Featured – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com Mon, 15 May 2023 12:32:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.8.3 https://www.luehistory.com/wp-content/uploads/2021/09/cropped-fav-32x32.png Featured – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com 32 32 ‘ตำนานพื้นบ้าน’ การบอกเล่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่มากกว่าแค่เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ https://www.luehistory.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c/ Thu, 11 May 2023 21:50:42 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19194

เวลาเราอ่านตำนาน นิทานปรัมปราท้องถิ่น ที่มีการบอกเล่าในแบบมุขปาฐะ หรือการจดบันทึกลงในเอกสารหรือใบลาน เรามักจะพบว่าตำนานเหล่านั้นมักสอดแทรกเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อยู่บ่อย ๆ

ซึ่งหากเราจะกล่าวว่าตำนานเรื่องนั้นเป็นเรื่องไร้สาระหรือนิทานหลอกเด็กที่คนสมัยก่อนของท้องถิ่นเหล่านั้นแต่งขึ้นมา ไปเสียทั้งหมดเลย ก็ค่อนข้างเป็นความเชื่อที่มองแต่เปลือกภายนอก เพราะถ้าหากเราตัดเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ออกไป แล้วย้อนมองถึงแก่นแท้ สิ่งที่ตำนานเหล่านั้นสื่อในเนื้อหาหรือสอดแทรกเข้ามา ก็มักพบว่านอกจากเรื่องอิทธิฤทธิ์แล้ว ก็ยังมีอีกหลายแง่มุมที่สะท้อนเนื้อหาทั้งในแง่ของ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนในชุมชนดั้งเดิม ความเชื่อ วัฒนธรรม ภูมินามศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ความเป็นอยู่ ฯลฯ ของท้องถิ่นนั้น ๆ ( ผู้เขียนไม่ได้สนับสนุนให้เชื่อเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ว่ามีจริง เพียงแต่พูดถึงข้อเท็จจริงที่นอกเหนือจากเรื่องเหนือธรรมชาติ ที่ตำนานเหล่านั้นสะท้อนให้เราเห็นเพียงเท่านั้น )

ตำนานเหล่านี้บางครั้งก็ยังอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ โดยมักผูกกับตำนานเรื่องเหนือธรรมชาติ ซึ่งต่อมามีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในภายหลัง แล้วมีแนวโน้มว่า เนื้อหาบางส่วนที่มีการกล่าวถึงในตำนานนิทานพื้นบ้าน อาจจะมีเค้าโครงจากเรื่องจริงอยู่บ้าง อย่างเช่นตำนานการล่มสลายของโยนก โดยมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ชื่อ”ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๑” ความว่า

“…ศาสนาพระพุทธเจ้าล่วงไปได้ ๑๐๐๓ ปี พระองค์มหาชัยชนะเป็นกษัตริย์มาได้ปีหนึ่งอายุได้ ๗๐ ปี เดือน ๗ แรม ๗ ค่ำ วันเสาร์ ครั้งนั้นคนทั้งหลายก็พากันไปเที่ยวยังแม่น้ำกุกกุฎนที ได้เห็นปลาตะเพียนเผือกตัวหนึ่ง ใหญ่เท่าต้นตาล ยาวประมาณ ๗ วา แล้วเขาก็พากันไปทุบปลาตัวนั้นตาย แล้วก็พากันลากมาถวายมหากษัตริย์เจ้า พระองค์ก็มีอาชญาให้ตัดเป็นท่อนแจกกันกินทั่วทั้งเวียงนั้นแล ครั้นว่าบริโภคกันเสร็จแล้วดั่งนั้น สุริยอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงเหมือนดั่งแผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหว ประดุจดังว่าเวียงโยนกนครหลวงที่นี้จักเกลื่อนจักพังไปนั้นแล แล้วก็หายไปครั้งหนึ่ง ครั้นถึงมัชฌิมยามก็ซ้ำดังมาเป็นคำรบสองแล้วก็หายนั้นแล ถึงปัจฉิมยามก็ซ้ำดังมาอีกเป็นคำรบสาม หนที่สามนี้ดังยิ่งกว่าทุกครั้งทุกคราวที่ได้ยินมาแล้ว กาลนั้นเวียงโยนกนครหลวงที่นั้นก็ยุบจมลงเกิดเป็นหนองอันใหญ่ ยามนั้นคนทั้งหลายอันมีในเวียงที่นั้น มีพระมหากษัตริย์เป็นประธาน ก็วินาศฉิบหายตกไปในน้ำที่นั้นสิ้น…”

สรุปเนื้อเรื่องในเหตุการณ์แบบเข้าใจง่าย ๆ คือ ในยุคหนึ่ง ชาวบ้านในเมืองโยนกได้ไปหาปลาตามวิถีชีวิตของชาวเมืองในแม่น้ำกก แล้วพบกับปลาไหลเผือกต่อมาก็มีการสังหารปลาไหลเผือกและแบ่งให้ทุกครัวเรือน ภายหลังในคืนนั้นเมืองโยนกก็ได้เกิดแผ่นดินไหวและล่มสลายลงไปในใต้น้ำ ( อาจจะตีความได้ว่า ปลาไหลเผือกตัวนี้อาจจะเป็นพญานาค หรือ บริวารของพญานาค เนื่องจากคนในสมัยก่อนนับถือว่าปลาไหลเผือกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมักผูกโยงกับเรื่องพญานาคบ่อย ๆ )

ต่อมาในภายหลัง กรมทรัพยากรธรณีมีการเปิดเผยข้อมูลว่า จากการศึกษารอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนแม่จันนั้น เป็นพื้นที่ที่มีพลัง อาจจะเป็นไปได้ว่าเคยมีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในบริเวณนี้ และสอดคล้องกับในตำนานว่าอาณาจักรโยนกได้ล่มสลายลงเพราะเกิดแผ่นดินไหว และในตำนานยังสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของชาวเมืองที่มีการออกไปหาปลาจับปลา พอได้ปลาตัวใหญ่มาก็มาแบ่งให้ชาวเมือง

อ่านมาถึงตอนนี้หลาย ๆ ท่านคงนึกถึง นิทานพื้นบ้านอีกเรื่องที่อยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เรื่องผาแดงนางไอ่ ที่มีพล็อตเรื่องประมาณว่า

“มีเมืองหนึ่งชื่อว่าเมืองเอกชะธีตา มีพระราชาคือ พญาขอม ในเดือน ๖ มีการจัดงานบุญบั้งไฟในเมืองเอกชะธีตา โดยมีการแข่งขันกันว่า หากบั้งไฟใครขึ้นสู่ฟ้าได้นานที่สุด จะยก “นางไอ่” ( ธิดาพญาขอม ) ให้เป็นคู่ครอง ซึ่งมีหลาย ๆ เมืองเข้าแข่งขัน โดยหนึ่งในนั้นคือ “ท้าวผาแดง” จากเมืองผาโพงเข้าแข่งขันด้วย แต่ปรากฏว่าบั้งไฟของท้าวผาแดงเกิดการระเบิด แต่สุดท้ายท้าวผาแดงกับนางไอ่ ก็ลอบคบหากับนางไอ่ แต่ก็ยังมี “ท้าวพังคี” โอรสของท้าวศรีสุทโธ ซึ่งเป็นพญานาค ได้ยินข่าวว่านางไอ่เป็นหญิงสาวที่สวยงามมาก จึงแปลงกายเป็น “กระฮอกด่อน” ( กระรอกสีขาว ) ไปแอบชมโฉมของนางไอ่ นางไอ่เจอจึงคิดอยากได้ สั่งให้พรานไปจับมา แต่พรานกลับยิงกระรอกจนตาย ก่อนตายท้าวผาแดงได้อธิษฐานให้ตัวเองตัวใหญ่ขึ้นและให้ชาวเมืองกินได้ทั้งเมือง ท้าวศรีสุทโธทราบข่าวว่าโอรสตนเองตาย จึงพิโรธมาก และพาบริวารไปถล่มเมืองเอกชะธีตาจนล่มสลายลง”

ซึ่งพล็อตเรื่องตำนานทั้งสองคล้ายกันมาก จึงอาจสันนิษฐานต่อไปได้ว่า ทั้งสองบริเวณที่เป็นต้นกำเนิดสองตำนานนี้อาจจะมีวัฒนธรรม ความเชื่อ ที่คล้ายคลึง หรือเชื่อมโยงกันได้

ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่านี่เป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า ตำนานท้องถิ่นไม่ใช่แค่เรื่องไร้สาระอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจอย่างแน่นอน หรือแม้แต่เรื่อง พญาคันคากที่ขึ้นไปรบกับแถน แล้วมีการทำสัญญากับแถนว่าจะส่งสัญญาณคือจะจุดบั้งไฟขึ้นไปบนฟ้าเพื่อเป็นสัญญาณให้แถนส่งฝนลงมา ก็แสดงให้เห็นว่าคนในภาคตะวันออกเฉียงใต้ และอาจจะมีบริเวณอื่นด้วย ( นิทานนี้เป็นตำนานของ จังหวัดยโสธร ) สมัยก่อนมีการนับถือ แถน นับถือคางคกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัตว์ที่เรียกฟ้าเรียกฝน ฯลฯ

การบอกเล่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผ่านตำนานหรือนิทานพื้นบ้านหลายครั้ง ที่มักผูกโยงกับเรื่องของอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ ก็อาจจะเนื่องมาจาก คนสมัยก่อนนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติมาก การส่งผ่านข้อมูลลักษณะนี้จึงเป็นการผูกโยงให้เข้าถึงกลุ่มคนได้มากกว่า และอาจเกิดจากอิทธิพลทางศาสนาที่เผยแพร่เข้ามา แล้วมีการผสมผสานกับตำนานท้องถิ่นและวิถีชีวิตจนเกิดเป็นตำนาน นิทานพื้นบ้าน ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

สามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า ตำนาน นิทานพื้นบ้าน ฯลฯ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งซึ่งสำคัญ และไม่ควรละทิ้ง ต่อการศึกษาพัฒนาการความเป็นมาของชุมชน ความเชื่อ วัฒนธรรม ของชุมชนท้องถิ่น เพราะหากเรามองให้ลึกกว่าเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ก็มักจะพบอะไรหลาย ๆ เรื่องที่เป็นข้อมูลในการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจท้องถิ่นและชุมชนเหล่านั้นได้มากขึ้นอย่างยิ่ง

อ้างอิง :

[1] หอสมุดแห่งชาติ ชลบุรี , ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61 พิมพ์เป็นอนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี เจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่ ) , สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ 2566
[2] mgronline.com ,”รอยเลื่อนแม่จัน” กับ “โยนกเชียงแสน” ตำนานที่อาจมีอายุมากกว่า 1,800 ปี, สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ 2566

]]>
‘สุพรรณแล้วไง ?’ วาทกรรมเหยียดคนต่างจังหวัดของนักการเมืองเมื่อวานซืน https://www.luehistory.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b8%99/ Tue, 09 May 2023 22:14:15 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19237

จากที่มีนักการเมืองซึ่งเสนอตัวจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากพรรค ๆ หนึ่ง ได้พูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามจังหวัดสุพรรณบุรีว่า

“กังวลนะครับ ว่าประเทศไทยจะกลายเป็นจังหวัดสุพรรณบุรีไป”

คำกล่าวเช่นนี้แม้แต่ปุถุชนทั่วไปก็ตีความได้ว่า เป็นวาจาที่ไม่ควรหลุดออกมาจากปากของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับชาติ ยิ่งเป็นหนึ่งในแคนดิแดต (ว่าที่ผู้ชิง) ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว คำพูดในลักษณะด้อยค่าจังหวัดอื่นเช่นนี้ ไม่สมควรที่จะหลุดออกมา ไม่ควรแม้แต่จะคิดในสมองเลยทีเดียว

หากจะให้วิเคราะห์ว่าเหตุใดนักการเมืองที่มีพื้นฐานมาจากชนชั้นกลางในเมืองหลวง (กรุงเทพฯ) มีคุณวุฒิการศึกษารับรองจากมหาวิทยาลัยระดับชาติและระดับโลกจึงมีทัศนคติแง่ลบต่อคนต่างจังหวัดเช่นนี้ ก็เป็นการวิเคราะห์ที่ไม่เหนือบ่ากว่าแรง เพราะหากใครติดตามยุทธศาสตร์ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ (2566) จะเห็นว่า พรรคการเมืองที่นักการเมืองผู้นี้สังกัดพยายามอย่างมากที่จะกวาดคะแนนจากระบบปาร์ตี้ลิสต์ (แบบสัดส่วน) ความหวังที่จะได้ผู้แทนราษฎรจากระบบแบ่งเขตนั้นแทบจะเรือนรางเต็มที เพราะสนามในระดับแบ่งเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ชนบทอันกว้างใหญ่และมีประชากรทั้งประเทศรวมกันหนาแน่นกว่าในกรุงเทพฯ นั้น เป็นที่ประจักษ์ว่าคะแนนเสียงของพรรค ๆ นี้ซึ่งส่วนมากเน้นแต่เสียงของชนชั้นกลางในเขตเมือง เช่น กรุงเทพฯ ส่วนประชาชนในชนบทซึ่งมีจำนวนมากและกว้างขวางกว่าย่อมไม่ได้เห็นพรรคของเขาในสายตาอยู่แล้ว

