทั้งที่มีทางอื่นที่จีนสามารถได้ประโยชน์และช่วยศรีลังกาได้ในขณะเดียวกัน การกระทำของจีนในกรณีของศรีลังกาจึงทำให้เกิดคำถามขึ้นและทำให้นักการเมืองไม่พอใจเช่นเดียวกัน – อย่างไรก็ดียังไม่มีอะไรที่ชี้ว่าจีนตั้งใจจะฮุบสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์มาตั้งแต่ต้น กรณีนี้จึงยังเป็นเรื่องของการจ่ายหนี้คืนอยู่

มาเลเซีย

มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ถูกยกขึ้นมากล่าวว่าตกอยู่ในกับดักหนี้ของจีน เรื่องเกิดขึ้นเมื่อรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของมาเลเซีย Lim Guan Eng ใน ค.ศ. 2018 ออกมาพูดว่ามาเลเซียต้องการจะหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับศรีลังกา และมหาเธร์ โมฮัมหมัด ก็สนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย โดยเขายังได้กล่าวเตือนฟิลิปปินส์ในเรื่องอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นผ่านการให้กู้ยืมซึ่งอาจทำให้ติดกับดักหนี้ได้

จีนแม้จะลงทุนหลายโรงการในมาเลเซีย แต่โครงการที่ลงทุนนั้นเป็นโครงการพาณิชย์ และหลายโครงการก็มาก่อน BRI ด้วย เรื่องกับดักหนี้ในมาเลเซียจึงมีอยู่สองเรื่องคือกองทุน 1MDB และ ECRL โดย 1MDB คือกองทุนที่รัฐบาลมาเลเซียตั้งขึ้นใน ค.ศ. 2009 โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Najib Razak เพื่อนำไปลงทุนสร้างการเติบโตให้ประเทศ โดย Razak ยังนั่งเป็นประธานบอร์ดอีกด้วย แต่กองทุนนี้ไม่ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนัก เพราะมีหนี้ถึง 1.27 หมื่นล้านเหรียญ และเงินยังถูกไซฟ่อนออกไปเข้ากระเป๋าผู้มีอำนาจอีกด้วย โดยประมาณกันว่าน่าจะมีเงินอย่างน้อยๆ 4.5 พันล้านเหรียญที่ถูกดึงออกไป ดังนั้นเพื่อจัดการหนี้ก้อนใหญ่นี้ Razak จึงขอให้จีนช่วยด้วยการยื่นสัญญาการทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้ และเมื่อหนี้ก้อนโตขนาดนี้ สัญญาต่างๆ ก็ย่อมใหญ่โตและมากขึ้นไปด้วย

เมื่อคดีของ 1MDB จบไปแล้ว แต่สัญญาที่ทำไว้กับจีนก็ยังอยู่ แต่สัญญาโครงการที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างทางรถไฟ East Coast Rail Link (ECRL) ซึ่งถูกคิดกันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1981 โดยใน ค.ศ. 2009 ผลการศึกษาความเป็นไปได้ชี้ว่าโครงการนี้จะต้องใช้เงิน 2.9 หมื่นล้านริงกิต แต่ใน ค.ศ. 2015 อีกการศึกษาหนึ่งกล่าวว่าต้องใช้เงิน 4.7 หมื่นล้านริงกิต ในปีถัดมาโครงการนี้ถูกอนุมัติเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ในโครงการ 1MDB โดยการก่อสร้างเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 2017 แต่ถูกระงับไว้ชั่วคราวเพราะมีงบไม่พอในการก่อสร้าง เมื่อการเลือกตั้งครั้งใหม่มาถึงและมหาเธร์เป็นผู้ชนะ เขาก็ได้พูดถึงโครงการนี้ด้วย ในตอนแรกเขาคิดว่าจะพับโครงการนี้ไปเพราะต้องใช้ทุนก่อสร้างมาก แต่อย่างไรก็ดีมหาเธร์เลือกที่จะไปเจรจากับจีนแทนเพราะหากยกเลิกก็ต้องจ่ายค่าผิดสัญญา 5 พันล้านเหรียญและการพยายามรักษามิตรภาพกับจีนเอาไว้เพราะจีนก็เป็นคู่ค้าใหญ่ของมาเลเซีย เมื่อตกลงกันได้ทำให้ต้นทุนในโครงการนี้ลดลงไป 1 ใน 3 โดย ECRL จะแบ่งสัดส่วนการลงทุนระหว่างมาเลเซียกับจีนที่ 50-50 แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของทางรถไฟนี้ยังเป็นมาเลเซีย – กรณีของมาเลเซียจึงไม่พบเรื่องกับดักหนี้อย่างที่เชื่อ

จิบูตี

จิบูตีนั้นเป็นประเทศที่มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์สำคัญที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากหลายชาติได้ จีนเองก็ได้มาลงทุนในจิบูตีผ่านโครงการ BRI นี้ด้วยและทั้งสองประเทศก็ได้ตกลงกันในการความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ จีนได้ทำหลายโครงการในจิบูตี หนึ่งในนั้นคือโครงการท่าเรือ Doraleh Multipurpose Port ซึ่งจะมีทางรถไฟที่เชื่อมจิบูตีกับเอธิโอเปียและเขตการค้าเสรีของจิบูตีเอง โครงการนี้จีนเป็นผู้ให้กู้ยืมดังนั้นจึงทำให้เกิดความวิตกกันว่าจิบูตีเองก็จะตกอยู่ในกับดักหนี้ไปกับเขาด้วย เพราะหนี้ของจิบูตีนั้นเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ ค.ศ. 2013 ซึ่งสอดคล้องกับการเริ่มต้นของ BRI โดยใน ค.ศ. 2013 หนี้เมื่อเทียบกับ GNI ของจิบูคีอยู่ที่ 39% แต่ 6 ปีหลังจากนั้นเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 79% โดยหนี้ที่จิบูตีมีกับจีนนั้นเพิ่มไปอยู่ที่ 75% ต่อ GDP

ในกรณีของจิบูตีนั้นมีเรื่องของสถานีบนท่าเรือ Doraleh Container Terminal (DCT) ที่เดิมทีถูกบริหารโดยบริษัท DP World ของดูไบ แต่ใน ค.ศ. 2018 รัฐบาลจิบูตีตัดสินใจนำหุ้นของ DP World ซึ่งคิดเป็น 33% กลับมาทำให้การดำเนินงานของ DP World ต้องยุติลง ทำให้ DP World ดำเนินการในทางกฎหมายต่อไปเพราะพวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง แต่ใน DCT นี้ยังมีบริษัทจีนอย่าง China Merchants Ports ถือหุ้นอยู่ด้วยที่ 23.5% ทำให้มีการกังวลกันถึงอนาคตของ DCT เพราะอาจจะถูกใช้เป็น equity-to-swap ในการใช้หนี้ได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ไปในทิศทางนั้น และถึงแม้จิบูติจะมีหนี้เยอะก็จริงแต่ยังไม่มีการมอบอะไรให้เพื่อจ่ายหนี้แทนตัวเงิน โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดยังคงเป็นของรัฐบาล และ Aboubaker Omar Hadi ผู้เป็นประธานของท่าเรือและเขตการค้าเสรีของจิบูตีกล่าวอีกด้วยว่ารัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เสมอ และท่าเรือก็สามารถทำเงินได้จึงไม่มีปัญหาในการใช้หนี้คืน – กรณีของจิบูตีนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องกับดักหนี้

—–

จากหลายประเทศที่ยกมาข้างต้นนี้เราสามารถพูดได้ว่าจีนไม่เคยหลีกเลี่ยงที่จะใช้พลังทางการเงินของตัวเองไม่ว่าจะผ่านการให้การกู้ยืมหรือเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ โดยไม่ได้สนใจในประเด็นอย่างสิทธิมนุษยชนหรือความรับผิดชอบทางการคลังของประเทศปลายทางอันเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศตะวันตกให้น้ำหนัก และจีนเองก็น่าจะรู้ถึงศักยภาพในการจ่ายคืนของประเทศเหล่านี้อยู่แล้วแต่จีนก็ดูจะไม่ใส่ใจมากนัก

ถึงแม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับ DTD ก็ไม่พบว่าจีนมีความตั้งใจแต่แรกในการเข้าไปฮุบสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ต่างๆ ในประเทศปลายทาง และบางครั้งจีนก็กระทำการตรงข้ามด้วย เช่น การเลื่อนการจ่ายหนี้กับเคนย่า หรือลดต้นทุนการก่อสร้างในมาเลเซียลงหนึ่งในสาม ซึ่งจีนสามารถเรียกร้องเอาสินทรัพย์ก็ได้แต่กลายเป็นว่าจีนไม่ได้เรียกร้อง จีนจึงแค่ทำสิ่งที่นักการเมืองหรือรัฐบาลอื่นก็จะทำเหมือนกันหากมีโอกาสเท่านั้น เพราะประเทศปลายทางก็ขอกู้ยืมเพราะเหตุผลทางการเมืองกันทั้งสิ้น แต่บางประเทศก็กู้เพราะว่าจีนเป็นตัวเลือกที่ง่ายและสะดวกที่สุด ดังที่ Aboubaker Omar Hadi กล่าวว่าจีนมีทัศนคติที่แตกต่างออกไป เพราะจีนเชื่อในแอฟริกา ดังนั้นประเทศที่กู้ยืมจึงไม่ใช่เป็นเหยื่อของจีนแบบง่ายๆ ดังที่เข้าใจ แต่เป็นเสมือนผู้กระทำความผิดร่วมกันเสียมากกว่า ความผิดที่สถานการณ์การเงินของประเทศปลายทางไม่ได้เกิดขึ้นเพราะจีนถ่ายเดียว เมื่อประกอบกับที่จีน “โนสนโนแคร์” กับสถานะของประเทศที่กู้แล้ว จึงทำให้เกิดสภาวะการเงินที่ตึงเครียดของประเทศปลายทางได้ การที่มีปัญหาหนี้จึงไม่เท่ากับ DTD ในตัวมันเอง

กรณีของ DTD ที่มีเค้าความเป็นจริง (มอบสินทรัพย์แทนเงิน) มีกรณีเดียวที่ยกมาคือประเทศลาวที่จีนสามารถควบคุมบริษัท EDL-T ได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ดีการศึกษาเรื่อง DTD ยังต้องการการเติมเต็มอีกมาก เพราะนี่เป็นเพียงแค่มุมมองในเชิงวัตถุเท่านั้น จีนอาจจะมีอิทธิพลทางด้านอื่นๆ อีกก็ได้ และอาจจะเสริมมุมมองของ DTD ให้สมบูรณ์ขึ้นอีกก็ได้เช่นกันเพื่อหลีกเลี่ยงการอธิบายอย่างลดทอนและสรุปง่ายๆ อย่างเกินไป

อ้างอิง :

[1] เรียบเรียงจาก Michal Himmer and Zdeněk Rod, “Chinese debt trap diplomacy: reality or myth?,” Journal of the Indian Ocean Region Vol. 18 No. 3 (2022): 250-272.