ด้วยความรู้สึกที่ว่าพรรคของตนนั้นไม่สามารถเอาชนะใจคนชนบทได้แน่ (เพราะชนบทเป็นสนามของพรรคใหญ่ 3-4 พรรค) ทำให้คุณค่าและเสียงของคนชนบทไม่ใช่สิ่งที่นักการเมืองพวกนี้ปรารถนา จากความคาดหวังที่ต้องการจะเป็นรัฐบาลให้ได้ (กองเชียร์พรรคนี้ก็ดูมั่นใจหนักหนาราวกับว่าจะได้ตั้งรัฐบาลแน่ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเลือกตั้งนายกฯ ทางตรงไม่ได้ ยังต้องไปเสนอชื่อกันในรัฐสภาอีก) การได้รับข้อมูลจากแบบสำรวจออนไลน์ว่าคะแนนนิยมของพรรคตนนั้นกำลังพุ่งทะยานขึ้น อาจทำให้เกิดความรู้สึกกระหยิ่มใจมิใช่น้อยจนกล้าที่จะดูถูกว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของคนชนบทนั้น ‘มิพึงปรารถนา’ มิฉะนั้นจะใช้คำว่า ‘กังวล’ ไปทำไม

ถ้ามีชาวบ้านสุบรรณนั่งอยู่ตรงนั้น เขาคงจะยกมือขึ้นแล้วถามว่า “พื้นที่ชนบทมีอะไรให้ท่านว่าที่นายกฯ เป็นกังวลใจเล่าครับ ก็ในเมื่อเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ และ ส.ส.ที่สำคัญที่สุดคือ ส.ส.แบบแบ่งเขตไม่ใช่หรือครับ ส.ส.แบบนี้ใกล้ชิดประชาชนที่สุด เข้าใจประชาชนที่สุดเพราะเป็นคนในพื้นที่ แต่พวกท่าน… ว่าที่นายก ที่ผ่านมาพวกท่านเล่นทางลัดมาตลอด เพราะลงแต่ระบบปาร์ตี้ลิสต์ ที่พรรคจะจิ้มเอาใครลงก็ได้ ทำไมครับ… ถ้าท่านมั่นใจในตัวท่านว่าเก่งจริง พร้อมเป็นนายกฯ เหตุใดท่านจึงไม่กล้ามาลงสนามแบ่งเขตให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเล่าครับ ?”

เหตุที่สุพรรณบุรีกลายเป็นพื้นที่รับบาปไป เพราะมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นชัดเจนมาก งานวิจัยของ Yoshinori Nishizaki (2011) เรื่อง ‘Political Authority and Provincial Identity in Thailand : The Making of Banharn-buri’ ได้กล่าวถึงที่มาว่าเหตุใดสุพรรณบุรี จากจังหวัดที่แม้จะใกล้กรุงเทพฯ แต่ความเจริญก็ไม่เคยไปถึง แต่ไฉนต่อมาจึงกลายเป็น ‘จังหวัดบรรหารบุรี’ ของบรรหาร ศิลปอาชา (เสียชีวิต 2559) แม้ว่าพรรคชาติไทยจะลงเลือกตั้งกี่ครั้ง ก็ชนะถล่มทลายทุกครั้งไปจนเรียกได้ว่าเป็นพรรคของชาวสุพรรณไปแล้วก็ได้

Nishizaki ให้คำอธิบายว่า ตามประวัติศาสตร์แล้วในอดีตสุพรรณบุรีเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญไม่แพ้อยุธยาและกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยอยุธยา จากราชวงศ์อู่ทองจนถึงสมรภูมิดอนเจดีย์ ที่พระนเรศวรได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชของหงสาวดีจนได้รับชัยชนะ ความภาคภูมิใจของชาวสุพรรณต่ออดีตของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสำนึกในบ้านเกิดอยู่เสมอ แต่ต่อมาในภายหลังจังหวัดแห่งนี้กลับถูก ‘เพิกเฉย’ จากชนชั้นนำที่กรุงเทพฯ ในขณะที่กรุงเทพฯ เจริญขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถนนดี ๆ สักเส้นในจังหวัดสุพรรณก็ไม่มี กระทั่งถึงยุคที่บรรหารลืมตาดูโลกจนเป็นวัยหนุ่มแล้ว ซึ่งเขาก็เล่าว่าในช่วงแรกที่เขาเดินทางจากสุพรรณมากรุงเทพฯ นั้นก็ต้องอาศัยทางเรือเป็นหลัก ถนนหนทางในอดีตนั้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำกันเอง ทางราชการในเวลานั้นก็ไม่ได้นำพาเพราะอ้างว่า ‘งบไม่เพียงพอ’

นอกจากความทรงจำเรื่องการเป็น ‘บ้านนอก’ แล้ว คนสุพรรณในเวลานั้นยังถูกตราหน้าว่าเป็น ‘เมืองโจร’ ด้วย เนื่องจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาสุพรรณก็บังเกิดชุมโจรผู้ร้ายขึ้นมาเป็นข่าวดังครึกโครมทั่วประเทศ เช่น เสือฝ้าย เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ความทรงจำต่ออดีตของคนสุพรรณจึงเป็นความทรงจำร่วม (collective memories) และมองเห็นว่ารัฐส่วนกลางนั้นไม่แยแสอะไรพวกเขาเลย

แต่หลังจากที่บรรหาร ศิลปอาชา เริ่มได้รับความไว้วางใจจากคนสุพรรณ การพัฒนาต่าง ๆ ก็หลั่งไหลมาในลักษณะที่พลิกโฉมหน้าจังหวัดไปเลย ทุกวันนี้ไม่มีคนไทยคนไหนกล้าปฏิเสธได้ว่า ‘จังหวัดสุพรรณบุรีมีถนนที่ดีที่สุดในประเทศไทย’ การมีโรงเรียนกีฬาที่มีชื่อเสียง กระทั่งการพัฒนาในเขตชนบทที่แต่ก่อนนั้นไม่ได้รับการเหลียวแล แต่การเป็น ส.ส. ของพรรคชาติไทย ที่นำโดยบรรหารในฐานะ ‘หล่งจู๊’ (ผู้ควบคุมดูแล) ท้ายที่สุดชาวบ้านสุพรรณบุรีได้สลัดภาพจำอดีตที่แสนขมขื่นเหล่านั้นทิ้งไป การเป็นชาวสุพรรณไม่ใช่ความน่าอับอายเช่นในอดีตอีกต่อไป นั่นเพราะการบริหารงานของบรรหารนั้น ทำให้ข้าราชภายในจังหวัดต้อง ‘แอคทีฟ’ ตลอดเวลา และประชาชนสามารถส่งจดหมายหรือเดินเข้ามาร้องเรียนพฤติกรรมของข้าราชการต่อบรรหารโดยตรง

ด้วยการเป็นคนสุพรรณพื้นถิ่นทำให้นักการเมืองเช่นบรรหารรู้ถึงปัญหาของพื้นที่เขาดี และเมื่อมีอำนาจทางการเมือง เขาก็ย่อมจัดสรรผลประโยชน์แก่พื้นที่ของเขาอย่างถูกต้อง นี่คือยุทธศาสตร์ทางการเมืองชั้นลายครามของนักการเมืองระดับชาติที่มาจากท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกใจว่าย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เหตุใดพรรคชาติไทยของบรรหารจึงชนะเลือกตั้งในพื้นที่อย่างถล่มทลาย นั่นก็เพราะนักการเมืองแบบแบ่งเขตย่อมรู้จักธรรมชาติของพื้นที่และความต้องการของประชาชนได้ดีกว่านักการเมืองแบบสัดส่วนที่มุ่งเน้นแต่งานระดับนโยบายพรรคเท่านั้น

แต่การที่มีว่าที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกฯ ที่พื้นเพเป็นเพียง ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ (สัดส่วน) ไม่เคยลงพื้นที่เลือกตั้งแบบแบ่งเขตจริง แต่กลับมีวาจาดูหมิ่นชนบทว่าเป็นการเมืองที่ไม่พึงประสงค์ นักการเมืองที่มีฐานเป็นชนชั้นกลางเมืองหลวงมีสิทธิ์อะไรมาพูดว่าเป็นกังวลชาวชนบท ? การกล่าวเช่นนี้เป็นการมองคนนอกกรุงเทพฯ ว่าไม่ใช่คนเมืองทั่วไป มองว่าเขาเป็น ‘คนอื่น’ (The Others) เป็นการมองด้วยจิตใจที่ไม่มีความเท่าเทียม

นี่สะท้อนว่านโยบายที่สนับสนุน ‘คนเท่ากัน’ ของพรรคนี้ เป็นได้แค่ลมปาก เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว นักการเมืองพวกนี้อาจไม่ได้ศรัทธากับหลักการนี้เลย เพียงแต่ใช้วาทศิลป์มาสมอ้างให้ตัวเองดูดี และคนอื่นดูแย่เท่านั้น

กระนั้น เมื่อ ‘คำพูดเป็นนาย กายเป็นบ่าว’ แล้ว แม้ต่อมาจะมีความพยายามในการแก้ตัวข้อกล่าวหานี้ แต่ก็นับว่าเป็นการสายเกินไป เนื่องด้วยวาจาดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนนับเป็นข้อหาฉกรรจ์ คงแต่มีแต่บรรดาสาวกที่มีจิตใจมืดบอดเท่านั้นที่ยังจะศรัทธากับนักการเมืองพรรค์นี้อยู่ อนิจจา หวังใจให้พวกเขาเหล่านี้ ‘ตาสว่าง’ ขึ้นในเร็ววันเทอญ

อ้างอิง :

[1] Yoshinori Nishizaki (2011). ‘Political Authority and Provincial Identity in Thailand : The Making of Banharn-buri’.

]]>
รู้จัก ‘หินแห่งโชคชะตา’ หินของยาโคบจากพระคัมภีร์ ใต้บัลลังก์กษัตริย์อังกฤษ https://www.luehistory.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%84%e0%b8%8a%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9/ Sun, 07 May 2023 05:08:24 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19212

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรที่จัดขึ้นเมื่อวานนี้ (6 พ.ค. 66) พระเจ้าชาลส์ที่ 3 จะทรงประทับนั่งบน “บัลลังก์เซนต์เอ็ดเวิร์ด” (St Edward’s Chair) ซึ่งมีอีกชื่อว่า “บัลลังก์ราชาภิเษก” (The Coronation Chair)

ใต้บัลลังก์มีช่องบรรจุ “หินแห่งโชคชะตา” (Stone of Destiny)  หรือ “หินแห่งสคูน” (Stone of Scone) หินทรายสีแดงก้อนยาว ขนาดกว้าง 42 ซม. ยาว 66 ซม. สูง 26.7 ซม. น้ำหนัก 152 กก.

หินก้อนนี้ แต่เดิมทีถูกใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์แห่งสกอตแลนด์มาก่อน กระทั่งพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษรุกรานสกอตแลนด์ใน ค.ศ. 1296  ฝ่ายอังกฤษได้พบหินองค์นี้ในวิหารสคูน และยึดไป หินแห่งโชคชะตาจึงถูกใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์แห่งอังกฤษ เพื่อเป็นการอ้างสิทธิในการปกครองสกอตแลนด์นับแต่นั้นเป็นต้นมา

เนื่องด้วยในสมัยก่อน ไม่มีการจดบันทึกพงศาวดารที่แน่ชัด ที่มาของหินแห่งโชคชะตาจึงมีลักษณะของตำนาน และทฤษฎีเสียมากกว่า โดยตำนานหนึ่งเล่าว่า เฟอร์กัส เมเจอร์ (Fergus Mór: ภาษาไอร์แลนด์กษัตริย์องค์แรกของสกอตแลนด์ ทรงนำหินองค์นี้มาจากไอร์แลนด์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระองค์ที่อาร์ไกด์ (Argyll) ในช่วง ค.ศ. 489 -501

อีกตำนานอ้างถึงพระคัมภีร์เจเนซิส (เจเนซิส 28:10–22) ระบุว่าหินองค์นี้เป็น “หินของยาโคบ”  (Stone of Jacob) ซึ่งยาโคบนำมาจากเบธเอล (Bethel) ก่อนที่จะถูกนำไปยังไอร์แลนด์โบราณโดยผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์

อย่างไรก็ดี นักธรณีวิทยาได้มีการตรวจสอบหินแห่งโชคชะตา และพบว่าหินก่อนนี้มาจากพื้นที่สคูน ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารสคูน
นอกจากนี้ ยังมีทฤษฎีสมคบคิดอีกทฤษฎีหนึ่ง อ้างว่า หินที่พระเจ้าเอ็ดเวอร์ดที่ 1 ได้ไปนั้น “ไม่ใช่ของจริง” แต่หินแห่งโชคชะตาองค์จริงถูกคณะบาทหลวงแห่งวิหารสคูนนำไปซ่อนเอาไว้ บ้างก็ว่าซ่อนไว้ที่แม่น้ำเทย์ (River Tay) บ้างก็ว่าซ่อนไว้ที่เนินเขาดันชิเนน (Dunsinane Hill)

ไม่ว่าตำนานหรือทฤษฎีจะว่าอย่างไรก็ตาม หินแห่งโชคชะตาองค์นี้ ถูกย้ายจากวิหารสคูน ใน ค.ศ. 1296 โดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 และถูกเก็บรักษาไว้ที่มหาวิหารเวสต์มินิสเตอร์นับแต่นั้นมา

ในหน้าประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่การุกรานสกอตแลนด์ ชาวสกอตแลนด์ทำสงครามต่อต้านอังกฤษมาโดยตลอด ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกสงครามนี้ว่า “สงครามประกาศอิสรภาพของสกอตแลนด์ครั้งที่ 1” (First War of Scottish Independence) จนกระทั่งพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 (พระราชนัดดาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1) ทรงยินยอมลงพระนามในสนธิสัญญาสงบศึกกับพระเจ้าโรเบิร์ตที่ 1 แห่งสกอตแลนด์ ใน ค.ศ. 1328

ในสนธิสัญญาระบุให้อังกฤษคืนหินแห่งโชคชะตาให้แก่สกอตแลนด์ แต่เกิดการจลาจลขัดขวางการเคลื่อนย้ายหินแห่งโชคชะตา ทำให้หินองค์นี้จึงยังอยู่ในมหาวิหารเวสต์มินิสเตอร์ต่อมาอีกกว่า 600 ปี

นับตั้งแต่ที่หินแห่งโชคชะตาถูกยึดไป กษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ก็มิเคยได้ใช้หินแห่งโชคชะตาในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกเลย จนกระทั่ง ค.ศ. 1603 พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ คือกษัตริย์แห่งสกอตแลนด์พระองค์แรกที่ได้ทรงใช้หินแห่งโชคชะตาในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกครั้ง

แต่ในครั้งนี้ ทรงใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในฐานะกษัตริย์แห่งอังกฤษ ภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบทที่ 1 ซึ่งทรงไม่มีองค์รัชทายาท ราชสำนักอังกฤษจึงสืบพงศาวลีย้อนขึ้นไปจนพบว่า พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์คือผู้มีสิทธิในการสืบราชบัลลังก์ จากการสืบเชื้อสายจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 ผ่านทางพระราชบิดาของพระองค์

พระองค์จึงทรงเสวยราชสมบัติขึ้นเป็นพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สจ๊วต (House of Stuart) และสกอตแลนด์กับอังกฤษได้อยู่ภายใต้กษัตริย์พระองค์เดียวกันมานับแต่นั้นเป็นต้นมา จวบจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ใน ค.ศ. 1914 กลุ่มนักกิจกรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี “ซัฟฟราเจ็ตต์” (Suffragette) ก่อเหตุวินาศกรรม วางระเบิดข้างบัลลังก์ราชาภิเษกและหินแห่งโชคชะตา แต่ในเวลานั้นไม่มีรายงานความเสียหาย

กระทั่งใน ค.ศ. 1950 กลุ่มชาตินิยมสกอตแลนด์ ได้บุกเข้าไปขโมยหินแห่งโชคชะตาจากมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์และพบว่าหินแห่งโชคชะตาหักครึ่ง บ้างก็ว่าพวกเขาทำในหล่นพื้นในระหว่างการเคลื่อนย้าย บ้างก็ว่ามันเสียหายมาตั้งแต่เหตุการณ์ก่อการร้ายโดยกลุ่มซัฟฟราเจ็ตต์

กลุ่มชาตินิยมดังกล่าวประสบความสำเร็จในการขโมยหินแห่งโชคชะตากลับสู่สกอตแลนด์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่หินองค์นี้ได้กลับคืนสู่แผ่นดินสกอตแลนด์ และจ้างช่างหินให้ซ่อมหินองค์นี้ให้กลับเป็นชิ้นเดียวกันเหมือนเดิม

กระทั่งในปีถัดมา ทางการอังกฤษได้ค้นพบหินแห่งโชคชะตาที่วิหารอาร์บร์อท (Arbroath Abbey) และนำกลับคืนสู่มหาวิหารเวสต์มินิสเตอร์ใน ค.ศ. 1952

หินแห่งโชคชะตาถูกย้ายออกจากมหาวิหารเวสต์มินิสเตอร์อีกครั้ง เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อป้องกันความเสียหายจากการทิ้งระเบิดทางอากาศของกองทัพนาซีเยอรมนี ในยุทธการแห่งบริเตน (Battle of Britain) ที่ซ่อนหิน ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดเพื่อป้องกันการจารกรรมโดยฝ่ายนาซี

จากกระแสเรียกร้องการฟื้นฟูประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสกอตแลนด์ในช่วงปลายปี 90 ในที่สุดรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศคืนหินแห่งโชคชะตากลับสู่สกอตแลนด์ในวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1996 (พ.ศ. 2539) พิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการถูกจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันเซนต์แอนดรูว์ (St. Andrew Day) โดยมีเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก เป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบทที่ 2 ปัจจุบัน หินแห่งโชคชะตาถูกตั้งไว้เคียงข้างมงกุฎแห่งสกอตแลนด์ ในพระราชวังเอดินเบอระ

เพื่อการประกอบพระราชพิธีพบบราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรในครั้งนี้ หินแห่งโชคชะตาได้ถูกอัญเชิญกลับสู่มหาวิหารเวสต์มินิสเตอร์อีกครั้ง เพื่อใช้ในพระราชพิธี และจะถูกส่งกลับคืนสู่สกอตแลนด์ดังเดิมภายหลังพระราชพิธีเสร็จสิ้น

]]>
‘ถกเขมร’ ทัวร์บนแผ่นกระดาษผ่านเลนส์แว่นและปลายปากกาของ มรว.คึกฤทธิ์ กับคณะสยามรัฐ https://www.luehistory.com/%e0%b8%96%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a7-%e0%b8%84%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90/ Fri, 05 May 2023 21:52:54 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19166

ถกเขมร” เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยท่าน หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช และโดยการร่วมมือของผู้ทรงคุณวุฒิในหลาย ๆ ด้านที่โด่งดังในอดีต สามท่านได้แก่ คุณครู อบ ไชยวสุ คุณประยูร จรรยาวงศ์ คุณประหยัดศรี ซึ่งแต่ละท่านที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่มีความสามารถในด้าน การวาดภาพประกอบ ในด้านการเขียนบทความเชิงวิพากษ์สังคม วัฒนธรรม และ เศรษฐกิจการเมือง ฯลฯ

สำหรับหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช นั้น หากเราเคยอ่านหนังสือไม่ว่าจะเป็นนวนิยายนิยาย หรือ หนังสือเชิงประวัติศาสตร์ อาจจะเห็นชื่อของท่านค่อนข้างจะบ่อย เนื่องจากท่านเป็นนักเขียน “ฝีปากเอก” ที่สร้างผลงานสิ่งพิมพ์ไว้มากมาย ที่โด่งดังจนทุกคนรู้จักก็เช่น งานนวนิยาย คือ สี่แผ่นดิน ( เราอาจจะคุ้นหู เรื่องแม่พลอย ฯลฯ ) ที่ภายหลังได้ถูกนำไปทำเป็นละครทีวี ละครโทรทัศน์ จนเป็นที่รู้จัก และยังรวมทั้งงานเกี่ยวกับวรรณกรรมสามก๊ก เช่น โจโฉ นายกตลอดกาล , เบ้งเฮ็ก ผู้ถูกกลืนทั้งเป็น และงานประวัติศาสตร์เชิงสารคดีอีกหลาย ๆ งาน

นอกจากบทบาทการเป็นนักเขียนฝีปากเอกของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชแล้วนั้น ในทางการเมือง ท่านยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคการเมืองที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือ “พรรคก้าวหน้า” และต่อมาได้ยุบพรรคก้าวหน้า แล้วมาร่วมก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับ นาย ควง อภัยวงศ์ หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช และคณะ ฯลฯ

ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงงานเขียนของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยพุ่งเป้าไปที่หนังสือเรื่อง “ถกเขมร” เป็นหลัก

หนังสือ “ถกเขมร” เนื้อหาไม่เพียงแต่เป็นการเล่าเรื่อง กัมพูชา หรือเรียกอีกชื่อให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เขมร ในเชิงประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการเล่าถึงประสบการณ์ในการท่องเที่ยวและสถานที่ภูมิประเทศเชิงสารคดี สิ่งที่น่าสนใจต่าง ๆ ที่ได้พบเจอในประเทศกัมพูชา ของท่าน มรว.คึกฤทธิ์ และผู้ร่วมเดินทางอีก ๓ ท่าน ท่านมรว.คึกฤทธิ์ ก็ได้เล่าผ่านหนังสือเล่มนี้ทุกรายละเอียด เริ่มตั้งแต่การอภิปรายตกลงกันว่าจะไปท่องเที่ยว ณ ที่แห่งใด ในหนังสือเล่มนี้ได้เล่าเรื่องอย่างกับกำลังอ่านวนิยายอยู่ ( ท่านเล่าได้เห็นภาพเหมือนกับผู้อ่านได้ไปสัมผัสกับสถานที่จริงโดยตนเองมาก ๆ )

หลังจากที่ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไป ได้ความรู้ใหม่ ๆ และแง่คิดในหลาย ๆ เรื่องที่ไม่เคยรู้ในหลาย ๆ ประเด็น เช่น

พอท่านคึกฤทธิ์ได้เดินทางถึงประเทศกัมพูชา ก็ได้เล่าถึงการมองประวัติศาสตร์การสร้างนครวัด – นครธม ซึ่งเป็นโบราณสถานของประเทศกัมพูชามาเนิ่นนาน อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ และ ประเทศพื้นบ้าน ฯลฯ ของคนแต่ละกลุ่ม เช่น คนไทยบางกลุ่ม ( “ไทย” ในบริบทของคำนี้ในหนังสือ หมายถึงประชากรในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงกลุ่มชาติพันธ์ “ไท” แต่อย่างใด ) เชื่อว่าถูกสร้างโดย “พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์” ( อาจจะหมายถึง พระเจ้าสูรยวรมันที่ ๒ ที่สร้างนครวัด ก็ได้ ) คนกัมพูชาที่อาศัยตามที่ราบสูง มีป่ารกรัง เชื่อว่า “พระอินทร์” เป็นผู้เนรมิตรขึ้น หรือหากชาวกัมพูชากลุ่มที่ไม่เชื่อเรื่องอภินิหาร ปาฏิหาริย์ พวกนี้ ก็จะคิดว่าโบราณสถานเหล่านี้เกิดขึ้นมาเอง ( ซึ่งความเชื่อในสมัยนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เขียนมานานมากแล้ว ซึ่งที่ยกมาก็เพราะจะแสดงให้เห็นความคิดของกลุ่มคนยุคหนึ่ง ) และในหนังสือท่านก็ได้อธิบายลักษณะภูมิศาสตร์ของนครวัดแบบเบ็ดเตล็ด ไว้อย่างละเอียด

ในแง่ของภาษาศาสตร์ ท่านมรว.คึกฤทธิ์ ได้อธิบายไว้เป็นเกร็ดในหลายประเด็น เช่น ในเรื่องอักษรเขมรไม่มีวรรณยุกต์ เรื่องในกัมพูชาไม่มีนามสกุล แต่พอมีต่างชาติเข้ามา จึงมีความพยายามเอาชื่อบิดามาใช้แทน เพื่อให้ต่างชาติมองว่าเป็นนามสกุล

และประเด็นที่น่าสนใจในแง่ของภาษาศาสตร์ที่ได้กล่าวมาในหนังสือเล่มนี้คือเรื่องที่ ชาวกัมพูชา เชื่อว่าคำว่า “พรม” ( ไม่ใช่ “พรหม” ) แปลว่า ๔ พักตร์ ซึ่งใช้เรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ไหนก็ได้ที่มี ๔ พักตร์ ไม่จำเป็นที่จะเป็น พระพรหม หนึ่งในตีรมูรติ ความเชื่อของทางพรามหณ์ – ฮินดู อย่างเดียว ( ซึ่งข้อมูลนี้ก็ได้มาจากไกด์นำเที่ยวอีกที ไม่ใช่การอ้างลอย ๆ แต่อย่างใด )

อีกทั้ง ท่านมรว.คึกฤทธิ์ ได้อธิบายเรื่องของความเชื่อในการสร้างนครวัด – นครธม ว่าการสร้างนครวัดสร้างเพื่อคนตาย ส่วนนครธมสร้างเพื่อคนเป็น ที่มีความเชื่อว่า นครวัดสร้างเพื่อคนตายนั้น เป็นเพราะเนื่องจาก นครวัดถูกสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมศพพระเจ้าสูรวรมันที่ ๒ ( สร้างก่อนจะสวรรคต ซึ่งท่านอธิบายว่า การสร้างปราสาทนั้นเริ่มต้นเมื่อเริ่มรัชกาล หากพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันสวรรคตแล้ว หากปราสาทยังไม่เสร็จ การสร้างก็หยุดชะงักทันที เพราะช่างต้องไปสร้างให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อไป ) ซึ่งท่านสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นประเพณีที่สร้างขึ้นเนื่องในความเชื่อในเรื่องของเทวราช ที่เชื่อกันว่า พระมหากษัตริย์ หรือ พระเจ้าแผ่นดิน เป็นอีกอวตารของ พระนารายณ์ หรือ พระวิษณุ พอสวรรคตแล้วก็จะไปเป็นเทพบนสวรรค์ โดยความเชื่อนี้มีหลักฐานในภาพสลักผนังระเบียงเป็นรูป พระเจ้าสูรยวรมันที่ ๒ มีการจารึกว่า “บรมวิษณุโลก” ในเรื่องนี้ไกด์นำเที่ยวของมรว.คึกฤทธิ์ยังได้พูดถึงว่ากองทัพที่ปรากฏในผนังระเบียงหลาย ๆ ทัพนั้นคือ กองทัพพันธมิตรหรือเคลือญาติของพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๒