]]>
‘การสักขาลาย’ วัฒนธรรมร่วมแห่งอุษาคเนย์ https://www.luehistory.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c/ Sun, 21 Jan 2024 17:23:04 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22561

จากบทความที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึง การสักขาลาย หรือ การสักขาก้อม ของทางภาคอีสาน ซึ่งได้เปรยไว้ตอนท้ายว่า การสักขาลายนั้นไม่ได้นิยมแต่ในภาคอีสานสมัยโบราณเพียงเท่านั้น หากแต่พบว่ามีการนิยมสักขาลายในหลาย ๆ ชาติพันธุ์ ที่พบกระจายตัวตาม อุษาคเนย์ นับได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมร่วม” ที่ชัดเจนอย่างหนึ่งเลย

การสักขาลาย เกิดขึ้นได้อย่างไร

ในทางประวัติศาสตร์พบร่องรอยในการสักยันต์หรือรูปร่างลักษณะลงในผืนหนังของมนุษย์เก่าสุดที่ค้นพบในปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 พันปีที่แล้ว โดยการสักนั้นบางหลักฐานก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าสักเป็นรูปอะไร แต่ก็มีหลาย ๆ หลักฐานที่ส่อว่ามีการนิยมสักรูปสัตว์ต่าง ๆ ที่น่าจะอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับถิ่นฐานของกลุ่มคนที่สัก สะท้อนให้เห็นถึงภาพของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเหล่านั้นและความผูกพันธ์กับสัตว์ อีกทั้งในประวัติศาสตร์กรีก อียิปต์ ก็พบเรื่องของการสัก แสดงให้เห็นว่าการสักในโลกแถบ ๆ นี้ต้องมีมาก่อนยุค กรีก-โรมัน และอียิปต์ แล้ว

ถัดมาในอุษาคเนย์ หรือ ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราการสักก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ส่วนมากการสักจะเน้นไปที่ความศักดิ์สิทธิ์ อย่างในสมัยก่อนการที่ทหารจะออกไปรบเขาก็จะมีการสักยันต์ เพื่อช่วยเรื่องความคงกระพันชาตรี การสักเลขของพวกทาส เพื่อบอกสังกัดของเจ้านายนั้น ๆ ทั้งในจดหมายเหตุลาลูแบร์ (Simon de La Loubèr) ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เข้าในกรุงศรีอยุทธยาก็ได้กล่าวถึงการสัก ทำให้เราเห็นว่าการสักในไทยมีมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุทธยาแน่ ๆ

และตำนานหลาย ๆ ท้องที่เรื่องของที่มาของการสักก็ไปเกี่ยวพันกับศาสนาเสียส่วนใหญ่ เช่น บางพื้นที่ในประเทศไทยก็มีเรื่องเล่าความเป็นมาของการสักว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน กษัตริย์เมืองต่าง ๆ ก็ต่างเดินทางมาแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า จนสุดท้ายก็มี โทณพรามหณ์เข้ามาไกล่เกลี่ยและแบ่งพระธาตุให้นครต่าง ๆ

กษัตริย์แถบยูนนานก็เข้าไปทูลขอพระบรมสารีริกธาตุจากกษัตริย์เมืองกุฉินารายณ์ แต่ปรากฏว่าขณะนั้นไม่มีพระธาตุเหลือแล้ว เหลือแต่พระอังคาร กษัตริย์แถบยูนนานจึงเอากลับไปเมืองของตน พอถึงเมืองพระอังคารก็ได้เข้าไปแทรกซึมในตัวมนุษย์แล้วจึงมีอานุภาพทำให้ร่างกายของมนุษย์นั้นเกิดความคงกระพันชาตรี ( นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่าง ตำนานหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการผูกเรื่องการสักเข้ากับเรื่องความเชื่อศาสนาเพียงเท่านั้น ยังมีอีกหลายตำนาน ที่ไม่สามารถยกเข้ามาอธิบายในบทความเดียวได้ แต่ละพื้นที่ก็มีตำนานของตนเองที่แตกต่างกันออกไป )

และเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของการสักในอุษาคเนย์คือ การสักขาลาย อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนอุษาคเนย์โดยแท้จริง เนื่องจากพบการสักในลักษณะนี้เยอะในแถบล้านนา – อีสาน และพื้นที่อื่น ๆ ใกล้เคียงทั้งรวมไปถึง ชาวปกาเกอะญอ อีกด้วย

การสักนั้นสักด้วยน้ำว่านผสมเขม่าและโดยเฉพาะสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือดีของสัตว์ต่าง ๆ การสักจะมีการไหว้ครูโดยยกขันครูก่อน ในขันครูก็จะมีของเซ่นไหว้เช่น หมากพลู ยาสูบ เงิน น้ำหมึก ฯลฯ เป็นต้น

ในการสักจะมีการผูกแขนด้วยฝ้ายก่อน บางสำนักก็ผูกก่อนหน้าจะสัก บางสำนักก็ผูกหลังการสักแล้วแต่สำนัก โดยในระหว่างสักจะมีการสูบฝิ่น เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ซึ่งทำให้เราเห็นถึงภูมิปัญญาของคนในอดีตที่คิดวิธีบรรเทาความเจ็บปวดในสมัยที่เทคโนโลยียังไม่เข้าถึงชาวชนบทได้เป็นอย่างดี

การสักขาลายจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ไม่มีการกำหนดรูปแบบที่ตายตัว เช่นอีสานบางส่วนอาจจะแตกต่างจากทางล้านนา

ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่องได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้แล้ว ผู้เขียนจึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีก

บทความก่อนหน้าเรื่อง “การสักขาลาย ร่องรอยของความเท่ ของบุรุษเพศ ในอีสานสมัยโบราณ

ลูกป้อจายขาบ่ลาย ก่ออายเขียด

คำกล่าวข้างต้น แปลเป็นภาษากลางได้ว่า

“ลูกผู้ชายขาไม่ลาย ก็อายเขียด” คำกล่าวนี้มิได้พบแต่ในแถบภาคเหนือเพียงเท่านั้น ยังพบคำกล่าวที่มีลักษณะคล้ายกันอยู่นี้ในแถบที่ราบสูงอีสานอีกด้วย ซึ่งเป็นคำกล่าวที่สะท้อนให้เห็นภาพของค่านิยมผู้คนของผู้คนแถบอีสาน – เหนือ ได้เป็นอย่างดี ( ซึ่งในทางประวัติศาสตร์แล้วนั้น ล้านช้าง กับ ล้านนา มีความสัมพันธ์ในเชิงการปกครอง และด้านอื่น ๆ มาช้านาน การที่จะมีวัฒนธรรมที่เหมือนกันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก ) กล่าวคือ การสักขาลาย ยังเป็นบทพิสูจน์ของการเป็นชายแท้อกสามศอกอีกด้วย ( ดังที่กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้าถึงความอดทนและความเจ็บปวดในการสักแต่ละครั้ง )

นอกจากนี้ชายใดที่มีลายสักที่ขา ยังแสดงให้เห็นถึงความเท่ หล่อเหลาจนนารีต่างหมายปอง อยากได้มาเป็นสามี พ่อของลูก เป็นลำดับแรกกันทั้งนั้น

การสักขาลายในประวัติศาสตร์ล้านนาก็ปรากฏในภาพจิตรกรรม วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ วัดภูมินทร์ จ.น่าน อีกทั้งยังปรากฏเรื่องของ “ท้าวขาก่าน” เจ้าเมืองฝาง/น่าน/เชียงแสน ในหลักฐานของทางล้านนาก็กล่าวถึงว่า ท่านเป็น “ที่น่าอัศจรรย์” เนื่องจากขาของท่านนั้นมีการสักด้วยน้ำหมึก ลายพญานาค และลายเครือวัลย์ยาวไปจนถึงน่องขาของท่าน จึงได้ชื่อว่า “ท้าวขาก่าน” ซึ่งมีความหมายนัยยะว่าเป็นผู้มีลายสักที่ขา ( ก่านมีความหมายคล้าย ๆ กับคำว่า “ด่าง” ซึ่งพบในทั้งภาคอีสาน และ ทางภาคเหนือ )

ในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( ร.๕ ) คาร์ล บ็อค ( Carl Bock ) นักเขียน นักสำรวจ ชาวนอร์เวย์ ได้เดินทางเข้ามาสำรวจประเทศสยามในขณะนั้น เมื่อเดินทางไปถึงเมืองลำปาง ก็พบว่ามีการพบช่างสักที่กำลังสักให้กับชายที่นอนราบติดกับพื้น และได้ถอดเป็นภาพออกมาในผืนกระดาษ โดยหลักฐานนี้ทำให้เราเห็นรอยสักการสักขาลายของชาวล้านนาในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งในภาพมีการสักรูปสัตว์ ราชสีห์ เสือ ช้าง ลิง นก ค้างคาว และหนุมาน รวมถึงรูป ลม เมฆ ฯลฯ

การสักของพวกปกาเกอะญอ

การสักของพวกปกาเกอะญอก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองเช่นกัน หากเราดูจากลายสักของผู้เฒ่าปกาเกอะญอจะพบว่า ผู้เฒ่าส่วนใหญ่จะนิยมสัก “ปะลู” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยเราข้ามแม่น้ำไปสู่ภพภูมิที่ดี

ความเสื่อมความนิยม

ขาลายในปัจจุบันโดยเฉพาะภาคอีสาน-เหนือของไทย จะพบว่าการสักนี้จะมีแต่เพียงในเรือนร่างของผู้เฒ่าอายุ 50 ขึ้นไปเท่านั้น เป็นเพราะวัฒนธรรมการสักขาลายนั้นเสื่อมความนิยมลง คาดว่าน่าจะเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น เพราะการมองการสักที่เปลี่ยนไป มองว่าคนที่สักเหล่านั้น เป็น อันธพาลบ้าง เป็นนักเลงบ้าง จนการสักค่อย ๆ ลดความนิยมลง อีกทั้งประกอบกับการสักแต่ละครั้งต้องใช้ความอดทนเนื่องจากได้รับความเจ็บปวดอย่างยิ่ง อีกทั้งวัฒนธรรมอื่นได้แผ่เข้ามา มีลายสักที่หลากหลายมากขึ้น ตัวเลือกการสักจึงมีมากกว่าเดิม

แต่หลาย ๆ ชนเผ่าเช่น ปะกาเกอะญอ ก็ยังมีคนหลายกลุ่มคงการสักขาลายแบบดั้งเดิมไว้อยู่ แต่ก็เริ่มเลือนรางลงไปเรื่อย ๆ และเกือบจะไม่มีให้ได้พบเห็นแล้ว ดั่งอุปมาโบราณสถานใหญ่ ๆ หลาย ๆ ที่ ที่อาจจะเคยใหญ่โต รุ่งเรือง เปี่ยมล้นด้วยศรัทธาของผู้คน เมื่อเวลาผ่านไป การมองหรือทรรศนะของผู้คนก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เหลือไว้เพียงความเป็นมรดกให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา

อ้างอิง :

[1] เมฆา วิรุฬหก , ศิลวัฒนธรรม , ตำนานความเชื่อเรื่อง “รอยสัก” มาจากอิทธิฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[2] urbancreature , ศราวุธ แววงาม ชาว punk ที่ผันเป็นช่างสักขาลาย อนุรักษ์รอยสักล้านนาโบราณที่แทบสาบสูญ , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[3] adenaa , ประวัติศาสตร์แห่งรอยสัก Magazine , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[4] จดหมายเหตุลาลูแบร์ , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[5] ประวัติศาสตร์นอกตำรา , สักขาลาย รอยประวัติศาสตร์ผ่านน้ำหมึก ที่เริ่มเป็นเพียงภาพจำของอดีต , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566

]]>
รู้หรือไม่? ‘ระบบตัวแทน’ ของยุโรปถือกำเนิดจากคนเถื่อนบาวาเรียน ไม่ใช่อริสโตเติล! https://www.luehistory.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/ Wed, 10 Jan 2024 17:56:59 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22539

ปัจจุบันเราน่าจะเห็นระบอบการปกครองทั่วโลกนั้นจะต้องมีระบบตัวแทนร่วมในการปกครองรวมไปถึงการได้รับความยินยอมของผู้ถูกปกครองในเรื่องสำคัญๆ ซึ่งเราอาจเห็นได้จากการทำประชามติอันเป็นการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุด กลไกทั้งสองแบบนี้รวมอยู่ในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นที่แพร่หลายและยอมรับกันในปัจจุบันว่าเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เสียแล้วในโลกไม่ว่าในประเทศหรือทวีปใดแม้ว่าทั้งระบบตัวแทนและความยินยอมของผู้ถูกปกครองจะมีต้นกำเนิดมาจากยุโรปก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจนั้นมีอยู่ว่าแม้ระบบตัวแทนและความยินยอมนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีต้นกำเนิดจากยุโรป แต่คำถามคือทำไมต้องเป็นยุโรปในเมื่อในอดีตนั้นก็มีหลายรัฐที่มีระบบคล้ายๆ กันและมีศักยภาพพอที่จะสามารถกลายเป็นระบบตัวแทนและความยินยอมแบบที่เราเห็นในปัจจุบันได้ ยุโรปกลับเป็นที่แรกและที่เดียวที่มีทั้งสองสิ่งนี้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้แพร่หลายได้ในที่สุด?

คำตอบของคำถามนี้อาจจะอยู่ที่ “อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์” ที่ทำให้ยุโรปมีทั้งสองกลไกนี้ขึ้น ซึ่งอุบัติเหตุที่ว่านี้รุนแรงมากพอที่จะฉีกเส้นทางประวัติศาสตร์ของยุโรปให้แตกต่างจากประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอื่นๆ ในเวลาเดียวกันนั้นออกไป! [1]

หากเราลองไปดูที่อื่นๆ ของโลก อย่างจีนในยุคราชวงศ์ซ่งนั้น ผู้ปกครองมีหน้าที่ที่จะต้องทำตามหลักการของขงจื่อ นอกจากนี้การที่ฮ่องเต้ต้องทำตามอาณัติแห่งสวรรค์นั้นก็เป็นภาระผูกพันระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครองด้วย หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือโลกในยุคก่อนนั้นมีกลไกให้ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบเหมือนกับโลกยุคสมัยใหม่ ต่างกันเพียงวิธีการก็เท่านั้น ดังปรากฏที่ Lü Gongzhu หนึ่งในปัญญาชนของจีนในยุคซ่งที่กล่าวถึงความคิดที่สามารถเทียบได้กับสำนวนกฎหมายของลาตินว่า “quod omnes tangit, ab omnibus tractari et approbari debet” ซึ่งแปลว่า สิ่งใดที่กระทบคนทั้งมวลจักต้องเห็นชอบด้วยคนทั้งปวงอันมีอยู่ในยุโรปว่า

แม้สวรรค์จะสูงและห่างไกล แต่สวรรค์ก็ยังคงสอดส่องจักรวรรดินี้ทุกเมื่อเชื่อวัน สวรรค์จักตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้ปกครอง หากท่านดูแลประชาด้วยยุติธรรม สวรรค์ก็จักส่งความเจริญรุ่งเรืองมาให้ และท่านจะปกครองแผ่นดินตลอดไป แต่หากท่านละเมิดความยุติธรรมและไม่เกรงกลัวบัญชาแห่งสวรรค์แล้ว แผ่นดินนี้จักลุกเป็นไฟ

คำกล่าวนี้คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ผู้ปกครองมีภาระหน้าที่ต่อผู้ใต้ปกครอง แต่อย่างไรก็ดีแนวคิดของจีนนี้มิได้พัฒนาเข้าไปสู่การมีเรื่องความยินยอมของผู้ใต้ปกครองเข้ามา หรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ที่มีการออกแบบระบบวุฒิสภาที่เกือบจะพัฒนาไปสู่การมีกลไกความยินยอมได้แต่ก็ไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ หรือในตะวันออกกลางอย่างรัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ ซึ่งมีทั้งระบบราชการและทหารที่เป็นมืออาชีพอย่างมาก โดยมีการปกครองแยกเป็น “ผู้ถือปากกา” และ “ผู้ถือดาบ” ซึ่งมีผลต่อการจำกัดผู้ปกครอง แต่อย่างไรก็ดี แม้ทั้งยุโรป จีน ไบแซนไทน์ และตะวันออกกลางนี้จะมีความคิดและพื้นฐานในการจำกัดผู้ปกครองที่คล้ายกัน แต่ยุโรปกลับเป็นที่เดียวที่พัฒนาสถาบันให้รองรับเรื่องการมีตัวแทนและการได้รับความยินยอมได้

เหตุผลที่ทำให้ยุโรปสามารถพัฒนาเรื่องนี้ขึ้นมาได้นั้นมีสิ่งที่รองรับไว้ก่อนหน้าอยู่สามปัจจัยด้วยกัน

I. ความคิดว่าด้วยการปกครอง

หลายคนอาจจะคิดว่าการค้นพบงานของกรีกโบราณทำให้ยุโรปสามารพัฒนาขึ้นมาได้ แต่จริงๆ แล้วงานของนักปรัชญากรีกโบราณ โดยเฉพาะ Aristotle นั้นไม่ได้โผล่มาในยุโรปจนกระทั่ง ค.ศ. 1260 เป็นภาษาลาติน และการแปลงานของ Aristotle นั้นหลายที่ก็ได้ค้นพบก่อนแล้วอย่างไบแซนไทน์หรือในตะวันออกกลางก็ได้พบ แต่พวกเขาไม่ได้ใช้ความคิดของ Aristotle เข้ามาในการพัฒนาการปกครองของตน แต่ยุโรปนั้นได้อิทธิพลมาจากกฎหมายสมัยโรมันมากกว่าผลงานของนักปรัชญากรีกโบราณโดยตรง

สำนวนกฎหมาย quod omnes tangit, ab omnibus tractari et approbari debet เดิมทีนั้นถูกใช้ในความหมายของเอกชนเท่านั้น กล่าวคือเมื่อมีการตกลงกันระหว่างกันแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือจบลงได้ถ้าไม่ได้รับการยินยอมจากคนที่ร่วมตกลงกันนั้นก่อน กล่าวคือหลักการนี้เดิมทีไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของรัฐเลย แต่อย่างไรก็ดีชาวยุโรปในศตวรรษที่ 12 ได้พลิกความหมายของสำนวนนี้ใหม่และประยุต์ใช้กับบริบทของตัวเอง โดยมีกลุ่มคนจาก University of Bologna เป็นหัวหอก กล่าวคือบริบทของยุโรปในยุคนั้นมีเมืองที่ปกครองตัวเองมากขึ้นประกอบกับมีกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นมาก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคิดหาวิธีในการติดต่อกันโดยไม่ละเมิดต่อกันทั้งโบสถ์และทั้งเอกชนโดยทั่วไป

วิธีที่พวกเขาคิดก็คือให้มีคนหนึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มไปพูดคุยเจรจากันที่เรียกว่า procuradors และ procurators ซึ่งทั้งสองแบบนี้ก็ถูกใช้โดยโรมเหมือนกันแต่ว่าเป็นคนละความหมาย กล่าวคือในอดีตหมายถึงคนที่มีหน้าที่ในการปกครองเขตเขตหนึ่ง ไม่ใช่คนที่เป็นตัวแทนใดๆ ซึ่งกลุ่มคนเช่นนี้ก็มีในจีนคือ cishi ซึ่งก็คือคนที่มีหน้าที่ปกครองแต่ไม่ได้ถูกพลิกให้ความหมายว่าเป็นตัวแทนใดๆ ซึ่งเมื่อเกิดการพลิกความหมายเช่นนี้แล้ว อย่างอื่นก็ตามมาด้วย กล่าวคือคำว่า reprasentare ในภาษาลาตินที่เป็นคำว่า representation ในปัจจุบันนั้นก็เป็นคนละความหมาย กล่าวคือคำว่า reprasentare ในอดีตนั้นโรมใช้ในความหมายที่ว่าทำให้บางสิ่งที่ไม่มีอยู่ได้มีอยู่ขึ้น หรืออธิบายบางสิ่งผ่านงานศิลปะ คำนี้จึงไม่ได้ใช้ในเชิงที่คนหนึ่งเป็นตัวแทนสำหรับผู้อื่น

จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วหลักการเดิมที่มีอยู่สามารถพลิกให้ความหมายใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องคิดว่ามันเป็นสิ่งเก่าไม่สามารถเข้ากับยุคใหม่ได้ ในตะวันออกกลางเองก็มีแนวคิดคล้ายกันแต่เพียงไม่มีบริบทที่ทำให้พลิกความหมายแบบที่เกิดในยุโรปได้ก็เท่านั้น

II. อิทธิพลของการพัฒนาเศรษฐกิจ

แน่นอนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจย่อมนำมาสู่การเกิดสิ่งใหม่ๆ ตามมา แต่อย่างไรก็ดียุโรปนั้นไม่ใช่พื้นที่ที่มีเศรษฐกิจดีที่สุด เพราะว่าจีนนั้นรวยกว่ายุโรป (อังกฤษ) มาก และตะวันออกกลางเองก็รวยกว่าด้วย หากเรายึดว่าการมีเศรษฐกิจดีทำให้เกิดระบบตัวแทนและความยินยอมนั้น จีนก็ต้องมีด้วย แต่กลับปรากฏว่าทิศทางของจีนนั้นเป็นคนละแบบกับยุโรป แต่ปัจจัยที่ซ่อนอยู่ในการพัฒนาเศรษฐกิจนี้เห็นจะเป็นเรื่องของารพิมพ์หนังสือมากกว่า เพราะเมื่อคนมีเงินมากขึ้นและมีความเป็นเมืองมากขึ้นแล้ว การอ่านออกเขียนได้ก็ตามมาด้วย แต่ว่าการพิมพ์หนังสือในยุโรปนั้นเสรีกว่ามากและไปในวงกว้างกว่ามาก ตรงกันข้ามกับจีนที่การพิมพ์หนังสือมักจะเป็นหนังสือที่ส่งเสริมความมั่นคงและอยู่ในวงที่แคบกว่า แต่การพัฒนาเศรษฐกิจนี้เมื่อไปประกอบกับแนวคิดการปกครองด้านบนก็ยังดูไม่พอที่จะอธิบายนัก

III. การทำสงคราม

การทำสงครามนั้นเป็ปัจจัยที่สามที่วางรากฐานให้เกิดระบบตัวแทนและความยินยอม เพราะยุโรปในอดีตนั้นขาดระบบราชการที่มีประสิทธิภาพในการเก็บภาษีทำให้การระดมทรัพยากรในการทำสงครามนั้นจะต้องนำผู้นำจากที่ต่างๆ มาซึ่งมีบทบาทในการเก็บภาษีโดยตรงเข้าร่วมประชุม ซึ่งกรณีนี้แตกต่างจากตะวันออกกลาง ไบแซนไทน์ และจีนที่ทำสงครามถี่ยิ่งกว่ายุโรปแต่ว่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวกับยุโรปนั้นก็เพราะว่าทั้งสามแห่งนี้มีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพมากกว่ายุโรปมาก

แต่การทำสงครามนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีการทำสงครามมากแค่ไหนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงรูปแบบของการทำสงครามและวิธีการใช้ทรัพยากรด้วย กล่าวคือในยุโรปนั้นมีการใช้เทคโนโลยีการทำสงครามที่ก้าวหน้ามากและการทำสงครามนั้นมักจะมีลักษณะแบบผู้ชนะจะได้ไปทั้งหมด ซึ่งการทำสงครามของยุโรปเช่นนี้ และการต้องพึ่งผู้นำต่างๆ ในการเก็บภาษีให้พระมหากษัตริย์นี้ ประกอบกับอีกสองปัจจัยข้างต้น จะไปเจอเข้ากับอีก “อุบัติเหตุ” หนึ่งที่บีบให้ยุโรปต้องมีระบบตัวแทนและความยินยอมของผู้ใต้ปกครอง

IV. อุบัติเหตุ

ทั้งสามปัจจัยที่กล่าวมาข้างบนนั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการก่อตัวของระบบตัวแทนและความยินยอมเอาไว้ แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการ “ลั่นไก” จากอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์หนึ่งที่ทำให้ปัจจัยที่เข้ามาชุมนุมกันอยู่นี้สามารถจุดไฟให้เกิดระบบตัวแทนและความยินยอมขึ้นมาได้ กล่าวคือในยุโรปนั้นพระมหากษัตริย์มีตำแหน่งในจุดที่มีอำนาจในการต่อรองมิได้อยู่จุดสูงสุด แต่ตัวแสดงอื่นๆ นั้นสามารถมีอำนาจในการต่อรองกับพระมหากษัตริย์ได้ในการเอื้อให้การกระทำต่างๆ หรือเป้าหมายของพระมหากษัตริย์สามารถเป็นไปได้ การที่ตัวแสดงสามารถมีอำนาจที่สูงในเชิงเปรียบเทียบนี้ได้ก็เพราะในศตวรรษที่ 4 ซึ่งเกิดภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบสองพันปีในเอเชียกลาง ทำให้ชาวฮันต้องเดินทางเข้าตะวันตกและส่งผลให้คนกลุ่มอื่นได้มุ่งหน้าเข้าสู่โรมด้วย ซึ่งสภาวะอากาศที่รุนแรงนี้ก็ได้ทำให้โรมอ่อนแอลงในตะวันตกด้วย