ท่านอธิบายไปถึงแม้แต่เรื่องของหินที่นำมาสร้างนครวัด ว่า สกัดมาจาก “เขาพนมกุเลน” ที่แปลว่าภูเขาลินจี่ หรือ ภูเขาคอแลน

นครธมนั้นท่านมรว.คึกฤทธิ์ กล่าวว่าการสร้างแตกต่างจากนครวัด เพราะ บางส่วนเป็นการสลักรูปเนื้อเรื่องที่อยู่ในวรรณกรรมเรื่องมหาภารตะ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนครธม การทำอาหาร การละเล่น การทำสงคราม ของประชากรในสมัยนั้น ฯลฯ

ในนครธมมีสถาปัตยกรรมมากมาย เช่น พระราชวัง เทพประนมที่มีทั้งยอดปรางค์หลายยอดปรางค์ ( ปรางค์ที่เราอาจคุ้นตา คือที่มีรูปเทพ ๔ พักตร์ตั้งอยู่บนยอดปรางค์ ) ท่านเล่าว่า นครธมตอนแรกอาจถูกสร้างขึ้นเป็นเทวสถาน แต่ภายหลังอาจมีพระมหากษัตริย์ที่นับถือเลื่อมใส เปลี่ยนแปลงนครธมเป็น พุทธสถาน แต่ต่อมาพราหมณ์ก็เข้ามามีอำนาจและมีร่องรอยความไม่ลงตัวของการนับถือศาสนา จนมีการทำลายรูปปั้นหรือ สัญลักษณ์ของทางศาสนาที่ตนกำลังขัดแย้งอยู่

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดหลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจในหนังสือที่ท่านกล่าวถึง เช่นเรื่องความขัดแย้งของฝ่ายรัฐบาลฝรั่งเศส หรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่อ “เขมรอิสระ” รวมไปถึงวิถีชีวิตของชาวกัมพูชาในหลาย ๆ เรื่องอีกด้วย

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอย้ำอีกรอบว่า การอ่านข้อมูลในแต่ละเรื่องควรมีวิจารณญาณ วิเคราะห์ข้อมูล อย่าเชื่อเสียทั้งหมด เนื่องจากบางเรื่องในสมัยนั้นถ้าเทียบกับสมัยนี้อาจมีหลาย ๆ อย่างที่เปลี่ยนไป การจะไปตัดสินว่า ข้อมูลนั้นผิด ข้อมูลนั้นถูก โดยไม่มองบริบททางสังคมของในยุคนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควร

และประวัติศาสตร์นั้นไม่มีผิดไม่มีถูก หากข้อสันนิษฐานการวิเคราะห์เหล่านั้นมีหลักฐานอ้างอิงรองรับ

อ้างอิง :

[1] ถกเขมร , หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช , สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ 2566
[2] wiki.kpi.ac.th , สถาบันพระปกเกล้า , คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เรียบเรียง : ดร.บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ , สืบค้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ 2566

]]>
‘ศิลาจารึกคือเสียงที่เปล่งจากยุคสุโขทัย หาได้ถูกทำขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 4’ เปิดถ้อยวิเคราะห์จากนักวิชาการ โต้วาทกรรมนักประวัติศาสตร์ผิวเผิน https://www.luehistory.com/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%82%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4/ Tue, 02 May 2023 21:50:41 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19158

นับเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่ถกเถียงกันมานานว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือที่เรียกกันว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงนั้น เป็นของจริงที่ทำขึ้นในสมัยโบราณหรือของใหม่ที่ทำขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4 แม้วิชาการกระแสหลักจะยอมรับกันว่าศิลาจารึกนี้เป็น ‘ของจริง’ หากไม่นานมานี้ ประวัติศาสตร์กระแสรองได้เริ่มเข้ามาช่วงชิงความหมายและครองอำนาจนำเหนือประวัติศาสตร์ทางการทีละเล็กละน้อย อันเป็นผลมาจากการนำเสนอแง่มุมประวัติศาสตร์ทางเลือกแบบใหม่ ทำให้น่าตื่นตาด้วยข้อเสนอที่แหวกแนวและพิสดาร การขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ทางเลือกนี้ ทำให้ในช่วงหลังวาทกรรมที่ว่า ‘ศิลาจารึกพ่อขุนรามเป็นของปลอม/ทำขึ้นใหม่’ เกือบจะกลายเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักนอกมหาวิทยาลัยไปเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ควรต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า บทการวิเคราะห์ว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ เป็นของใหม่ที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น ไม่ได้รับการยอมรับในวิชาการกระแสหลักทั้งในหมู่นักวิชาการไทยและนักวิชาการตะวันตกที่เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ไทย นักวิชาการมองว่างานเขียนในรูปแบบประวัติศาสตร์ทางเลือกเหล่านี้ ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่จะศึกษาประวัติศาสตร์แบบผิวเผิน วิธีวิทยาหรือขั้นตอนในการเข้าถึงและพิสูจน์หลักฐานและสมมติฐานนั้นหาได้เป็นไปอย่างที่ถูกต้องตามหลักวิชา การเริ่มต้นวางโครงเรื่อง (plotting) ว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ ค้นพบโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้นำไปสู่การทึกทักอย่างเป็นตุเป็นตะว่าเป็นการค้นพบที่ออกจะ ‘บังเอิญเกินไป’ จนนำไปสู่การขยายความว่าเป็นของใหม่ที่รัชกาลที่ 4 ทรงให้ทำขึ้นเพื่อแสดงให้ชาติตะวันตกเห็นว่าสยาม/ไทยมีประวัติศาสตร์สืบเนื่องมายาวนานจนละความพยายามที่จะไม่เอาสยามเป็นเมืองขึ้น คำอธิบายแบบนี้แม้ว่าจะฟังดูสนุก หากแต่บริบทอื่น ๆ เช่น การวิเคราะห์ตัวข้อความ (text) ตรรกะ(logic) รวมไปจนถึงข้อมูลประวัติศาสตร์ที่สอดรับอื่น ๆ กลับไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบตามแบบแผนให้ผู้อ่านนำไปชั่งนำหนักก่อนเลือกที่จะเชื่อแต่อย่างใด

ตามประวัติศาสตร์แล้ว นักวิชาการต่างประเทศคนแรก ๆ ที่ได้ทำการศึกษาศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ อย่างเป็นจริงเป็นจังคนหนึ่งได้แก่ ยอช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ซึ่งเขาได้ชำระและจัดพิมพ์เนื้อหาว่าด้วยศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ นี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2467 โดยได้อธิบายถึงประวัติที่มาและการอ่านคำจารึกอย่างละเอียด [1] จึงไม่แปลกใจว่าในทัศนะของเซเดส์แล้ว ศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ ย่อมเป็นของจริงอย่างแน่นอน เซเดส์ยังกล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทวิเคราะห์ของเขาด้วยว่า ผู้แต่งศิลาจารึกนี้เห็นจะเปนพ่อขุนรามคำแหงทรงแต่งเอง ถ้ามิฉนั้น ก็คงตรัสสั่งให้แต่งขึ้นแลจารึกไว้ [2]

แม้ว่าเซเดส์จะกล่าวไว้ชัดเจนเช่นนี้แล้ว นักวิชาการชาวไทยยุคหลังบางท่านก็โจมตีว่าทัศนะของเซเดส์ นั้นเก่าแก่คร่ำครึไม่สมแก่เวลา มีเหตุต้องลบล้างคำวินิจฉัยนี้ไปเพราะค้นพบหลักฐาน/ข้อเสนอที่ใหม่กว่า เช่น ทฤษฎีที่ว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ เป็นของทำขึ้นใหม่ช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นวาทกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2531 [3]

อย่างไรก็ดี David K. Wyatt หรือ เดวิด เค. ไวแอต นักวิชาการชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ไวแอตได้โจมตีทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าวอย่างรุนแรงและเผ็ดร้อนว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงได้ถูกโจมตีจากบรรดาผู้ที่มิใช่ผู้เชี่ยวชาญ (nonexperts) ว่าเป็นของที่ถูกทำขึ้นใหม่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19  และในสายตาของไวแอต นักวิชาการที่จะทำการวิเคราะห์กล่าวหาว่าหลักฐานชิ้นนี้เป็นของปลอมได้ จำเป็นจะต้องอาศัยทักษะความชำนาญ (skills) ด้านภาษาศาสตร์อย่างมาก (ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก) ดังเหตุนี้ ในสายตาของเขาแล้ว ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงจึงย่อมได้รับการยอมรับว่าเป็นของแท้ (genuine) [4]

ยิ่งกว่านั้น ในบทความที่เขียนขึ้นในประเด็นนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อยืนยันว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่าเป็นของแท้ (Contextual arguments for the authenticity of the Ramkhamhaeng Inscription) ไวแอตได้ไปไกลยิ่งกว่าการอ้างนักภาษาศาสตร์ในการวิเคราะห์ตัวคำศัพท์หรือเรื่องของธรรมเนียมในการสร้างหลักศิลาจารึกหรือการตรวจหาอายุของหลักฐาน กล่าวคือเขาได้สำรวจตรวจสอบและเทียบเคียงเนื้อหาและบริบทที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักดังกล่าว จนได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือว่าสำนวนและหลักตรรกะที่ปรากฏในศิลาจารึกนี้มีกลิ่นอายของภูมิรู้ยุคกลาง (หรือที่ตรงกับสุโขทัยของไทยเรา) อย่างมิพักต้องสงสัย และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่สำนวนและตรรกะเหล่านี้จะปรากฏในยุคสมัยใหม่ ไวแอตจึงมีข้อสรุปหนักแน่นว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ จึงเป็นเสียงที่เปล่งมาจากยุคสุโขทัย (ยุคกลาง) มิใช่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ (คริสต์วรรษที่ 19) อย่างแน่นอน [5]

สำหรับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญชาวไทย หากงดไม่กล่าวถึงประเสริฐ ณ นคร ซึ่งเป็นปราชญ์ผู้ชำนาญด้านการอ่านภาษาโบราณรวมถึงประวัติศาสตร์ชนิดหาตัวจับได้ยากย่อมจะเป็นการประหยัดพื้นที่อธิบายไปได้มาก เพราะทัศนะของอาจารย์ประเสริฐนี้ ผู้เขียนเห็นว่าผู้ที่ติดตามในประเด็นศิลาจารึกพ่อขุนรามฯ เป็นของแท้หรือไม่คงจะคุ้นชินกับคำวินิจฉัยของอาจารย์ประเสริฐอยู่แล้วในแง่ที่ว่า ท่านก็เป็นนักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญอีกคนที่ยืนยันหนักแน่นว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นของแท้ถึงยุคสมัยอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอนำความเห็นของนักวิชาการชาวไทยอีกท่านหนึ่งมานำเสนอ และที่สำคัญนักวิชาการท่านนี้เพิ่งจะเสียชีวิตอย่างสงบไปเมื่อมินานนี้ (13 ตุลาคม 2565) นั่นก็คือวินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. แห่งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) วินัยก็เช่นเดียวกับไวแอตและประเสริฐซึ่งเป็นนักวิชาการร่วมสมัย ได้ยืนยันหนักแน่นว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นของแท้ที่ทำขึ้นในสมัยสุโขทัย มิใช่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยิ่งกว่านั้น เขายังได้ ‘ร่ายยาว’ ถึงปัญหาที่คนไทยส่วนมากมักหลงเชื่อคำกล่าวอ้างของผู้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึก ดังประโยคที่ว่า

ปัญหาใหญ่สำหรับประเด็นนี้ คือ คนไทยมักได้ฟังหรือชอบฟังเรื่องราวเกี่ยวกับจารึกหลักที่ 1 จากนักวิชาการที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึกโดยตรงผ่านสื่อมวลชนซึ่งต้องการขายข่าวและความตื่นเต้น นักวิชาการบางคนที่ออกมาให้ความเห็นทางโทรทัศน์พยายามโหนกระแส หรืออยากให้ราคาแก่ตนเอง ทั้งที่อาจจะอ่านจารึกนี้ไม่เข้าใจนักและไม่มีความรู้ในสิ่งที่พูดถึงแต่อย่างใด ประเด็นที่น่าพิจารณาก็คือ สังคมไทยเป็นสังคมข่าวสารแบบทุติยภูมิหรือตติยนิยม พอใจฟังในสิ่งที่ เขาเล่าว่า’… [6]

นี่คือเสียงที่สะท้อนออกมาจากนักวิชาการที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะมาตลอดชั่วชีวิต วินัยเองก็เหมือนกับประเสริฐและอีกหลาย ๆ คนที่พยายามนำข้อเท็จจริงจากหลักฐานมาตีแผ่ให้ศึกษากันแต่กลับถูกเบียดบังจากวิชาการนอกกระแส จากน้ำเสียงที่อัดอั้นตันใจข้างต้นนี้ คงไม่ยากเกินเดาเลยว่าประวัติศาสตร์กระแสทางเลือกที่มักวิเคราะห์ข้อมูลอย่างฉาบฉวยและเน้นความตื่นเต้นต่าง ๆ นั้น ได้ครอบงำสังคมไทยในเวลานี้อย่างไร

และสำหรับกรณีที่กล่าวว่านักวิชาการผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญจารึก จะเป็นใครได้บ้างนั้น ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านคงนึกหน้าออกอยู่รอมร่อหรือมีชื่อในใจแล้วเป็นแน่ !