แต่ลำพังความอ่อนแอของกรุงโรมนั้นก็ยังไม่เพียงพอ แต่ยังมีการบุกของชาวเยอรมัน (คนเถื่อน) เข้าตีโรมและทำลายโรมทิ้ง แต่การทำลายนี้มิได้เป็นเพียงการตีโรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการแทนที่ระบบการบริหารใหม่ทั้งหมดให้เป็นของชาวเยอรมันเอง ทำให้ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มแข็งจากส่วนกลาง และโรมก็ได้แตกออกเป็นหลายรัฐเล็กๆ มากมาย การเป็นรัฐเล็กๆ มากมายนี้เองที่ทำให้ยุโรปมีต้นทุนต่ำลงในการสร้างระบอบตัวแทน เพราะการส่งคนเข้ามาในการประชุมแบบตัวแทนนี้ไม่ต้องส่งไปไกลมากและมีขนาดเล็กทำให้การรักษาสัญญาที่ทำไว้ต่อกันทำง่ายขึ้นด้วย และการเป็นรัฐเล็กๆ นี้เองทำให้ผู้นำในรัฐยุโรปนั้นมีอำนาจที่อ่อนแอโดยเปรียบเทียบกับผู้นำระดับต่ำลงไปในรัฐ รวมไปถึงการใช้ระบบราชการที่แตกต่างไปจากโรมทำให้ต้องได้รับความยินยอมจากคนที่อยู่ถัดลงไปเพื่อให้ช่วยเก็บภาษี แต่ในขณะเดียวกันผู้นำอย่างพระมหากษัตริย์ก็ต้องมีอำนาจมากพอในการเรียกคนให้เข้ามาประชุมได้ด้วย

ทั้งเรื่องภัยแล้งและการบุกของชาวเยอรมันนี้แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ กล่าวคือในจีนเองแม้จะถูกกุบไลข่านบุกและตีสำเร็จ แต่ว่ากุบไลข่านก็ยังใช้ระบบบริหารของจีนแบบเดิม รวมไปถึงอารยธรรมอื่นๆ ที่ถูกตีแล้วผู้บุกรุกก็มักจะใช้ระบบบริหารแบบเดิมในการควบคุมมากกว่าแทนที่ใหม่ทั้งหมด และขนาดของอาณาจักรอื่นๆ นั้นก็ยังคงใหญ่และมีระบบบริหารที่ยังมีส่วนกลางควบคุมชัดเจนมากกว่านั่นเอง

เส้นทางการพัฒนาของยุโรปจึงกล่าวได้ว่ามีส่วนที่ทำให้เกิดขึ้นได้เพราะเหตุการณ์อันเป็นอุบัติเหตุที่วางรากฐานไว้ให้ด้วย แต่ที่อื่นๆ ไม่ได้เผชิญแบบเดียวกันทำให้เส้นทางการพัฒนาเมืองของตนแตกต่างออกไป และการที่ไม่มีระบบตัวแทนและความยินยอมนั้นก็มิได้หมายความว่าที่อื่นจะแย่กว่ายุโรป เนื่องจากว่าแต่ละที่มีระบบที่สอดคล้องกับบริบทของตนในการบริหาร การมีระบบตัวแทนและการยินยอมจึงเป็นสิ่งที่จินตนาการได้ยากในบริบทของจีน ตะวันออกกลาง หรือไบแซนไทน์ โดยสรุปแล้วปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาย่อมมีเงื่อนไขบางอย่างที่รองรับเอาไว้ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะภูมิศาสตร์ เทคโนโลยีและอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนของการออกแบบระบบการปกครองทั้งสิ้น และบางทีอุบัติเหตุก็เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประวัติศาสตร์มนุษยชาติด้วย

อ้างอิง :

[1] เรียบเรียงจาก David Stasavage, “Representation and Consent: Why They Arose in Europe and Not Elsewhere,” Annual Review of Political Science Vol. 19 (2016): 145-162.

]]>
รู้จัก ‘ฉันทามติวอชิงตัน’ นโยบายที่ส่งให้อเมริกาเป็นเจ้าโลก! https://www.luehistory.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/ Wed, 03 Jan 2024 17:47:48 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22515

การใช้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนในโลกยุคปัจจุบันไม่มีคนมุมไหนของโลกที่จะรอดพ้นกระแสแห่งทุนนิยมและเสรีนิยมไปได้ บางที่อาจจะมีความเข้มข้นมาก บางที่อาจจะมีความเข้มข้นน้อย แต่ทุกๆ แห่งล้วนตกอยู่ภายใต้กระแสทั้งสองนี้อย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งที่ทั้งสองกระแสนี้ได้นำมานั่นคือสายธารของสินค้า บริหาร และทุนจำนวนมหาศาลที่ไหลเวียนไป ไล่ตั้งแต่กาแฟที่เราดื่มทุกเช้าที่อาจจะนำเข้ามาจากโคลอมเบีย ไปจนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีที่อาจจะผลิตในเวียตนาม รวมไปถึงแนวนโยบายของรัฐบาลที่เราอาจจะเห็นได้ว่าหลายรัฐบาลผ่อนความเข้มงวดในภาคเอกชนลงและทำให้กฎหมายเอื้อต่อการเติบโตของเอกชนให้มากที่สุดเพื่อการพัฒนา คำถามคือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว [1] ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจได้จัดเสวนาขึ้นที่วอชิงตัน สหรัฐอเมริกาเพื่อถกเถียงกันถึงวิกฤตหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ในเสวนานี้มีเปเปอร์วิจัยชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า “What Washington Means by Policy Reforms” (การปฏิรูปแบบวอชิงตันหมายถึงอะไร) ซึ่งได้ระบุลิสต์หนึ่งที่มีเรื่องการปฏิรูปทั้งหมด 10 ข้อ ที่เป็นแนวนโยบายที่ลาตินอเมริกาพึงปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ ทั้ง 10 ข้อนี้ประกอบไปด้วย

  1. หลีกเลี่ยงงบประมาณขาดดุลขนาดใหญ่ (ไม่เกิน 1-2% ของ GNP)
  2. ลดรายจ่ายที่ส่งผลต่อความไม่เสมอภาค ให้เน้นลงทุนที่ด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน
  3. ฐานภาษีต้องกว้างและอัตราภาษีส่วนเพิ่มต้องอยู่ในระดับกลางๆ
  4. อัตราภาษีต้องเป็นไปตามตลาด
  5. อัตราแลกเปลี่ยนต้องเป็นไปตามตลาดและเอื้อต่อการส่งออก
  6. ยกเลิกกฎระเบียบที่ขัดขวางการนำเข้า
  7. ยกเลิกกฎระเบียบที่ขัดขวางการลงทุนต่างชาติ
  8. ขายรัฐวิสหากิจให้ภาคเอกชน
  9. ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายด้านเศรษฐกิจลง
  10. ต้องรับรองกรรมสิทธิ์ของเอกชน

นโยบายทั้งสิบข้อนี้เห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลมาจาก Adam Smith นักเศรษฐศาสตร์ผู้โด่งดัง โดยข้อกำหนดทั้งสิบข้อนี้มีมุมมองพื้นฐานที่ว่าการจะพัฒนาโดยเร็วที่สุดนั้นคือต้องลดบทบาทของรัฐบาลลงและให้กลไกตลาดเข้ามาจัดการแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative advantage) ของแต่ละประเทศ การที่สิบข้อนี้สามารถมีบทบาทในโลกได้นั้นเนื่องจากบริบทที่สหรัฐอเมริกาสามารถขึ้นเป็นมหาอำนาจเดี่ยวได้สำเร็จ การพังทลายของระบบ Bretton Woods รวมไปถึงการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศขึ้นมาทำให้ทั้งสิบข้อนี้ได้กลายสภาพเป็น “ฉันทามติ” ได้สำเร็จ

องค์การระหว่างประเทศที่สำคัญอย่าง IMF และธนาคารโลกนั้นเดิมทีองค์การแรกจะทำหน้าที่ในการจัดการกับสภาวะเงินเฟ้อ ส่วนธนาคารโลกนั้นจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาและลดความยากจน แต่ในภายหลังช่วงกลางยุค 1980 ทั้งสององค์การจะเปลี่ยนหน้าที่ของตัวเองมาเป็นคู่หูในการสนับสนุนฉันทามติวอชิงตัน ซึ่งเมื่อพิจารณาว่าสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดในสององค์การ คือ มีเสียงโหวตที่ดังที่สุดและความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการรูปแบบอื่นๆ ทำให้มีอิทธิพลต่อสององค์การนี้ได้มาก

จุดเริ่มต้นของฉันทามติวอชิงตันอยู่ที่ James A. Baker III ผู้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาได้เสนอแผน Baker Plan ที่จะช่วยเหลือประเทศโลกที่สาม (ลาตินอเมริกา) ที่มีปัญหาหนี้ขณะนั้นด้วยการให้ปฏิรูปโดยใช้กลไกตลาด หรือความจริงก็คือการยอมรับการปฏิบัตินโยบายบางอย่างนั้นเอง ดังนั้นธนาคารโลกจึงได้ปรับแผนและออกมาตรการหนี้เพื่อการปรับปรุงเชิงโครงสร้าง (Structural adjustment) ในช่วงสิ้นทศวรรษ 1980 หลังจากนั้นเราจึงเห็น IMF รับลูกต่อด้วยการใช้ทรัพยากรสนับสนุนให้ปฏิรูปให้เกิดการค้าเสรีขึ้นในประเทศ ดังนั้นหลังจาก Baker Plan ออกมาทั้งสององค์การนี้จึงได้รวมพลังกันอย่างสำคัญและส่งผลให้ในภายหลังแม้แผนทั้งสิบข้อนี้จะนำไปใช้กับลาตินอเมริกาก็จริง แต่ก็ถูกนำไปใช้ในแอฟริกาและประเทศโลกที่สามอื่นๆ ด้วย โดยประเด็นที่สำคัญของแผนนี้ก็คือการจัดการปฏิรูปในระยะสั้นให้มากที่สุดเพราะถ้าเกิดการปฏิรูปในระยะสั้นมากพอจนถึงจุดหนึ่งแล้วก็จะไปถึงจุดที่ไม่สามารถหันกลับได้อีก นั่นทำให้การปฏิรูประยะยาวสามารถเกิดขึ้นได้ และทำให้ต้นทุนในการเปลี่ยนกลับไปสู่ระบอบที่ไม่ใช่ตลาดเสรีสูงเกินจนไม่สามารถทำได้ สาเหตุที่การปฏิรูปตามแผนนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแพร่หลายเพราะสหรัฐอเมริกาสนับสนุนผ่านทุนการศึกษาต่างๆ ให้กับผู้ที่จะกลับไปทำหน้าที่ในประเทศ ซึ่งบางคนได้ขึ้นไปถึงระดับสูง และบางครั้งรัฐบาลอเมริกันก็จัดการกับคนที่ไม่เห็นด้วย เช่น Joseph Stigliz ที่ถูกกดดันให้ลาออกจากธนาคารโลกและกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาเพราะเขาได้วิจารณ์ IMF ที่ใช้นโยบายช่วยเหลือประเทศเอเชียในวิกฤตช่วง 1997 อย่างไม่เข้าท่า

ฉันทามติวอชิงตันที่เคยมีสิบข้อนี้ภายหลังได้เริ่มพัฒนามากขึ้น แต่ก็ได้รับการยอมรับในหมู่นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเองน้อยลงไปด้วย เพราะบางครั้งเงื่อนไขนั้นก็สูงเกินไป เช่น หนี้ของ IMF ที่ให้กับอินโดนีเซียในปี 1997 นั้นประกอบไปด้วยเงื่อนไขกว่า 100 ข้อ ดังนั้นฉันทามติวอชิงตันแทนที่จะเข้ามาช่วยแบบที่มันเคยทำได้บ้างในอดีต กลับกลายเป็นสิ่งที่เข้ามาผูกคอรัฐบาลต่างๆ มากขึ้นในการขยับตัว ดังนั้นต่อมาในภายหลังประเทศที่เล็งเห็นถึงประเด็นนี้จึงเริ่มสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นเพื่อป้องกันสภาวะวิกฤตแต่เนิ่นๆ และสามารถขยับตัวได้มากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่ง IMF แต่ถึงเช่นนั้นฉันทามติวอชิงตันที่เคยมีอิทธิพลก่อนหน้าก็ได้เปิดทางให้ตลาดเสรีเติบโตได้สำเร็จและทำให้ประเทศที่รับนโยบายนี้ไปมีความใกล้เคียงกับประเทศตะวันตกมากขึ้น นั่นหมายความว่าผลประโยชน์และมุมมองก็ใกล้เคียงกันมากขึ้นอันสามารถนำไปสู่การเติบโตของกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศที่สามารถเข้าไปลงทุนและเก็บเกี่ยวได้ ถึงแม้ว่าต่อมาจีนจะเริ่มเข้ามาเขย่าฉันทามติวอชิงตันนี้บ้าง และความช่วยเหลือของจีนก็ได้ลดความสามารถของประเทศตะวันตกที่จะทำให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ อ่อนลงและต้องทำตามแนวทางของวอชิงตัน แต่ก็ยังมิได้ส่งผลอะไรมากนัก เพราะต้นทุนในระยะยาวนั้นสูงกว่าจะทดแทนกลไกตลาดเสรีแล้ว

อย่างไรก็ดี องค์การระหว่างประเทศที่ด้านการเงินมีมากขึ้นทำให้ World Bank เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ด้วยการที่สามารถมีอิทธิพลให้เม็ดเงินลงทุนสามารถเข้าหรือออกได้โดยผ่านดัชนีต่างๆ ที่พัฒนาขึ้น เช่น คุณภาพของรัฐบาลซึ่งมีเป้าหมายในการโน้มน้าวนักลงทุนว่าจะลงทุนหรือไม่ อันส่งผลต่อรัฐบาลที่จะต้องเปิดเสรีและปฏิรูปกฎหมายมากขึ้น ซึ่งอิทธิพลต่างๆ เหล่านี้ เหล่าผู้เชี่ยวชาญมีส่วนสำคัญในการผลักดันทั้งสิ้น และในปัจจุบันที่มีประเด็นเรื่องนโยบายสาธารณสุขที่ทั่วถึง หรือการรักษาโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ ก็ด้วยเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นหมอและนักกฎหมายจากโลกที่กำลังพัฒนาด้วย นั่นหมายความว่า ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญจากโลกที่สามกำลังมีบทบาทมากขึ้น และไม่แน่ในอนาคตฉันทามติวอชิงตันอาจจะอ่อนกำลังในที่สุด และเกิดฉันทามติโลกทางใต้ขึ้นมาก็ได้

อ้างอิง :

[1] เรียบเรียงจาก Sarah Babb and Alexander Kentikelenis, “Markets Everywhere: The Washington Consensus and the Sociology of Global Institutional Change,” Annual Reviews of Sociology Vol. 47 (2021): 21-41.

]]>
‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ตอนที่ 12 https://www.luehistory.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-12/ Thu, 28 Dec 2023 21:48:01 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22494

บทความโดย นายปฎิพล อภิญญาณกุล

การเกิดกบฏมักกะสัน สะท้อนถึงอำนาจที่อ่อนลงในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์อย่างเห็นได้ชัด เดิมนั้นกลุ่มประชาคมมุสลิมจะอยู่เคียงข้างกับพระองค์ โดยช่วงต้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ทรงใช้กลุ่มมุสลิมเปอร์เซียในการก่อการแย่งชิงอำนาจ

หลังพระองค์ครองราชบัลลังก์ ทรงได้แต่งตั้งชาวเปอร์เซียให้ดำรงตำแหน่งขุนนางใหญ่ด้วยกันถึง 2คน คือ – ออกญาพิิชิต หรือ นายอับดุล ราซัค , เมื่อสิ้นสุดออกญาพิชิต ทรงได้แต่งตั้งออกพระศรีเนาวรัตน์ หรือนายอกา มะหะหมัด เป็นขุนนางในเวลาต่อมา

แขกเปอร์เซียทั้งสองคน นอกจากจะดูแลการค้ากรมท่าขวาแล้ว ยังมีบทบาทในการประสานงานและสร้างความสมดุลกับกลุ่มมุสลิมจากที่อื่น ๆ ไม่ให้ก่อการวุ่นวายจนเสียหาย อีกทั้งแสดงให้เห็นว่าราชสำนักสยามยังมีความไว้วางใจต่อประชาคมชาวมุสลิมมิได้น้อยหน้ากว่าชนชาติศาสนาใด

แต่เมื่อหมดจากออกพระศรีเนาวรัตน์ ชนชาวมุสลิมไม่มีใครได้รับตำแหน่งสำคัญเป็นขุนนางใหญ่ที่สร้างสมดุลกับประชาคมมุสลิมอีกเลย

อำนาจทั้งหมดตกอยู่กับชนชาวกรีก ที่ชื่อ ออกญาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ผู้ที่่ประกาศตนจะสนับสนุนคริสต์ศาสนาให้แพร่หลายบนแผ่นดินสยาม

การประกาศตัวและการแสดงออกสนับสนุนในคริสต์ศาสนาของออกญาวิไชเยนทร์ จนถึงข่าวลือการจะเปลี่ยนศาสนาของสมเด็จพระนารายณ์ รวมถึงมีการสึกพระสงฆ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในวัด ให้ออกมาทำงานโยธา สร้างป้อมปราการ และอื่น ๆ ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักในความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน และส่งผลถึงความมั่นคงต่อประชาคมมุสลิมด้วยเช่นกัน

กบฏมักกะสัน จึงเป็นการก่อกบฏเพื่อหวังหาความมั่นคงใหม่ให้กับกลุ่มของตนเอง

เรื่องกบฏมักกะสัน มีบันทึกรายละเอียดอยู่ในจดหมายเหตุของฟอร์บัง (หรืออยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 80)

แล้วฟอร์บังต์ คือใคร ?

เขาคือ เรือโท เชวาเลียร์ เดอ ฟอร์บังต์ ที่เดินทางมาเจริญสัมพันธ์ไมตรีเป็นคณะแรก (โดยมี เชวาลิเอร์ เดอะ โชมองต์ เป็นราชทูต)

เมื่อคณะราชทูตชุดแรกเดินทางกลับฝรั่งเศส สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงขอเรือโท ฟอร์บังต์ อยู่รับราชการช่วยอยุธยา และแต่งตั้งให้เป็นนายพลดูแลกองทัพเรือสยาม มีบรรดาศักดิ์เป็น “ออกพระศักดิ์สงคราม” รวมทั้งเป็นผู้ว่าราชการเมืองบางกอก ควบคุมดูแลงานก่อสร้างป้อมบางกอก

กบฏมักกะสัน – มักกะสัน หรือมะกะสัน เป็นคำที่เพี้ยนเสียงมาจากชื่อ หมู่เกาะมากัสซาร์ ประเทศอินโดนีเซีย เดิมนั้นแขกกลุ่มนี้เคยอยู่ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก แต่ถูกชาติฮอลันดาซึ่งตีเอาอินเดียเพื่อทำสถานการค้า พวกแขกกลุ่มนี้ได้หนีมาหลบอยู่แถบมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย

ต่อมาหมู่เกาะอินโดนีเซีย ถูกฮอลันดาตามมาตีเพื่อยึดเป็นเมืองท่าอีก กลุ่มแขกที่อยู่ในเกาะมากัสซาร์และรอบ ๆ ก็หนีอีกครั้งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในกรุงศรีอยุธยา ในการอพยพลี้ภัยครั้งนี้มีเจ้าชายแขกคนหนึ่งเข้ามาด้วย สมเด็จพระนารายณ์ทราบเรื่องจึงทรงเมตตารับอุปการะไว้ และพระราชทานที่ดินให้สร้างบ้านเรือน โดยได้ชื่อว่า ทุ่งมักกะสัน

กรุงศรีอยุธยา ถึงจะมีกลุ่มมุสลิมหลายกลุ่ม ทั้งจากเปอร์เซีย อินเดีย หรือจากทางตอนใต้มลายู อินโดนีเซีย แต่ก็สามารถอยู่กันอย่างสงบ เพราะตลอดที่ผ่านมาจะมีหัวหน้าประชาคมมุสลิมถูกตั้งขึ้นเป็นขุนนางราชสำนัก ทำหน้าที่เป็นตัวแทนดูแลความเดือนร้อน ควบคุมและเจรจาเรื่องต่าง ๆ จนไม่เคยรู้สึกว่าศาสนาของตนจะถูกกีดกันหรือใกล้ถูกเบียดให้หายหรือถูกทำลายลง

การขึ้นมามีอำนาจของออกญาวิไชเยนทร์ ด้วยการประกาศอย่างโจ่งแจ้งทั่วอยุธยาว่าจะให้มีการส่งเสริมทางศาสนาคริสต์ ประกอบกับการไม่มีหัวหน้าชาวมุสลิมเป็นขุนนางใหญ่เพื่อสมดุลแห่งอำนาจทำให้กลุ่มมุสลิมดังกล่าวรู้สึกถึงความไม่มั่นคงบนแผ่นดินสยาม จึงคิดหวังจะเปลี่ยนตัวกษัตริย์

กบฏมักกะสัน มองว่า ทั้งหมดเกิดจากนโยบายของสมเด็จพระนารายณ์

ความรู้สึกไม่มั่นคงที่จะอยู่บนแผ่นดินนี้ กบฏมักกะสันซึ่งนำโดยเจ้าชายมากัสซาร์วางแผนใช้กำลังประมาณ 300 คน ที่ประกอบด้วยมุสลิมมลายู แขกจาม จะบุกเข้าพระราชวังเพื่อปลงพระชนม์สมเด็จพระนารายณ์ และยกเอาพระอนุชา เจ้าฟ้าอภัยยศ ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน

แต่การวางแผนของกลุ่มมักกะสัน พลันเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาก่อนการก่อการไม่กี่ชั่วโมง

ด้วยกบฏแขกคนหนึ่ง ได้แอบส่งจดหมายไปให้พี่ชายของตนที่เป็นข้าราชการอยู่ในลพบุรี ให้รีบปลีกตัวหนีออกมาก่อนการบุก ข้าราชการแขกคนนั้นจึงนำข่าวนี้ไปแจ้งข่าวให้กับออกญาวิไชเยนทร์ทราบ ออกญาวิไชเยนทร์จึงใช้อำนาจบุกปราบกบฏ

ออกญาวิไชเยนทร์ระดมพลครั้งใหญ่ ประกอบด้วยกองทหารอาสาฝรั่งเศส อังกฤษ โปรตุเกส ที่อยู่ในลพบุรี เคลื่อนกำลังไปปราบกบฏมักกะสันที่อยู่ในอยุธยา – เกิดการต่อสู้อลหม่านขึ้น กลุ่มกบฏมักกะสันมีความเชี่ยวชาญในการต่อสู้ระยะประชิด โดยมีอาวุธที่เรียกว่า “กริช” เป็นอาวุธสังหารประจำตัวที่แต่ละคนต้องมีพกติดตัว

เมื่อการต่อสู้ทั้งสองฝ่ายผ่านไปพักหนึ่ง จึงมีการขอเจรจาเพื่อลี้ภัยออกจากอาณาจักรอยุธยา โดยฝ่ายกบฏจะไปกันเพียงผู้ก่อการ 53 คน นอกนั้นที่เป็นเพียงกองกำลังสนับสนุนที่ถูกเกณฑ์หรือหลอกลวงมา ยอมถูกจับดำเนินคดีอยู่ในอยุธยา