อ้างอิง :

[1] ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 1. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ). หน้า 6-62.
[2] ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 1. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ). หน้า 51.
[3] ‘ดราม่าศิลาจารึก’ การรื้อสร้างประวัติศาสตร์ด้วย ‘อคติ’ บทเรียนแห่งความสะเพร่าและละเลย ที่ลงเอยด้วยการรื้อตัวเอง
[4] David K. Wyatt. Thailand : A short history (Chiang Mai : Silkworm Books) 2003. Pp. 43.
[5] David K. Wyatt. Studies in Thai history. (Chiang Mai : Silkworm Books) 1994. Pp. 48-58.
[6] วินัย พงศ์ศรีเพียร. สุโขทัยคดี (ฉบับเชลยศักดิ์) เล่ม 1. เอกสารวิชาการประกอบบรรยายพิเศษเรื่อง ‘สุโขทัยคดี : ประวัติศาสตร์ จารึกศึกษา และนิรุกติประวัติ’ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2563 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). หน้า 150-151.

]]>
‘ปาตานีจัดการตนเอง’ นโยบายสร้างความแตกแยก ที่แฝงเร้นในการเลือกตั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ https://www.luehistory.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%9d%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-3-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89/ Wed, 26 Apr 2023 21:53:07 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19143

โดย พ.ต.ท.หลวงอนุมานขจัดเภทภัย

นับเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองเป็นอย่างมาก ที่การหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เกิดตัวแสดงที่เป็นพรรคการเมืองพรรคใหม่เข้ามาลงสนามการเลือกตั้ง จากเดิมที่พื้นที่แห่งนี้มักมีเพียงพรรคใหญ่ ๆ  2-3 พรรคเท่านั้นที่เคลื่อนไหวหาเสียงกันอย่างคึกคัก ซึ่งในอดีตนั้นนโยบายของพรรคเหล่านี้ก็หาได้มีความแตกต่างหรือโดดเด่นไปจากที่หาเสียงในส่วนอื่น ๆ ของประเทศแต่อย่างใด นโยบายที่พอจะแตกต่างบ้างนั้นเป็นนโยบายย่อยส่วนตัวของผู้สมัคร ส.ส. ในเขตนั้นเท่านั้น

หากแต่เมื่อเกิดพรรคที่มุ่งหาเสียงเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ขึ้นมาแล้วพรรคหนึ่ง (แม้ก่อนหน้านี้หลายสิบปีก่อนจะเคยมีพรรคในลักษณะนี้เกิดขึ้น แต่ไม่ได้มีความโดดเด่นในทางนโยบาย) หลังจากนั้น ทั้งพรรคใหญ่พรรคเล็กอื่น ๆ ก็เอาอย่างตาม คือเริ่มออกแบบ ‘นโยบายพิเศษเฉพาะท้องที่พิเศษ’ เพื่อมุ่งชนะคะแนนเสียงจากประชาชนในพื้นที่จากจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส โดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยนับถืออิสลาม (มุสลิม) เช่นที่เราเคยเห็นในสนามการเลือกตั้งทั่วประเทศในปี 2562

การเกิดขึ้นของพรรคเฉพาะในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเร็ววันนี้ (2566) พร้อมด้วย นโยบายพิเศษเฉพาะท้องที่พิเศษ แท้จริงแล้วไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด เพราะถึงแม้ว่าพรรคการเมืองที่ดี ตามหลักทฤษฎีควรต้องสะท้อนความเป็นกลุ่มผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ มิใช่เพียงแค่กลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่รัฐธรรมนูญไทยก็ไม่ได้มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้มีพรรคเฉพาะ กับ นโยบายพิเศษเฉพาะท้องที่พิเศษ’ จึงกล่าวได้ว่า ประเทศไทยมีเสรีภาพพอสมควรในการยอมรับให้มีทั้ง ‘พรรคและนโยบายพื้นที่พิเศษ’ ขัดกับการเลือกตั้งของอังกฤษ อเมริกา หรือประเทศอื่น ๆ ที่มักจะมีแค่ 2 พรรคใหญ่ในทำนองพรรคอนุรักษ์นิยมกับพรรคเสรีนิยมขับเคี่ยวกันเท่านั้น ถึงกระนั้น การอนุญาตให้มีพรรคเล็ก ๆ ในระบบการเมืองไทยนี้ ย่อมแสดงว่าไม่ได้มีการปิดกั้นหรือผูกขาดการเลือกตั้งไว้กับพรรคการเมืองที่มีขนาดใหญ่แต่อย่างใด

แต่กระนั้น ก็ต้องไม่ลืมว่าต่อให้มี ‘พรรคเฉพาะ’ กับ ‘นโยบายพิเศษเฉพาะท้องที่พิเศษ’ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหากชนะเลือกตั้งแล้วจะสามารถทำอะไรตามใจนึกได้ เพราะต้องพึงสังวรว่าประเทศไทยเป็นของประชาชนคนไทยทุกคน เราทุกคนมีสิทธิเสมอภาคเสมอกันทั่วทั้งราชอาณาจักร การให้สิทธิพิเศษเหนือพื้นที่พิเศษจึงเท่ากับเป็นสร้างความไม่เสมอภาคกันในรัฐธรรมนูญ เป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ ไม่มีประชาชนคนไหนสามารถอ้างว่าตนมีสิทธิพิเศษเหนือกว่าบุคคลอื่นผ่านการอ้างสิทธิเพื่อกีดกันคนอื่นออกไปจากพื้นที่เหล่านี้ อาทิ การอ้างถึง ดินแดนของเรา’ ‘พื้นที่เฉพาะของชาติพันธุ์เราคำอ้างนี้เอามาใช้หาเสียงย่อมไม่ได้ หากมีการหาเสียงเช่นนี้จากพรรคใดก็ตาม ขอให้พึงจับตาและรายงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วยจักเป็นพระคุณแก่ชาติบ้านเมืองยิ่ง

เมื่อกลับมาวิเคราะห์ตัวนโยบายหาเสียงในครั้งนี้ ไม่มีนโยบายใดน่าจับตามองไปกว่าพรรคหนึ่งที่ชูนโยบายสุดโต่งว่า ‘ปาตานีจัดการตนเอง’ ซึ่งแม้พรรคต้นคิดจะสมอ้างว่าหมายถึงการกระจายอำนาจเพื่อจัดการตนเองแบบการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและไม่ได้หมายถึงเพียงแต่พื้นที่ 3 จังหวัดเท่านั้น กระนั้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นการอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมว่า เหตุใดจังหวัดชายแดนจะต้อง ‘จัดการตนเอง’ ทั้ง ๆ ที่หากมองตามหลักความมั่นคงแล้ว พื้นที่ชายแดนไม่ว่าประเทศไหนก็มีลักษณะเสี่ยงต่อปัญหาภัยคุกคามความมั่นคงจากประเทศเพื่อนบ้านแทบทั้งสิ้น

และหากตัดประเด็นความมั่นคงออกไป มาเป็นปัญหาการจัดการเศรษฐกิจข้อนี้รัฐบาลก่อน ๆ เขาก็ทำกันมาร่วมกับหน่วยงานรัฐหลายส่วน ลำพังตัวจังหวัดในฐานะตัวแสดงเดียวไม่สามารถบริหารจัดการเศรษฐกิจชายแดนในภาพรวมได้อย่างแน่นอน ดังนั้น การวางแผนและแจกแจงเรื่องจังหวัดจัดการตนเองของพรรคนี้จะต้องมีลักษณะเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ เพราะต่อให้ตัวผู้สมัคร ส.ส. พรรคนี้ชนะการเลือกตั้งในเขตนั้น ก็ใช่ว่าจะชนะทั้งจังหวัด (1 จังหวัดมีเขตการเลือกตั้งหลายเขต) และสมมติว่ามีการชนะทั่วทุกเขตจากทั้งจังหวัดจริง นโยบายจัดการตนเองนี้ก็ยังไม่สามารถจัดทำได้ เพราะต้องไปตรากฎหมายให้อำนาจจังหวัดจัดการตนเองดังกล่าวผ่านรัฐสภาก่อน ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นการทำไปในบนหลักการที่ว่า ‘ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะได้คุ้มเสียหรือไม่’ ท่านสมาชิกสภาจำนวนมากก็คงคิดเห็นว่าประชาชนคนไทยส่วนมากไม่น่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายจังหวัดจัดการตนเองอย่างแน่นอน เพราะไม่ทราบแน่ว่าจะเป็นเพียงการตัดเอาอำนาจของมหาดไทย ไปให้แค่ตระกูลการเมืองตระกูลหนึ่งในจังหวัดเหล่านั้นหรือไม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ระบบการเมืองไทยเราจะเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่ ระบบ ส.ส. เขตดึงงบพิเศษซึ่งควรจะเป็นของคนไทยทุกคนไปละลายในจังหวัดย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน นอกเสียจากว่าจะเกิดหลักประกันแน่แล้วว่า ถ้าเป็นจังหวัดจัดการตนเอง ย่อมใช้แต่เพียงงบประมาณที่จัดเก็บเองในจังหวัดมาดำเนินการภายในส่วนราชการจังหวัด สำหรับตัวข้าพเจ้าเห็นเพียงแต่จังหวัดใหญ่ ๆ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้นที่สามารถทำสิ่งนี้ได้ เช่น เชียงใหม่ สงขลา ภูเก็ต และจังหวัดภาคตะวันออกแค่ 1-2 จังหวัดเท่านั้นที่พอจะมีศักยภาพได้ นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังไม่เห็นความเป็นไปได้ใด ๆ เลย เว้นแต่ฝันกลางวันของนักการเมืองผู้คิดนโยบายเท่านั้น

ส่วนการที่พรรคเดียวกันนี้ (แท้จริงมีอีกอย่างน้อย 2 พรรค รวมเป็น 3 ที่หาเสียงโดยใช้คำว่า ‘ปาตานี’ ) ออกมาสำแดงความโกรธเกรี้ยวกับการที่ภาครัฐไม่ยินยอมให้ใช้คำว่า ‘ปาตานี’ ในการหาเสียง ในข้อนี้ข้าพเจ้าเห็นด้วยและเข้าอกเข้าใจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างมาก เหตุเพราะเป็นที่ทราบแน่แล้วว่า ‘ปาตานี’ เป็นคำใหม่ที่ไม่เคยมีอยู่จริง ถามคนเก่า ๆ ในพื้นที่ก็ไม่มีใครรู้จัก (เว้นเสียจะเป็นพวกชาตินิยมหรือแนวร่วมขบวนการฯ) และปัจจุบัน ‘ปาตานี’ ถูกยอมรับกันว่าเป็นคำทางการเมืองที่ถูกใช้โดยขบวนการแบ่งแยกดินแดน (BRN) การที่พรรคการเมืองใดใช้คำนี้ ทำให้อดนึกไม่ได้ว่าเหตุใดทั้งประชาชนส่วนใหญ่และเจ้าหน้าที่ จึงพร้อมใจเห็นว่าการที่พรรคการเมืองใดใช้คำนี้มาหาเสียงเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพุทธส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่ยอมรับว่าตนเป็น ‘คนปาตานี’ อย่างแน่นอน พวกเขาคือคนไทย และภายใต้มุมมองเดียวกันนี้ ไม่ว่าคน 3 จังหวัดคนใด จะนับถือศาสนาอะไร เชื้อชาติอะไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาอยู่ภายใต้ระบบการเมืองของไทยเหมือนกันหมด การแบ่งแยกให้ประชาชนเป็นอื่น (alienation) เป็นการกระทำที่ขัดหลักการประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้ ‘นโยบายพิเศษเฉพาะท้องที่พิเศษ’ ในลักษณะการเน้นชาติพันธุ์หนึ่งใดให้มีคุณลักษณะพิเศษจนสมาทานตนได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ นี่เป็นสิ่งที่การเมืองแห่งอัตลักษณ์ (Identity politics) กำลังทำงานอยู่ การหาเสียงเช่นนี้เป็นการสร้างความแตกแยกให้แก่สังคม เพราะท้ายที่สุดแล้วอัตลักษณ์ไม่ว่าจะอัตลักษณ์แห่งชาติหรือท้องถิ่น ก็ย่อมมีการเมืองเป็นของตนเองอย่างเลี่ยงไม่ได้