ออกญาวิไชเยนทร์ รับปากให้พวกเขาลี้ภัยลงเรือออกจากอยุธยา แต่แท้ที่จริงออกญาวิไชเยนทร์ได้ส่งข้อความถึง ฟอร์บังต์ หรือ ออกพระศักดิ์สงคราม ที่เฝ้าอยู่ด่านป้อมบางกอก โดยออกคำสั่งไม่ปล่อยให้กบฏมักกะสันหนีไป ออกญาวิไชเยนทร์ต้องการจับตัวทุกคนให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย

เรือสำเภาของกบฏมักกะสัน ล่องจากอยุธยามาถึงป้อมบางกอง พลันเจอเอาโซ่ที่กั้นขึงกลางแม่น้ำเข้า จึงไม่สามารถผ่านไปได้ นายพลฟอร์บังต์เจรจาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ถูกกบฏมักกะสันพุ่งใส่ทำลาย ฟอร์บังต์จึงออกคำสั่งให้ทหารใช้กำลังเข้าจับกุม จนเกิดเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่อีกหน

พวกแขกใช้ผ้าที่นุ่งอยู่ ถอดมาพันกับแขนเพื่อทำเป็นโล่ และใช้กริชไล่ฆ่า แหวะท้องทหารฝรั่งเศสและทหารไทย จากนั้นก็พากันลงจากเรือและหลบหนีเข้าป่า

การหลบหนีเข้าป่าของพวกกบฏ เมื่อพบชาวบ้านก็ฆ่าชาวบ้าน เมื่อหนีเข้าไปในวัดพบพระสงฆ์ ก็ฆ่าพระสงฆ์ นายพลฟอร์บังต์ต้องใช้เวลาไล่ล่านานนับเดือน ถึงจะปราบปรามพวกกบฏที่หลบหนีได้หมด

เหตุการณ์ครั้งนี้ มีชาวสยาม ชาวบ้าน ทหารไทยและทหารฝรั่งเศส สูญเสียรวมกว่า 1,366 คน – หลังเหตุการณ์ทำให้กลุ่มมุสลิมในอยุธยา ทั้งแขกขาวแขกดำหมดอำนาจลง , สมเด็จพระนารายณ์ไม่ได้ลงพระราชอาญากับพวกกลุ่มมุสลิมที่หลงเหลือ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือถูกหลอกลวงให้ร่วมกบฏก็ตาม พระองค์ไม่ต้องการสร้างแรงกดดันให้กับกลุ่มประชาคมมุสลิมอีก

เพราะอย่างไรก็ตามการเดินเรือและการค้า ราชสำนักอยุธยาก็ยังต้องใช้ความสามารถของกลุ่มประชาคมมุสลิมอยู่เช่นเดิม

แม้การปราบปรามกบฏมักกะสันสำเร็จลง แต่ข้อขัดแย้งทั้งการทำงานและลักษณะนิสัยบุคลิก ระหว่างออกญวิไชเยนทร์ ผู้สั่งการปราบกบฏ กับ นายพลฟอร์บังต์ หรือ ออกพระศักดิ์สงคราม ผู้ลงมือนำทหารปราบกบฏ พลันถึงจุดแตกหัก 

ทั้งสองคนเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว เหตุอาจเป็นเพราะ ออกพระศักดิ์สงคราม (ฟอร์บังต์) ถูกสมเด็จพระนารายณ์เชื้อเชิญโดยตรง ให้มาเป็นแม่ทัพกองเรือสยาม ดูแลป้อมบางกอกและเป็นผู้ว่าราชการบางกอก ออกพระศักดิ์สงครามจึงไม่ขึ้นอยู่ใต้อำนาจของออกญาวิไชเยนทร์

ความคิดในการสร้างป้อมบางกอก แม้จะเริ่มต้นจากความคิดของออกญาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน – ชาวกรีก) แต่การควบคุมดูแลการก่อสร้าง อยู่ภายใต้การควบคุมของ ออกพระศักดิ์สงคราม (เชวาเลียร์ เดอ ฟอร์บังต์ – ชาวฝรั่งเศส)

หลังการปราบกบฏมักกะสัน มีคนมาเตือนออกพระศักดิ์สงคราม ซึ่งอาศัยอยู่ในสยามได้เพียง 3 ปีกว่า ๆ ให้ระวังออกญาวิไชเยนทร์ จะวางแผนฆ่าเอา เพราะออกพระศักดิ์สงครามได้รู้ความลับเกี่ยวกับการที่ออกญาวิไชเยนทร์ สมคบพวกบาทหลวงฝรั่งเศสหลอกลวงข้อมูลทูลเท็จกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

หลังการปราบกบฏมักกะสัน ออกพระศักดิ์สงคราม ทำหนังสือขอลาออกจากราชการถวายสมเด็จพระนารายณ์ และพระองค์อนุญาตตามคำขอ

วันที่นายเรือโท เชวาเลียร์ เดอ ฟอร์บังต์ (กลับมาใช้ชื่อเดิม เพราะลาออกจากราชการแล้ว) กำลังจะเดินทางออกจากปากน้ำ ได้มีทหารโปรตุเกสนายหนึ่ง ถือหนังสือมาบอกเขาว่า ออกญาวิไชเยนทร์แจ้งมาว่า มีคำสั่งจากสมเด็จพระนารายณ์ให้ฟอร์บังต์ ไปเข้าเฝ้า

ฟอร์บังต์เห็นความผิดปกติว่า ทหารที่มาไม่ใช่ทหารรักษาพระองค์ แต่เป็นทหารในสังกัดของออกญาวิไชเยนทร์ สร้างความสงสัยให้ฟอร์บังต์ ว่าอาจเป็นแผนของขุนนางชาวกรีกเพื่อลวงตนไปสังหารปิดปาก ครั้นวันรุ่งขึ้นนายฟอร์บังต์ได้หลบหนีขึ้นเรือสำเภาลำหนึ่ง แล้วออกจากสยามกลับไปฝรั่งเศส

เมื่อถึงฝรั่งเศส ฟอร์บังต์ ได้บันทึกเรื่องราวที่อยู่ในสยาม และบันทึกเรื่องราวที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แล้วพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงสอบถามเกี่ยวกับสยาม

ฟอร์บัง กราบทูลว่า “ราษฎรกินแต่ผลไม้และข้าวซึ่งมีบริบูรณ์มาก อาณาจักรสยามนั้นเป็นรูปแหลม เป็นที่เหมาะสำหรับตั้งคลังสินค้าทำการค้ากับมัธยมประเทศ เพราะตั้งอยู่ระหว่างสองทะเล จึงเป็นที่ชุมนุมสินค้าที่มีประเทศต่าง ๆ ขนเข้าไปทุกปี

ส่วนสินค้าของสยาม มีข้าว หมาก ดีบุก และช้าง ส่วนหนังสัตว์ป่าก็มีมาก แต่คนไทยไม่มีสินค้าหัตถกรรมเลย นอกจากการทอผ้าบาง ๆ ที่พวกขุนนางเท่านั้นที่มีสิทธิที่จะนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อใช้ในงานพระราชพิธี”

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงถามว่า “สมเด็จพระนารายณ์มีพระราชดำริจะเข้ารีตหรือไม่ ?”
ฟอร์บัง กราบทูล “สมเด็จพระนารายณ์ไม่มีพระราชดำริจะเข้ารีตเลย ในวันที่ราชทูตเชวาเลียร์ เดอ โชมองต์ เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์น มีข้อความที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ แต่ออกญาวิไชเยนทร์ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่าม ก็เว้นข้ามโดยไม่แปลความนั้น เจ้าคณะบาทหลวงที่เข้าอยู่เฝ้าด้วย มีความเข้าใจในภาษาไทยดี ก็ไม่กล้าทักท้วง เกรงว่าจะได้รับความลำบาก”

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงพระสรวล แล้วตรัสว่า “เคราะห์ร้ายมากที่พระเจ้ากรุงสยามต้องใช้ล่ามที่ไม่แปลข้อความด้วยความสุจริต” จากนั้นพระองค์ถามว่า “คณะบาทหลวงทำการเผยแพร่ศาสนาได้ผลเพียงไร”

ฟอร์บัง กราบทูลตอบว่า “คณะบาทหลวงชักชวนคนไทยเข้ารีตไม่ได้แม้แต่คนเดียว มีแต่คบหาสมาคมอยู่ในกลุ่มของชาวโปรตุเกส คนญวน คนญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น”

ฟอร์บัง ได้อธิบายเหตุผลเพิ่มเติมว่า “การที่ศาสนาคริสต์ไม่สามารถเผยแพร่ได้อย่างสำเร็จนั้น เป็นเพราะบาทหลวงผู้เผยแพร่ไม่ได้มีความเคร่งครัดในศาสนาเหมือนพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งพระสงฆ์ในพุทธศาสนามีความอดทนและเคร่งครัด ไม่ยุ่งเกี่ยวทางเพศกับสตรีใด นอกจากจะสึกออกมาแต่งงาน ไม่เสพสุราเมรัย

พระจะฉัน (กิน) แต่สิ่งของที่มีคนนำมาถวายทำบุญเท่านั้น ของใช้ต่าง ๆ ก็ได้จากชาวบ้านนำมาถวาย ถ้าได้มาเกินก็จะมอบต่อให้ชาวบ้าน พระจะไม่ออกจากวัดไปไหน นอกจากตอนเช้าไปบิณฑบาต พระไม่วิงวอนให้ใครมาใส่บาตร แต่จะยืนถือบาตรเฉย ๆ ซึ่งก็มีคนมาใส่จนเต็ม

คนสยามเป็นคนใจบุญ ไม่นิยมการบูชายัญ ไปฟังเทศน์ในวัด ไม่ฟังเทศน์หรือสวดมนต์กลางแจ้ง ผู้หญิงสยามเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์ ผู้ชายไม่ดุร้าย เด็ก ๆ จะเชื่อฟังพ่อแม่ – ฉะนั้นการจะเปลี่ยนให้ชาวสยามหันมานับถือศาสนาคริสต์จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก”

เหตุการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทางด้านพระเพทราชาไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย พระองค์ไม่ได้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของกลุ่มอำนาจต่างชาติ

ข่าวการประชวรของสมเด็จพระนารายณ์เริ่มหนาหูกว่าเก่า อำนาจของออกญาวิไชเยนทร์มีมากขึ้นทุกวัน ฝรั่งเศสกำลังจะเป็นประชาคมใหม่ที่มีอำนาจ แทนที่ประชาคมอื่น ๆ ทั้งจีน อินเดีย แขก มอญ โปรตุเกส อังกฤษ ที่อยู่ในสยาม

พระเพทราชาลงพื้นที่พบปะชาวบ้านและพระสงฆ์เพื่อพูดคุยด้วยห่วงใยในพุทธศาสนา รวมถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ของชาวต่างชาติที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านประชาชนต่างเห็นด้วยกับสิ่งที่พระเพทราชาเป็นห่วง ประชาชนและพระภิกษุที่เห็นด้วยเริ่มกลายเป็นมวลชน ที่มีความรู้สึกดีต่อพระเพทราชา

อ้างอิง :

[1] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ
[2] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
[3] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับ วลิต
[4] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 79 จดหมายเหตุวันวลิต – หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช 
[5] สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (ว.ช) ภูมิรัฐศาสตร์กับความมั่นคงของประเทศไทย
[6] กรมศิลปากร. เอกสารของฮอลันดา สมัยอยุธยา
[7] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร เล่ม 27 , เล่ม 34 , เล่ม 42
[8] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารไทยรบพม่า
[9] มิวเซียมไทยแลนด์. (Museum Thailand) อยุธยาในบันทึกของสเปน
[10] นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์
[11] ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
[12] สถาปัตย์ เชื้อมงคล. สยามประกาศสงครามกับอังกฤษ 
[13] อานนท์ จิตรประภาส. การค้าและการเมืองในสมเด็จพระนารายณ์
[14] ศิลปวัฒนธรรม. ฉากแรกสัมพันธ์อยุธยา-โปรตุเกส การรับทูตตะวันตกครั้งแรกในอยุธยา
[15] นันทา สุตกุล. (แปล) เอกสารฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยา
[16] ภาณุดา วงศ์พรหม. พลิกแผ่นดิน จากใต้เงาปีกมหาอำนาจสู่อิสรภาพของประเทศในเอเซีย
[17] วชิรญาณ. จดหมายเหตุฟอร์บัง