การทำให้การเมืองแห่งอัตลักษณ์เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในการหาเสียงนั้นเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ดังที่เคยเกิดขึ้นในประเทศแถบแอฟริกา เพราะเมื่อชาติพันธุ์ใดที่มีจำนวนมากกว่าเอาชนะการเลือกตั้ง ก็มักออกนโยบายที่กดทับชาติพันธุ์อื่น ๆ ประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงเครื่องมือของผู้ที่มีประชากรมากกว่าเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่ยุติธรรมหากเราเชื่อว่าทุกคนเสมอกันภายใต้รัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุนี้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ข้าพเจ้า พ.ต.ท.หลวงอนุมานขจัดเภทภัย ขอต่อต้านนโยบายที่ชูคำว่า ‘ปาตานี’ อย่างถึงที่สุด และขอฝากกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในการช่วยงดการใช้คำ ๆ นี้ในทุก ๆ กรณี

]]>
เคลียร์ชัดๆ ‘พระบรมมหาราชวัง’ และ ‘วัดพระแก้ว’ เป็นโบราณสถานและสมบัติประจำชาติมาโดยตลอด https://www.luehistory.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%86-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94/ Tue, 25 Apr 2023 22:35:14 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19132

เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียคนหนึ่งได้ค้นดูการขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากรแล้วพบว่าไม่มีรายชื่อของ “พระบรมมหาราชวัง” ก็เลยทึกทักเอาเองว่าพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วไม่ได้เป็นโบราณสถาน และมีการชี้นำจากชาวโซเชียลคนอื่นๆ ด้วยว่า พระบรมมหาราชวังไม่ได้เป็นสมบัติประจำชาติ

ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่ “ไม่ถูกต้อง”

ส่วนข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นอย่างไรนั้น ฤๅ ขออธิบายทำความเข้าใจเป็นข้อๆ ดังนี้

  1. พระบรมมหาราชวังเป็นโบราณสถานหรือไม่

พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ได้นิยามความหมายของ “โบราณสถาน” ไว้ว่า โบราณสถาน หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุ หรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ในทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย

จะเห็นได้ว่าความเป็นโบราณสถาน ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ไม่ได้อยู่ที่การขึ้นทะเบียน เพราะนิยามตามมาตรา 4 ได้วางหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเอาไว้ เพียงแค่เงื่อนไขครบ ก็มีสถานะเป็นโบราณสถานตามกฎหมายฉบับนี้แล้ว

เพียงแต่ความหมายของการที่กฎหมายได้กำหนดเรื่องของการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน หรือโบราณวัตถุ เอาไว้นั้น ก็เพื่อเป็นการก่อตั้งสิทธิ์ ให้กรมศิลปากรมีอำนาจหน้าที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือหรือเข้าไปควบคุมดูแลได้อย่างเต็มที่ และเพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ การกำหนดบทลงโทษต่อผู้ไม่ให้ความร่วมมือ จึงต้องมีการวางหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ของกรมศิลปากรอย่างชัดเจน

พระบรมมหาราชวัง ไม่เพียงเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ ในขณะเดียวกันในอีกบริบทหนึ่งพระบรมมหาราชวังยังเป็นพระราชฐานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ หรือพูดกันแบบภาษาชาวบ้านๆ ก็คือ “บ้าน” ของพระมหากษัตริย์นั่นแหละ และเป็นบ้านที่พระมหากษัตริย์และบูรพมหากษัตริย์ ริเริ่มบุกเบิกสร้างเอาไว้อยู่อาศัย และอยู่อาศัยกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด จากรุ่นสู่รุ่น

การขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากร จึงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความเป็นโบราณสถาน เพราะว่าการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเป็นการก่อสิทธิ์ตาม พรบ.โบราณสถานเท่านั้น ส่วนความเป็นโบราณสถานนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ พรบ.โบราณสถานฯ ได้นิยามเอาไว้

  1. พระบรมมหาราชวัง เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่

คำว่า “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน” ตามหลักกฎหมายแล้ว หมายถึง “ทรัพย์สินของแผ่นดิน” ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งได้มีการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

  1. ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดิน
  2. ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่าที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ
  3. ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อมและโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

จะเห็นได้ว่า พระบรมมหาราชวัง ไม่ใช่ “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 เพราะว่า พระบรมมหาราชวัง มีสถานะทางทรัพย์สินตาม พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 ซึ่งมาตรา 4 วรรคสาม บัญญัติว่า “ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หมายความว่า “ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์” ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า พระราชวัง” ดังนั้น พระบรมมหาราชวังจึงเป็น “ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์”

สถานะของพระบรมมหาราชวังจึงเป็น “ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน” ในความหมายของการเป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับ “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน

ความหมายของ “เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ” หมายถึงการใดๆ อันเกี่ยวกับพระสถานะของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นเพียงการครอบครองเพื่ออยู่อาศัยก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะแล้ว เพราะว่าพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขของชาติ

—-

พระบรมมหาราชวัง เป็นสมบัติประจำชาติมาโดยตลอด เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของชาติ และโดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตามเหตุผลในทางประวัติศาสตร์ พระบรมมหาราชวังถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ที่ประทับส่วนพระองค์ พระบรมมหาราชวังจึงเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์มาแต่เริ่มแรก แม้กระทั่งในสมัย ร.5 มีการแบ่งแยกเรื่องส่วนพระองค์ออกจากราชการแผ่นดิน ได้มีการให้หน่วยงานต่างๆ ออกมาตั้งสำนักงานเป็นเอกเทศภายนอกพระบรมมหาราชวัง

องค์พระมหากษัตริย์ ในฐานะทางเอกชนย่อมทรงครอบครองพระบรมมหาราชวังในฐานะพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เหมือนๆ กับบุคคลทั่วไป ที่ยังอาจมีกรรมสิทธิ์ในการครอบครองทรัพย์สินได้ ในขณะเดียวกันพระมหากษัตริย์ ในฐานะทางมหาชน ตำแหน่งพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขของรัฐ สถานะของพระมหากษัตริย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชาติอยู่แล้ว แม้ในบริบทหนึ่งพระบรมมหาราชวังจะเป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ในลักษณะของพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่ขณะเดียวกันจากความเป็นประมุขแห่งรัฐ พระบรมมหาราชวังจึงเป็นสมบัติประจำชาติด้วย

ก็ขนาดคนธรรมดายังสามารถที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้ หรือไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ก็อาจจะสามารถครอบครองปรปักษ์จนสวมเข้าไปมีกรรมสิทธิ์ได้เลย ดังนั้นพระบรมมหาราชวังที่บูรพกษัตริย์ตั้งแต่ยุคปฐมกษัตริย์จวบจนในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งได้ทรงริเริ่มพระวรกายและพระราชทรัพย์รังสรรค์ขึ้นมาเกือบ 300 กว่าปีมานี้ จะไม่ทรงมีกรรมสิทธิ์บ้างเลยได้อย่างไร ในเมื่อความเป็นพระมหากษัตริย์สืบทอดตามหลักสายโลหิต สืบราชสมบัติจากรุ่นสู่รุ่น

สาระสำคัญของ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ คือ การเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จากรูปแบบ Trust มาเป็นรูปแบบของการจัดการแบบ Private Fund เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่เดิมมักมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต ยกตัวอย่างเช่น ล่าสุดกรณีโครงการพัฒนาที่ดินย่านเพลินจิต ที่ผู้บริหารสำนักงานทรัพย์สินฯ ถูกศาลตัดสินโทษ เพราะรับสินบนจาก นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ 20 ล้านบาท(คดีหมายเลขแดงที่ อท 228/2562)

พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์สินแต่อย่างใด จริงอยู่ว่าแต่เดิมมีการจัดประเภทของทรัพย์สิน ไว้ 3 ประเภท คือ

  1. ทรัพย์สินส่วนพระองค์
  2. ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
  3. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ทว่าแท้จริงแล้วตามกฎหมายเดิม ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กับ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ต่างก็เป็นทรัพย์สินที่มีสถานะเหมือนกัน ต่างกันแค่ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่ถือครองเพื่อการใช้ประโยชน์หรือใช้สอยเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีลักษณะเป็นทรัพย์สินที่มีการดำเนินการในเชิงธุรกิจ เป็นต้นว่าเป็นที่ดินสำหรับให้เช่า หรือเป็นทรัพย์สินที่ลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจ

และการนิยามทรัพย์สิน 2 ประเภทนี้แตกต่างกัน จึงทำให้มีการจัดโครงสร้างการดูแลที่แตกต่างกัน โดยทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง และส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

แต่ทั้งนี้ทรัพย์สินทั้งสองประเภท บางอย่างก็มีลักษณะที่ทับซ้อนกัน ตัวอย่างเช่น ทรัพย์สินบางอย่างที่อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังภายใต้หน่วยงานสำนักงานพระคลังข้างที่ ซึ่งมีทรัพย์สินที่ต้องบริหารจัดการ เช่น ที่ดินริมถนนราชดำริของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เป็นต้น กรณีอย่างนี้ทำให้สำนักพระราชวังซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเพียงไม่กี่พันล้านบาทกลับต้องมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารทรัพย์สินเชิงธุรกิจมูลค่าหลายหมื่นล้าน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็ต้องมีการรับความสนับสนุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาช่วยดูแลอยู่ดี ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปด้วยความซับซ้อน

พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 จึงได้ออกแบบให้ทรัพย์สินแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ทรัพย์สินในพระองค์ กับทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ โดยที่นิยามง่ายๆ คือ อะไรก็ตามที่ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้นเป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ทั้งหมด ซึ่งโดยหลักการแล้วสำนักพระราชวังคงยังเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลพระราชทรัพย์ต่างๆ เป็นต้นว่า พระราชวัง เครื่องราชูปโภคต่างๆ ส่วนทรัพย์สินในเชิงพาณิชย์ ก็เป็นหน้าที่ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้เป็นไปเพื่อความคล่องตัว และการกำกับดูแลที่มีความชัดเจนขึ้น เพื่อให้พระราชทรัพย์ของพระราชวงศ์ได้อยู่ในพระเนตรพระกรรณของในหลวงอย่างใกล้ชิด เป็นการป้องกันไม่ให้บุคคลบางจำพวกฉวยโอกาสเข้ามาทุจริตอย่างที่แล้วมา

อ้างอิง :

[1] พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479
[2] พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2484
[3] พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2491
[4] พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2560
[5] พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2561
[6] พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504
[7] คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขแดงที่ อท 228/2562

]]>
ANZAC Day วันทหารผ่านศึกออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ประวัติศาสตร์กองทัพที่เริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้ย่อยยับ แต่ได้รับการสดุดีอย่างยิ่งใหญ่ https://www.luehistory.com/anzac-day-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c/ Mon, 24 Apr 2023 21:53:34 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19110

บทความโดย กุญชร เชี่ยววารี

ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ทุก ๆ วันที่ 25 เมษายน คือวันแอนแซกเดย์ (ANZAC Day) โดยคำ ANZAC ย่อมาจากคำ Australian and New Zealand Army Corps หรือกองพลผสมออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ วันแอนแซก จัดว่าเป็นวันระลึกถึงทหารผ่านศึกของออสเตรเลียนิวซีแลนด์

ในวันนี้ ถือเป็นวันหยุดราชการของประเทศทั้ง 2 เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าร่วมในพิธีการรำลึกของรัฐ มีการจัดพิธีวางพวงมาลัยสดุดีเหล่าทหารผ่านศึกทั้งที่ล่วงลับไปแล้ว และยังมีชีวิตอยู่ มีการจัดขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองในแต่ละเมือง โดยส่วนสำคัญของขบวนคือการเชิญอดีตทหารผ่านศึกเข้าร่วม เพื่อยกย่องเชิดชูวีรกรรมของพวกเขาในอดีตนั่นเอง

ในบรรดาทหารผ่านศึกที่ได้รับการยกย่องในขบวน ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นอดีตทหารสัญชาติออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ขอเพียงเป็นอดีตทหารที่เคยร่วมรบเคียงข้างออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ก็จะได้รับเกียรตินี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในบรรดาชาติที่ได้รับเกียรตินี้นั้น มีคนไทยด้วยเหมือนกัน เนื่องจากไทยเคยร่วมรบกับออสเตรเลียในสงครามเวียดนาม และติมอร์

วันแอนแซก มีคำขวัญประจำว่า “รุ่งอรุณแห่งการรบที่กาลิโปลี” (Gallipoli Dawn Service) เนื่องจากวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1915 (พ.ศ. 2458) นั้นเป็นวันที่กองพลออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ยกพลขึ้นบกเพื่อยึดคาบสมุทรกาลิโปลี ซึ่งในเวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมาน เป็นปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกของกองพลออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

ปฏิบัติการในครั้งนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ “การทัพกาลิโปลี” (Gallipoli campaign) ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งในการรบครั้งนี้เป็นการปะทะกันโดยตรงระหว่างอังกฤษ-ฝรั่งเศส จากฝ่ายสัมพันธมิตร (Allied) และจักรวรรดิออตโตมาน จากฝ่ายมหาอำนาจกลาง (Central Powers)

ออสเตรเลียส่งทหารเข้าร่วม 50,000 นาย และนิวซีแลนด์ 15,000 นาย ในนามกองพลออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพอังกฤษ พลโท เซอร์วิลเลียม เบิร์ดวูด เริ่มปฏิบัติการครั้งแรกด้วยการยกพลขึ้นบกที่แหลมเฮลเลส และเซดดุลบาเฮียร์ ในคาบสมุทรกาลิโปลี ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตุรกี

อย่างไรก็ดี การทัพกาลิโปลีนั้น จบลงด้วยโศกนาฏกรรมของฝ่ายสัมพันธมิตร เนื่องจากฝ่ายออตโตมานและเยอรมันสืบทราบแผนปฏิบัติการได้ล่วงหน้า และมีการเตรียมการรับมือฝ่ายสัมพันธมิตรเอาไว้เป็นอย่างดี ที่ตั้งของฝ่ายสัมพันธมิตรถูกยิงถล่มอย่างหนักด้วยปืนใหญ่ แม้ฝ่ายสัมพันธมิตรพยายามจะแก้ไขสถานการณ์ด้วย “ปฏิบัติการรุกเดือนสิงหาคม” แต่ก็ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

ความล้มเหลวของการทัพนำมาซึ่งปฏิบัติการถอนตัว ทำให้การทัพกาลิโปลีปิดฉากลงในวันที่ 9 มกราคม ปีถัดมา โดยฝ่ายสัมพันธมิตรเสียชีวิตทั้งหมด 56,707 นาย, บาดเจ็บ 123,598 นาย และถูกจับเป็นเชลย 7,654 นาย โดยในจำนวนนี้ ทหารออสเตรเลียเสียชีวิต 8,709 นาย บาดเจ็บ 19,441 นาย และทหารนิวซีแลนด์ เสียชีวิต 2,721 นาย และบาดเจ็บ 4,752 นาย

ถึงแม้ปฏิบัติการในครั้งนี้จะจบลงแบบ “แพ้ย่อยยับ” แต่ในปัจจุบันทั้งชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังคงจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อการระลึกถึงวีรกรรมของเหล่าบรรพบุรุษทหารหาญของพวกเขาอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำอยู่ทุกปี หลังงานพาเหรด ประชาชนจะพากันไปดื่มกินตามท้องถนน ร้องเพลงประจำชาติ และเพลงที่เกี่ยวข้องกับวันแอนแซก

หากถามพวกเขาว่า ทั้ง ๆ ที่แพ้ย่อยยับขนาดนี้ ทำไมถึงยังเฉลิมฉลองกันทุกปี พวกเขาจะตอบว่า “มันไม่สำคัญว่าจะแพ้หรือชนะ เพราะเหล่าทหารผ่านศึกล้วนแต่เป็นผู้เสียสละ ไปรบเพื่อปกป้องประเทศชาติ เพื่อลูกหลานอย่างพวกเรา”

เนื่องในวันนี้ วันทหารผ่านศึกของออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ฤา ขอร่วมสดุดีในวีรกรรมของทหารผ่านศึกทุกนาย ทุกชาติ ทุกศาสนา ไม่ว่าที่ล่วงลับไปแล้ว หรือยังมีชีวิตอยู่ก็ดี ขอสดุดีในความกล้าหาญ และความเสียสละของพวกท่าน ที่กระทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อนพ้อง และลูกหลานของทุกนาย

]]>
LGBTIQA+ ในปรัชญากรีก ว่าด้วยความรักอันสมบูรณ์แบบที่มนุษย์มีมาตั้งแต่เกิด และการตามหาครึ่งหนึ่งของชีวิตที่หายไป https://www.luehistory.com/lgbtiqa-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94/ Sun, 23 Apr 2023 22:28:31 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19102

โดย ไกอุส

ปัจจุบันการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการยอมรับเพศวิถี (Sexuality) ที่หลากหลายกว่าเพศสภาพ(Gender) ที่มีแค่ ชาย-หญิง คือกระแสการเรียกร้องที่กำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งแม้กระทั่งในไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพศทางเลือกหรือ LGBTIQA+ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเสรีนิยมที่ต้องการเรียกร้องให้เกิดการยอมรับการแสดงออกทางเพศหรือความรักที่หลากหลาย มากกว่าแค่ชาย-หญิงที่มีฐานมาจากเพศสภาพติดตัวมาแต่กำเนิดเท่านั้น

อย่างไรก็ดี แนวคิดที่ว่าการแบ่งแยกเพศสภาพอย่างเด็ดขาดว่าจะต้องมีแต่ ‘ชาย-หญิง’ เท่านั้น น่าเชื่อว่าเป็นอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์-อิสลามที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมตะวันออกกลาง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ในพื้นที่อื่น ๆ ของโลก อาทิ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้สังคมส่วนใหญ่ยอมรับว่าผู้ชายกับผู้หญิงต้องคู่กัน หากแต่การดำรงอยู่ของเพศทางเลือก (กะเทย หรือ บัณเฑาะก์) ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกปฏิเสธในสังคมเช่นที่ปรากฏในโลกคริสต์-อิสลาม ยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพศทางเลือกหรือที่รับรู้กันว่าเป็นคนที่มี 2 เพศในคนเดียวกัน (ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง) มักได้รับบทบาทอย่างสูงในสังคมบรรพกาลก่อนเข้ารับศาสนาพุทธ (หรือรับศาสนาพุทธไปแล้วแต่ความเชื่อดั้งเดิมยังมีอิทธิพลอยู่) บางพื้นที่บุคคลผู้มี 2 เพศมักทำหน้าที่เป็นผู้ที่สื่อสารกับผีหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ เพราะสังคมเชื่อกันว่าพวกเขาและเธอมีพลังวิเศษสามารถติดต่อกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติได้ นั่นทำให้บทบาทของพวกเขาและเธอมีความสำคัญไม่น้อยกว่าชาย-หญิงปกติเลยทีเดียว

บทบาทของเพศทางเลือกหาใช่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนในสังคมกรีกโบราณ บทบาทของผู้ที่รักเพศเดียวกัน โดยเฉพาะ ‘ชายรักชาย’ ได้รับการยอมรับว่าเป็นความรักที่สูงส่งและบริสุทธ์ ดังที่นักปรัชญากรีกผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง คือ เพลโต (Plato) ได้จดบันทึกบทสนทนาของบรรดาผู้รู้ในกรุงเอเธนส์ในงานเลี้ยงกินดื่ม (Symposium) ครั้งหนึ่งที่ปรากฏว่ามี ‘เซเลป’ มากมายของกรีกรวมตัวกันอยู่ในงานเลี้ยงครั้งนั้น อาทิ โสเครติส อกาธอน อริสโตฟาเนส อิรีไซมาคัส เฟดรัส พอซาเนียส เป็นต้น บุคคลดังเหล่านี้ได้มารวมตัวกันในงานเลี้ยงที่มีอกาธอนเป็นเจ้าภาพที่จัดขึ้นในบ้านของเขาเป็นการส่วนตัว โดยมีหัวข้อสนทนาอันสำคัญคือ ‘ว่าด้วยความรัก’ ทั้งนี้ บทสนทนาเป็นการเปิดให้แต่ละคนนำเสนอมุมมองต่อ ‘ความรัก’ ของตนเป็นอย่างไร บทความนี้จะไม่ขอลงลึกในเรื่องปรัชญาหรือวาทะว่าด้วยความรักของแต่ละคนเป็นอย่างไร หากแต่เมื่อกลับมาพิจารณามุมมองของชาวกรีกต่อแนวคิด ‘ชายรักชาย’ น่าสนใจว่าพวกเขาล้วนยกย่องและยอมรับว่าความรักของเพศเดียวกันนั้นเป็นความรักที่สูงส่ง ดังที่ พอซาเนียส ได้ยกย่องความรักของบุรุษที่รักเพศเดียวกันว่า เป็นผลมาจาก ‘เทพีอโฟรไดท์แห่งสรวงสวรรค์’ เทพองค์นี้ตามตำนานกรีกว่ากันว่าเป็นธิดาของ ‘เทพยูเรนัส’ เป็นตัวแทนของความรักของชายหนุ่มที่มุ่งสนใจและรักในชายหนุ่มด้วยกันที่มีความกล้าหาญและสติปัญญาเป็นเลิศ ความรักชนิดนี้จึง ‘เป็นความรักที่ซื่อสัตย์ พวกเขาจะครองรักกันไปตลอดชีวิต’ ส่วนความรักที่เป็นของคู่ชาย-หญิง เชื่อว่ามาจาก ‘เทพีอโฟรไดท์สามัญ’ (คนละองค์กับองค์ก่อน) ความรักชนิดนี้เกิดมาจากทางกายมิใช่ทางใจเช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่นทั่วไป เหตุที่ ‘เทพีอโฟรไดท์สามัญ’ ทำให้เกิดความรักระหว่างเพศชาย-หญิง ก็เพราะเทพีพระองค์นี้ถือกำเนิดมาจากการร่วมเพศกันของเทพที่เป็นชาย-หญิงนั่นก็คือระหว่าง ‘เทพซุส’ กับ ‘ไดออน’ ทำให้ ‘เทพีอโฟรไดท์สามัญ’ ได้รับคุณสมบัตินี้ติดตัวมาแล้วจึงแพร่ให้แก่มวลมนุษย์

กล่าวโดยสรุป พอซาเนียสเชื่อว่าความรักระหว่างชายกับชาย เป็น ‘ความรักที่บริสุทธิ์’ เพราะปราศจากเรื่องของกิเลสตัณหา ด้วยเพราะเป็นความรักที่ไม่ได้เกิดมาจากความต้องการเยี่ยงสัตว์อื่น หากแต่เป็นความรักในความกล้าหาญของผู้ชายด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นการรักในความมีสติปัญญาความรู้ในสังคมชายล้วนอีกด้วย (ในสังคมกรีกความรู้ถูกสงวนให้กับเพศชายมากกว่า) และเนื่องด้วยเทพีแห่งความรัก นั่นก็คือ ‘อโฟรไดท์’ มีด้วยกันถึง 2 องค์ แต่ละองค์ก็ย่อมบันดาลให้เกิดความรัก 2 ประเภทนี้ต่อมนุษย์นั่นเอง แล้วแต่ผู้ใดจะได้รับคุณสมบัตินี้ไป กระนั้นก็ดี ในความคิดของพอซาเนียส ความรักระหว่างเพศเดียวกันเป็นความรักที่สูงส่งกว่าเพศตรงข้ามในทุก ๆ กรณี การที่พอซาเนียสกล่าวให้ความสำคัญกับความรักระหว่างเพศเดียวกันเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว พอซาเนียส กับ อกาธอน (เจ้าของงานเลี้ยง) ทั้ง 2 เป็นคู่รักกัน (ระหว่างชายกับชาย) การให้เหตุผลในความรักของกันและกันมิใช่สิ่งที่เข้าใจได้ยากแต่อย่างใด

นอกจากพอซาเนียสแล้ว อริสโตฟาเนส ผู้มีชื่อเสียงด้านการประพันธ์บทละคร ได้มีท่าทีสนับสนุนแนวคิดความรักระหว่างเพศเดียวกันของพอซาเนียส ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผิดและมีมาตั้งแต่เทพเจ้าให้กำเนิดมนุษยชาติแล้ว อริสโตฟาเนสเล่าย้อนไปถึงตำนานกำเนิดมนุษย์ที่ว่าดั้งเดิมแล้วมนุษย์มี 3 เพศในคนเดียวกัน คือ เพศชาย เพศหญิง และเพศที่ผสมกันระหว่างชาย-หญิง (เรียกว่า แอนโดรจีนัส) แต่กระนั้น มนุษย์ในเวลานั้นไม่ได้มีหน้าตาเหมือนดั่งเช่นพวกเราในเวลานี้ กล่าวคือ มีลำตัวกลมดั่งผลส้ม มีสี่มือและสี่เท้า มีหัวเดียวแต่มี 2 ใบหน้า 4 หู หากแต่หันหัวไปคนละทาง การเคลื่อนไหวนั้นกระทำด้วยการกลิ้งเป็นลูกกลม ๆ ก็ย่อมได้ และเหตุที่มนุษย์มีรูปกลางกลมนี้ อริสโตฟาเนสให้เหตุผลว่าเพราะมนุษย์เพศชายเป็นบุตรของพระอาทิตย์ เพศหญิงเป็นบุตรีของโลก และพวกที่มี 2 เพศเป็นบุตรของพระจันทร์ ที่มีรูปร่างกลมก็เพราะได้รับคุณสมบัติมาจากพ่อ-แม่ผู้ให้กำเนิดนั่นเอง

ต่อมามนุษย์เหล่านี้เริ่มท้าทายและรบกวนเหล่าทวยเทพ ทำให้ ซุส ผู้เป็นราชาของเหล่าทวยเทพ สั่งลงโทษพวกมนุษย์โดยบันดาลให้เกิดสายฟ้าฟาดฝ่าให้ร่างมนุษย์แต่ละคนแยกเป็น 2 ซีก ชายแยกจากชาย หญิงแยกจากหญิง พวก 2 เพศ (แอนโดรจีนัส) แยกออกเป็นชาย-หญิง การลงโทษของเทพซุสในครั้งนั้น ได้ทิ้งรอยย่นไว้ตรงท้องและสะดือเป็นการย้ำเตือนให้มนุษย์ทุกคนรำลึกถึงรูปร่างเดิมของตน  