]]>
โลกอิสลามของอาเจะห์ ที่เคยรุ่งโรจน์ด้วยการปกครองของสตรี ก่อนถูกอาหรับแย่งชิงบัลลังก์ https://www.luehistory.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b9%8c/ Tue, 26 Dec 2023 21:41:40 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22487

อาเจะห์ (Aceh) เป็นเมืองท่าเก่าแก่เมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ ณ ตอนเหนือของเกาะสุมาตรา เมืองแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และถือว่าดำรงอยู่ในวัฒนธรรมโลกมลายู (Alam Melayu) เมืองหนึ่ง  และด้วยชัยภูมิที่ตั้งอยู่ ณ ปลายเหนือสุดของคาบสมุทรบริเวณทะเลอันดามันนี่เอง ทำให้อาเจะห์ถูกเรียกว่าเป็น ระเบียงแห่งมักกะฮ์ เพราะหากชาวมลายูบริเวณคาบสมุทรต้องการไปแสวงบุญเมื่อใด ก็จำต้องลงเรือไปรวมตัวที่อาเจะห์แทบทุกรายก่อนที่จะโดยสารต่อไปยังเอเชียใต้

และตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว โลกวิชาการมลายูเชื่อกันว่าดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แรก ๆ ที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามก็คงไม่ไกลกว่าอาเจะห์และปาไซบนเกาะสุมาตรานี่เอง ด้วยเหตุนี้ แม้แต่พงศาวดารราชสำนักปัตตานี (Hikayat Patani) ก็ระบุว่านักบวชผู้ที่นำศาสนาอิสลามมาเผยแพร่ในราชสำนักปัตตานีก็คือชาวปาไซซึ่งขณะนั้นได้ตกเป็นดินแดนใต้การปกครองของอาเจะห์อยู่นั่นเอง

และด้วยความเป็น ‘ระเบียงแห่งมักกะฮ์’ นี่เองที่ทำให้คติการปกครองของอาเจะห์นั้นมีความสนิทแนบแน่นกับศาสนาอิสลามเป็นอย่างมาก สุลต่านหรือกษัตริย์อาเจะห์มักใช้พระนามต่อท้ายเกี่ยวข้องกับอิสลามอยู่เสมอ อาทิ การอ้างว่าตนเป็นดั่งเงาของพระผู้เป็นเจ้าที่ฉายมาบนผืนโลก (Shadow of God) หรือเป็นกาหลิป/กาลีฟะฮ์ สอดคล้องกับการใช้กฎหมายอิสลาม (ชารีอะห์) ในการปกครองเมือง เมื่อกษัตริย์เป็นดุจดังตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าแล้วทำให้การใช้กฎหมายอิสลามควบคู่ไปกับธรรมเนียมปฏิบัติของท้องถิ่น (อาดัต) จึงเป็นไปอย่างชอบธรรมและมีประสิทธิภาพ ดังที่ประวัติศาสตร์ได้ฉายให้เห็นจอมกษัตริย์แห่งอาเจะห์ผู้ยิ่งใหญ่ 2 พระองค์ คือ สุลต่านอิสกานดาห์ ชาห์ (1607-1636) และสุลต่านอิสกานดาห์ ตานี (1636-1641) ในรัชสมัยดังกล่าวอำนาจของอาเจะห์แผ่ทั่วเกาะสุมาตราตอนเหนือและข้ามมายังคาบสมุทรโดยเฉพาะเปรัค ปาหัง และไทรบุรี แม้แต่ยะโฮร์ช่วงหนึ่งก็ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาเจะห์ ในห้วงเวลานี้เองกองทัพอาเจะห์ได้โจมตีทั้งพัทลุง ปัตตานี และนครศรีธรรมราช การขยายอำนาจทางการเมืองของอาเจะห์ย่อมส่งผลสะเทือนไปถึงราชสำนักอยุธยาจนต้องมีพระบรมราชโองการให้จัดทำแผนที่กัลปนาเขตสงฆ์ผ่านการดำเนินการของหลวงปู่ทวด (สมเด็จเจ้าพระโคะ) เลยทีเดียว

อาเจะห์หลังยุคสุลต่านทรราชย์

อย่างไรก็ดี หลังจากการสวรรคตอย่างปริศนาและกระทันหันของสุลต่านอิสกานดาห์ ตานี (บางเอกสารระบุว่าทรงถูกลอบสังหารด้วยการวางยาพิษ) ที่ว่ากันว่าเป็นกษัตริย์ที่สุรุ่ยสุร่ายในเรื่องการซื้อเครื่องประดับและเพชรพลอยจากยุโรปมากที่สุด อีกทั้งยังมีพระราชหฤทัยที่โหดร้ายทารุณและกดขี่ต่อทั้งประชาชน ขุนนางและชาวต่างชาติในอาเจะห์เป็นอย่างมาก เมื่อจำต้องเลือกผู้ที่จะต้องมาสืบทอดราชสมบัติ เหล่าศรีตะวันกรมการแห่งอาเจะห์ได้ตัดสินใจยกราชบัลลังก์ให้แก่พระมเหสีของสุลต่านผู้เป็นสตรีแทนที่ผู้ปกครองที่เป็นบุรุษโดยปราศจากเสียงคัดค้าน สุลต่านนาห์พระองค์ใหม่นี้มีพระนามว่า สุลต่านนาห์ซาฟิยะห์ทุดดิน ชาห์ ซึ่งครองราชย์ยาวนานหลายสิบปี (1641-1675) และถึงแม้ว่าผู้นำสตรีพระองค์นี้จะสวรรคตไปแล้ว เหล่าขุนนางก็ยังคงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดให้มีสตรีครองราชย์ต่อมาอีกจำนวน 3 พระองค์ ติด ๆ กันได้แก่ สุลต่านนาห์ นูรูล อาลัม นากียะทุดดิน ชาห์ (1675-1678) สุลต่านนาห์ ไอนายัต ซากียะทุดดิน ชาห์ (1678-1688) และผู้นำพระองค์สุดท้ายที่เป็นสตรีก่อนถูกคณะอาหรับถอดถอนออกเพราะข้ออ้างทางศาสนา คือ สุลต่านนาห์ กัมมาลัต ชาห์ (1688-1699)

เบื้องหลังความสำเร็จของบัลลังก์เหล่าผู้นำสตรี

สำหรับเหตุผลที่ทำให้เชื่อว่าเหตุใดเหล่าบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ของอาเจะห์ได้ลงความเห็นแหกขนบ เลือกเอาผู้หญิงขึ้นเป็นเจ้าแทนผู้ชายดังที่เคยทำกันมาเป็นร้อยปี Sher Banu A.L. Khan นักวิชาการมลายูศึกษาประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ว่าบรรดาขุนนางและชนชั้นสูงอาเจะห์อาจจะรู้สึก ‘ขยาด’ กับการปกครองที่กดขี่และทรราชย์ของกษัตริย์ที่เป็นบุรุษ ดังที่เคยผ่านประสบการณ์อันน่าสะพรึงในรัชสมัยของสุลต่านอิสดานดาห์ทั้ง 2 พระองค์มาแล้ว ด้วยธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงอาจทำให้พระอุปนิสัยของสุลต่านนาห์ที่เป็นสตรีเป็นไปในทางโอนอ่อนผ่อนปรนมากกว่าสุลต่านผู้ชาย ทั้งในเรื่องการตระหนี่ถี่เหนียวในการใช้สอยพระราชสมบัติ การเจรจากิจการระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับพวกฮอลันดา ตลอดระยะเวลา 4 รัชสมัยอันยาวนานของสุลต่านนาห์ได้พิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่าภายใต้การปกครองของสตรี อาเจะห์ได้รับทั้งประโยชน์และความสงบภายใต้การปกครองรูปแบบใหม่ อีกทั้งความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกก็ดีขึ้นเป็นอันมาก

นอกจากนี้ การที่ได้สุลต่านนาห์เป็นสตรีทำให้เหล่านขุนนางที่แตกกันเป็นกลุ่มย่อยต่าง ๆ ทั้งพวกนิยมฮอลันดาและต่อต้านฮอลันดา หรือนักบวชในศาสนาอิสลามแต่ละกลุ่ม ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มคนพวกนี้มักรบราฆ่าฟันอยู่เนือง ๆ และสุลต่านก็มักเลือกถือข้างกลุ่มที่พระองค์เห็นดีด้วย แต่ภายใต้การปกครองของสุลต่านนาห์ พวกเธอได้บริหารจัดการความขัดแย้งอย่างดีเยี่ยม เพราะทรงไม่เลือกข้างกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ

ท้ายที่สุด นอกเหนือจากเหตุผลข้างต้นซึ่งถือว่าเป็นผลมากกว่าเหตุแล้ว สาเหตุสำคัญที่ Khanเชื่อว่าเป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้มีสตรีเป็นสุลต่านนาห์ติดต่อกัน 4 พระองค์นั่นก็คือ ราชวงศ์อาเจะห์ไร้ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ฝ่ายชายแม้แต่คนเดียว เหตุเพราะในสมัยก่อนหน้านี้สุลต่านทั้ง 2 พระองค์ได้สั่งประหารหรือกำจัดราชวงศ์ฝ่ายบุรุษไปหมดสิ้นเหลือเพียงแต่สตรีเท่านั้น ด้วยประเพณีที่เน้นให้เชื้อเจ้าเท่านั้นมีสิทธิ์ชอบธรรมเหนือราชบัลลังก์มิใช่เรื่องของศาสนาเป็นหลัก บรรดาผู้นำศาสนาอิสลามหรือูลามะอ์แห่งราชสำนักอาเจะห์จึงไม่ได้คัดค้านการขึ้นครองราชของสุลต่านนาห์สตรีเลยเป็นระยะเวลาหลายชั่วอายุคน จนกระทั่งในรัชสมัยสุดท้ายของคือสุลต่านนาห์ กัมมาลัต ชาห์ ผู้ทรงถูกถอดออกจากราชบัลลังก์ด้วยการแทรกแซงของต่างชาติในปี 1699

จุดจบของระบอบสตรี กับ ใบสั่ง จากนครมักกะฮ์

กว่าหลายทศวรรษที่อาเจะห์มีผู้ปกครองเป็นเจ้าสตรีมาโดยตลอดโดยปราศจากขบวนการต่อต้านจากฝ่ายศาสนา ท้ายที่สุดจุดจบของยุคสุลต่านนาห์ก็มาถึงในปี 1699 เมื่อสุลต่านนาห์ กัมมาลัต ชาห์ได้ถูกโค่นโดยสุลต่านพระองค์ถัดมาผู้เป็นเจ้าเชื้อสายนบี (ไซยิด) จากอาหรับ นั่นก็คือ สุลต่าน บาดัร อาลัม ชาริฟ ฮาซิม จามาล อัลดิล (ครองราชย์สั้น ๆ ถึง 1702)เอกสารโบราณ Adat Aceh ระบุว่า

พระนาง (สุลต่านนาห์ กัมมาลัต) ทรงถูกถอดออกจากการเป็นกษัตริย์ด้วยความเห็นฟ้องต้องกันจากบรรดาศรีตะวันกรมการเมืองและราษฎรแห่งอาเจะห์ เนื่องด้วยมีจดหมายสำคัญมาจากนครมักกะฮ์ ที่เขียนโดย กอฎี มาลิค อัลอะดิล ย้ำว่า กษัตริย์สตรีเป็นสิ่งผิดกับหลักแห่งกฎหมาย

ฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังการวิ่งเต้นให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเมืองของอาเจะห์นั้น เอกสารฝ่ายฮอลันดาร่วมสมัยระบุว่าคือ คณะนักบวช (Priester Partij) ที่เป็น Arabische (อาหรับ)นำโดย ชาริฟ บารากัต ชาวมักกะฮ์ (มาถึงอาเจะห์ในปี 1683) ซึ่งได้โค่นล้มคณะท้องถิ่น(Nationale Partij) และระบอบการปกครองสุลต่านนาห์สำเร็จในปี 1699 ซึ่ง Khan ระบุด้วยว่าก่อนหน้านี้คณะอาหรับเป็นรองฝ่ายท้องถิ่นมาตลอด กระทั่งได้มี ฟัตวา (คำตัดสิน)มาจากมักกะฮ์ว่าการปกครองโดยสตรีเป็นสิ่งที่ไม่ชอบในอิสลาม และโลกอิสลามเองเมื่อผู้นำศาสนาในนครหลวงแห่งอิสลามได้มีคำตัดสินเช่นนี้ พวกเขาจึงต้องยินยอมปฏิบัติแต่โดยดีด้วยการถอดสุลต่านนาห์กัมมาลัตออก และให้ชาวอาหรับขึ้นเป็นสุลต่านแห่งอาเจะห์อยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งเกิดการเคลื่อนไหวท้องถิ่นต่อต้านคณะอาหรับเหล่านี้ในเวลาต่อมา

อ้างอิง :

[1] Sher Banu A.L. Khan. Sovereign Women in a Muslim Kingdom : The Sultanahs of Aceh 1641-1699. (NUSS Press). 2022.
[2] Sovereign Women in a Muslim Kingdom: The Sultanahs of Aceh, 1641–1699, by Sher Banu A.L. Khan

]]>
‘สังหารหมู่เชลยสยาม’ ความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ช่วง ‘กบฏไทรบุรี’ ที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารไทย https://www.luehistory.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%8f%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/ Fri, 22 Dec 2023 21:54:25 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22472

กบฏไทรบุรี ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นถือเป็นสงครามจารีตขนาดใหญ่ไม่แพ้แนวรบด้านเขมรและเวียดนาม กล่าวคือเป็นการรบกันระหว่างกองทัพข้างสยาม (นำโดยนครศรีธรรมราชในฐานะผู้ดูแลเมืองไทรบุรี) และฝ่ายมลายู (นำโดยเจ้าฝ่ายไทรบุรีที่ถูกทัพนครฯยึดครองเมืองนับทศวรรษ) นอกจากจะเป็นเรื่องระหว่าง 2 เมืองข้างต้นนี้แล้ว สงครามครั้งดังกล่าวได้นำเอาตัวแสดงอื่น ๆ มาเกี่ยวข้องด้วย อาทิ การหักหลังสยามของเจ้าแขก 7 หัวเมืองแล้วไปร่วมกับทัพไทรบุรี ซึ่งตามมาด้วยการกวาดล้างและทำลายเมืองปัตตานีอย่างรุนแรง หรือกระทั่งการปรากฏตัวของอังกฤษในฐานะมิตรของสยาม และเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ทางการค้าบริเวณเกาะปีนัง

และด้วยการมีอยู่ของอังกฤษนี้เอง ทำให้เหตุการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ หาได้คลาดไปจากสายตาของเจ้าหน้าที่อาณานิคมอังกฤษ พวกเขามักจดบันทึกและรายการสถานการณ์เหล่านี้อยู่เสมอ และบางคนก็ได้กลับมารวบรวมความทรงจำที่พบเจอมา ณ ดินแดนตะวันออกไกลนี้รวมเล่มตีพิมพ์ในรูปแบบบันทึกการเดินทางวางจำหน่ายเพื่อให้ประชาชนชาวอังกฤษที่กระหายใคร่รู้ความเป็นไปในโลกที่พวกเขาไม่รู้จักได้อ่านและจินตนาการผ่านรอยประทับของน้ำหมึก

เมื่อกลับมาในเอกสารของฝ่ายไทยในเหตุการณ์กบฏไทรบุรี ไม่ว่าจะเป็นพงศาวดารหรือจดหมายเหตุต่าง ๆ เมื่อกล่าวถึงการผลสงครามแล้ว มักจะกล่าวถึงเพียงผลการรบแพ้ชนะ ความสูญเสีย จำนวนดินปืนหรือไพร่พลที่ใช้ไป หรือในการรบครั้งนั้นผู้นำฝ่ายไทยหรือมลายูเป็นใคร แต่กลับหาได้ลงรายละเอียดไปลงไปในเรื่องรูปแบบการรบ การแต่งกาย แม้แต่ ‘จดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ’ ที่เชื่อกันว่าเป็นหลักฐานฝ่ายไทยที่ได้จดบันทึกเหตุการณ์สงครามครั้งนี้ไว้อย่างละเอียดที่สุดก็มิได้ให้รายละเอียดของ ‘หน้าตาทัพสยาม’ ไว้เลย

นี่อาจเป็นเพราะจารีตในการจดบันทึกของชาวไทยในอดีตก็เป็นได้ เพราะหน้าที่ของจดหมายเหตุหรือพงศาวดารนั้นมีไว้เพื่อการบันทึกเฉพาะความสำคัญของเหตุการณ์ (อย่างน้อยก็ในสายตาของผู้บันทึก) ว่าใคร ทำอะไร ทีไหน อย่างไร ผลอย่างไร ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องปัจเจกอื่น ๆ นั้นหาได้มีความสำคัญอันใด เพราะจุดประสงค์ของการเขียนคือใช้ในราชการหรือราชสำนัก มิใช่บันทึกเตือนความจำหรือบันทึกของนักเดินทางตะวันตกที่มุ่งเน้นการเขียนอธิบายภาพให้ผู้อ่านที่เป็นชาวยุโรปมีภาพแห่งจินตนาการถึงชาวตะวันออกที่พวกเขาไม่คุ้นชินว่ามีหน้าตาหรือวิถีชีวิตแตกต่างกับพวกเขาอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ หากผู้ที่สนใจจะหาอ่านเกี่ยวกับการทำสงครามของสยามในสมัยจารีตในประเด็นรายละเอียดปลีกย่อยจึงมิอาจสืบเสาะได้จากเอกสารฝั่งไทย เขาและเธอควรให้ความสนใจไปยังเอกสารของชาวตะวันตกเอง และตัวอย่างที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการบรรยายเหตุการณ์กบฏไทรบุรีในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ ‘The Blockade of Kedah in 1838’ (การปิดล้อมเมืองไทรบุรี 2381)ของ Sherard Osborn การเดินทางมายังคาบสมุทรมลายูของในช่วงท้าย ๆ ของสงครามไทรบุรี ทำให้ Osborn เป็นประจักษ์พยานสำคัญในเหตุการณ์ดังกล่าว และถือเป็นหลักฐานร่วมสมัยชิ้นสำคัญที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับช่วงกบฏไทรบุรีที่ทั้งเอกสารฝั่งไทยและมลายูละเลยหรือไม่ได้จดบันทึกลงไป

รายละเอียดของกองทัพสยาม (ทัพนครศรีธรรมราช) ฝ่ายไทยให้รายละเอียดข้อมูลการทัพไว้ว่านำทัพโดยพระยาอภัยธิเบศร์ (แสง) เจ้าเมืองไทรบุรีคนไทย พระเสนานุชิต (นุช) ปลัดเมืองไทรบุรี และพระวิชิตไกรสร ภายใต้คำสั่งของเจ้าพระยานคร (น้อย) ซึ่งล้มป่วยมิสามารถนำทัพมาเองได้

สำหรับเหตุการณ์ สังหารหมู่เชลยสยาม’ (The Masscacre of Siamese prisoners) นั้น Osborn อธิบายว่าเบื้องต้น เชลยสยามเหล่านี้ถูกนำมากุมตัวไว้ที่ป้อม ณ ปากน้ำไทรบุรี เพื่อทำงานหนักด้วยการขุดดินขึ้นเป็นแนวคูเพื่อให้น้ำฝนไหลลงไปขัง ซึ่งเชลยสยามเหล่านี้จะถูกคุมตัวมาทำงานและถูกนำกลับไป แต่วันหนึ่งหลังจากที่ Osborn ได้แวะเยี่ยม อินเจ๊ะลาอะ (Inchi Laa) เจ้านายมลายูคนหนึ่ง เขาก็ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ กล่าวคือในครั้งนี้เชลยชาวสยามได้ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยชาวมลายูมากมายและบรรดาผู้นำมลายูหลายคนก็ปรากฎตัวอยู่ที่นั่นด้วย

แม้พวกชาวอังกฤษจะยืนอยู่ไกลจากป้อมพอสมควรจนทำให้เห็นความเป็นไปได้ไม่ถนัดนัก  ‘…แต่ความสนใจของพวกเราก็ถูกดึงดูดด้วยเสียงแผดร้องอันดังอย่างน่าเวทนา…’ พวกมลายูที่อยู่บริเวณเชิงเทินกำแพงป้อมก็กรูเข้ามามุง Osborn บรรยายต่อไปว่า ทันใดนั้น ชาวจีนคนหนึ่งวิ่งตาลีตาเหลือกมาทางคณะชาวอังกฤษ (ของ Osborn) และตามมาด้วยติด ๆ ด้วยการไล่ยิงจากฝั่งมลายูหลายนัด อย่างไรก็ดี ชาวจีนผู้นั้นปลอดภัยเพราะอยู่ภายใต้การอารักษาของ Osborn

หลังจากที่ปลอบใจชาวจีนผู้เคราะห์ดีนั้นแล้ว พวกอังกฤษก็ได้รับทราบความจริงว่า ตนกู โมฮัมหมัด ตาปีอิตัม (Tonkoo Mahomet Type-etam) ได้สั่งให้ทหารมลายูไทรบุรีจัดการ ‘เผาพวกเชลยสยาม’ จำนวน 300 คน (หรือทั้งหมดที่พวกมลายูกุมตัวไว้) เพื่อเป็นการล้างแค้นการศึกที่ฝ่ายมลายูพ่ายแพ้ย่อยยับมาก่อนหน้านี้ โดยเชลยสยามถูกบังคับให้ออกไปยืนบนขอบของแนวคูที่พวกเขาขุดไว้เองกับมือก่อนหน้านี้ในทุก ๆ วัน ทันใดนั้น ตูกู โมฮัมหมัดได้ชักกริชของเขาออกมาแล้วแทงไปยังเชลยสยามผู้หนึ่งแล้วจึงทิ้งศพเชลยผู้นั้นลงไปในก้นหลุมซึ่งต่อมาทัพสยามจะต้องเหยียบเส้นทางนี้ในการเข้าตีไทรบุรีในกาลข้างหน้า

ในมุมมองของชาวตะวันตกอย่าง Osborn เขาให้ความเห็นต่อเหตุการณ์สังหารหมู่เชลยสยามไว้อย่างสั้น ๆ ว่า เป็นการกระทำที่เลือดเย็นและป่าเถื่อนอย่างหาที่สุดไม่ได้ (cold-blooded act of cruelty) แม้แต่สหายชาวมลายูที่สนิทกับ Osborn คนหนึ่งถึงกลับกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ ผิดมนุษย์

อย่างไรก็ดี ขอให้เข้าใจว่าการสังหารหมู่นี้แม้จะดูโหดร้ายแต่ก็เป็นเรื่องปกติในโบราณที่การรบแบบจารีตเกิดขึ้นภายใต้มุมมองที่แตกต่างกับความเข้าใจของคนในปัจจุบัน และก่อนที่แนวคิดหลักด้านมนุษยชนจะถูกนำเข้ามาในแถบนี้ อย่างน้อย ๆ Osborn ก็ได้ให้รายละเอียดของเหตุการณ์ที่ทั้งฝ่ายไทยและมลายูไม่ได้กล่าวถึงไว้อันอาจเป็นประโยชน์ในการศึกษาแนวคิดเบื้องหลังการสงครามในสมัยจารีตในดินแดนแถบนี้ก็เป็นได้

อ้างอิง :

[1] กบฏหวันหมาดหลี
[2] Sherard Osborn. The Blockade of Kedah in 1838.

]]>