ดังนั้น เพื่อให้เหตุผลเกี่ยวกับสาเหตุที่ว่าทำไมพอมีความรักแล้ว มนุษย์แต่ละคนล้วนแล้วแต่ถวิลหาซึ่งกันและกัน นั่นก็เพราะแต่ละคนยังโหยหาซีกเดิมที่หายไปของตน และเมื่อหากันเจอแล้วก็จะกอดกันราวกับจะหลอมรวมเข้ากันอีกครั้งหนึ่ง ในทัศนะของอริสโตฟาเนส ความรักคือการกลับไปสู่สภาวะดั้งเดิมของมนุษย์ที่พวกเขาล้วนมาเติมเต็มกันและกันให้เหมือนดั่งเมื่อครั้นเคยเป็นคน ๆ เดียวกัน

สำหรับคู่รักชาย-หญิงนั้น อริสโตฟาเนสกล่าวว่าเป็นพวก 2 เพศ (แอนโดรจีนัส) ที่ถูกสาปให้แยกจากกัน ส่วนความรักระหว่างชาย-ชาย หรือ หญิง-หญิง ย่อมสื่อว่าแต่เดิมพวกเขาล้วนเป็นมนุษย์ที่มีเพศเดียวกันแต่ถูกพรากจากกัน ด้วยเหตุนี้ ความรักระหว่างเพศเดียวกันจึงไม่ใช่ ‘สิ่งที่ผิดแปลก’ หรือ ‘วิตถาร’ เพราะเป็นธรรมชาติสภาวะดั้งเดิมของมนุษย์ตั้งแต่กำเนิด อีกทั้งไม่ใช่ ‘สิ่งใหม่’ เพราะแต่เดิมนั้นพวกเขาเกิดมาแบบนี้อยู่แล้ว

นอกจากนั้น เพื่อเป็นการบูชาความรักระหว่างเพศเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ชายกับผู้ชายให้มากขึ้นไปอีก อริสโตฟาเนสยังให้เหตุผลด้วยว่า ‘ความรักระหว่างชายกับชาย’ เป็นความรักที่ ‘สมบูรณ์ที่สุด’ เพราะพวกเขา ‘สมชาย’ เนื่องจาก ‘มีธรรมชาติดั้งเดิมเป็นเพศชาย’ มากที่สุด อีกทั้งพวกเขา ‘โอบกอดในสิ่งที่เหมือนกับตัวเอง’ จนกล่าวได้ว่า ความรักระหว่างชายกับชาย ‘มีความเป็นชาย’ มากกว่าผู้ชายที่รักผู้หญิงเสียอีก เพื่อยืนยันถึงความสูงส่งดังกล่าว อริสโตฟาเนสยังย้ำด้วยว่า บุรุษสำคัญของกรีกหลายคนจัดว่าเป็นบุคคลที่มีรสนิยมทางเพศแบบนี้

ดังนั้น ในทัศนคติของชาวกรีก นิยามของ ‘ชายแท้’ ก็คือบรรดาผู้ที่มีความรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย เพราะพวกเขามีความเป็นชายมากกว่าผู้ชายที่รักผู้หญิงปกติทั่วไปเสียอีก เพราะพวกเขาเป็นความรักโดยธรรมชาติตั้งแต่สภาวะดั้งเดิมที่มนุษย์เกิดขึ้น เป็นความรักที่บริสุทธิ์เพราะไม่ได้มุ่งสืบพันธุ์เช่นสัตว์ชนิดอื่น เป็นความรักที่ได้รับมาจากเทพีที่สูงส่งกว่าและบริสุทธิ์กว่า เป็นความรักในความกล้าหาญและรักในความรู้ระหว่างสังคมผู้ชายล้วนด้วยกัน กระทั้งเป็นคุณสมบัติที่บุรุษคนสำคัญพึงจะมี

จึงกล่าวได้ว่าฐานปรัชญากรีกว่าด้วยความรักและเพศวิถีนั้นต่างกับโลกปัจจุบันที่เราคุ้นเคยอย่างมาก การกำหนดให้เพศสภาพมีแค่ชาย-หญิงเท่านั้น เป็นนวัตกรรมในยุคหลังมากหลังจากอิทธิพลของศาสนาคริสต์และอิสลามได้แพร่ในสังคมตะวันตก หากแต่ในตำนานกรีกซึ่งเก่ากว่าศาสนาเหล่านี้นั้น มนุษย์โดยสภาพธรรมชาติมีเพศภาพและเพศวิถีอย่างที่เราเรียกว่า LGBTIQA+

เมื่อเอามุมมองของปรัชญาความรักแบบกรีกมาตัดสิน การที่ใครสักคนไม่ว่าเพศใดจะรักใครก็ตาม ไม่ว่าเขาหรือเธอจะเลือกจะรักใคร (และถูกรักโดยใคร) พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้กระทำผิดหรือก่ออาชญากรรมต่อศีลธรรมหรือละเมิดศาสนธรรมที่ต้องเอาผิดกันอย่างเอาเป็นเอาตายในบางศาสนา ความรักต่อเพศเดียวกันเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามศาสนธรรมและตามธรรมชาติ เพราะเทพเจ้าให้คุณสมบัติเหล่านี้มาแก่มนุษย์ตั้งแต่เริ่ม

ดังนั้น LGBTIQA+ จึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หาใช่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมหรือการกล่อมเกลาทางสังคมไปในทางเสื่อมทรามแต่อย่างใด หากเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวเขามาตั้งแต่กำเนิด ดังจะเห็นได้ว่าเด็กหลาย ๆ คนได้แสดงตนเองในเพศวิถีตั้งแต่ยังเล็กยังน้อย พวกเขาและเธอรู้ตัวเองว่าเป็นอะไร และต้องการสำแดงตนอย่างใด นี่จึงเป็นสิ่งที่ตอกย้ำสัจธรรมของปรัชญาความรักของกรีกที่ปรากฏในบทสนทนา Symposium ของเพลโตว่าเป็นสิ่งที่เป็นอมตะ ในเวลานี้ เขาหรือเธอสามารถอ้างได้ว่าความรักเช่นนี้เป็นเพราะคุณสมบัติที่ได้รับมาจากเทพีแห่งความรัก นั่นก็คือ ‘อโฟรไดท์แห่งสรวงสวรรค์’ หรือกระทั่งอ้างได้ว่าเวลานี้ได้ค้นพบกับ‘ครึ่งหนึ่งของชีวิตที่หายไป’ หลังจากที่เทพซุสสาปให้ฟ้าผ่าแยกจากกันครั้งนั้นแล้วก็ได้ และในเมื่อเป็นคุณสมบัติทีได้รับจากเทพเจ้า ใครก็ตามที่อ้างว่าการรักเพศเดียวกันเป็น ‘บาป’ นั้น เชื่อได้ว่าบุคคลนั้นกำลังดูหมิ่นอำนาจของทวยเทพอยู่อย่างมิพักต้องสงสัย

อ้างอิง :

[1] อัคนี มูลเมฆ (แปล). ซิมโพเซียม : ปรัชญาวิวาทะว่าด้วยความรักของเพลโต (Symposium). (กรุงเทพ : ภาพพิมพ์จำกัด). 2565.
[2] THE DIALOGUES OF PLATO VOLUME II THE SYMPOSIUM

]]>
‘หลวงวิจิตรวาทการ’ ปัญญาชนแห่งยุคสมัย ผู้อุทิศตนเพื่อชาติโดยไม่เลือกฝั่งฝ่าย https://www.luehistory.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9d%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2/ Sat, 22 Apr 2023 22:39:25 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19082

การขับเคลื่อนประเทศและการทำงานเพื่อให้ชาติเจริญรุ่งเรื่องได้นั้น นอกจากจะต้องการผู้นำที่ดีและเครื่องไม้เครื่องมือในการปกครองที่ดีแล้ว การมีปัญญาชนเป็นเพื่อนคู่คิดและการวางแผนก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นเดียวกัน ในอดีตหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นเป็นช่วงเวลาของความโกลาหลทางความคิด กล่าวคือยังไม่สามารถพูดคุยหรือตกลงกันได้อย่างแน่นอนว่าจะพัฒนาประเทศหรือผลักดันให้ชาติเดินต่อไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาเช่นนี้เองทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางถึงแนวทางการพัฒนา ทำให้ปัญญาชนหลายท่านในยุคนั้นได้วาดลวดลายกันอย่างเต็มที่และฉายแสงอย่างโดดเด่น โดยหนึ่งในปัญญาชนแห่งยุคสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่แสดงบทบาทอย่างเป็นที่จับตานั้นก็คือ หลวงวิจิตรวาทการ

หลวงวิจิตรวาทการ [1] หรือ กิมเหลียง วัฒนปฤดา เป็นปัญญาชนที่สำคัญแห่งยุคสมัยเพราะว่าเขาได้เขียนหนังสือไว้ถึง 21 เล่มในระยะเวลาเพียง 3 ปีเศษช่วง พ.ศ. 2471-2474 และยังมีโรงพิมพ์และวารสารเป็นของตัวเองอีกด้วย การมีสิ่งพิมพ์ที่มากมายนี้ทำให้หลวงวิจิตรวาทการนอกจากจะมีชื่อเสียงที่ขจรไกลแล้ว ยังทำให้เราได้เห็นความคิดความอ่านของหลวงวิจิตรวาทการที่ถูกถ่ายทอดผ่านงานนับหลายชิ้นและครอบคลุมในหลายประเด็นตั้งแต่จิตวิทยาไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยหลวงวิจิตรวาทการมีความคิดหลักในการเขียนงานต่างๆ ว่า

“มนุษย์มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกด้วยเหตุอย่างเดียว คือ เพื่อทำหน้าที่ ใครไม่ทำหน้าที่ คนนั้นก็ไม่มีสิทธิที่จะทรงชีวิตอยู่ให้หนักโลกและตายเสียดีกว่า บุคคลที่ทำหน้าที่ของตนเท่านั้นสมควรที่จะมีที่อยู่ในพื้นพิภพนี้ เพราะคนทำหน้าที่ของตนเท่านั้นที่โลกและประเทศบ้านเมืองต้องการ”

หลักคิดนี้แสดงให้เห็นว่าหลวงวิจิตรวาทการเน้นเรื่องการทำหน้าที่ของมนุษย์ กล่าวคือต้องทำหน้าที่ของตนได้อย่างดีและเต็มที่ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้เองที่ทำให้หลวงวิจิตรวาทการสามารถทำงานกับรัฐบาลใดก็ได้หากรัฐบาลนั้นทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แนวคิดของหลวงวิจิตรวาทการจึงเน้นความเป็นจิตนิยมอยู่สูง และเรื่องจิตใจหรืออารมณ์นี้เหลวงวิจิตรวาทการให้ความสำคัญอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากหนังสือหลายเล่ม เช่น อานุภาพทางจิต คือหลวงวิจิตรวาทการเห็นว่าแต่ละคนมีจิตใจที่ไม่เหมือนกันตามแต่ละบุคคล แต่สามารถฝึกและควบคุมได้ หากมีจิตใจที่เข้มแข็งก็จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าคนอื่นๆ ทำให้บางคนเหมาะที่จะเป็นผู้นำมากกว่าคนอื่น ทำให้หลวงวิจิตรวาทการให้ความสนใจกับ “มหาบุรุษ” ผู้ที่มีจิตใจเข็มแข็งยิ่งกว่าคนอื่นๆ ดังนั้น “มหาบุรุษ” ซึ่งสามารถทำงานชนิดพิเศษให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นจึงเป็นสิ่งที่หลวงวิจิตรวาทการตามหาและหากพบเมื่อใดเขาก็จะช่วยอย่างเต็มที่โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่นๆ เลย

ด้วยแนวคิดดังกล่าวนี้ทำให้การเขียนประวัติศาสตร์ของหลวงวิจิตรวาทการแตกต่างกับคนอื่นอยู่มาก กล่าวคือหลวงวิจิตรวาทการเน้นการเขียนประวัติศาสตร์ที่เขียนในเชิง “ชาตินิยม” หรือการเน้นเรื่องชนชาติไทยที่เน้นด้านจิตใจและอารมณ์เพื่อให้เกิดความรักชาติและเกิดความร่วมมือร่วมใจกับผู้นำในการสร้างชาติ ดังที่หลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวว่า

“ชาติเป็นสำคัญ ทำอะไรต้องนึกถึงคนทั้งชาติ ไม่เพ่งเล็งเฉพาะผลประโยชน์ของพวกใดพวกหนึ่ง นโยบายอันสำคัญคือพยายามรักษาอิสรภาพของชาติ และสมานชาติให้กลมเกลียวกัน”

และหลวงวิจิตรวาทการยังสนับสนุนให้มีการขยายอาณาเขตของประเทศออกไปอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดีแนวทางการเมืองหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 นั้น หลวงวิจิตรวาทการเสนอแนวทางสายกลางว่าต้องเป็นมิตรกับคนทุกชั้นและให้ประเทศกลมเกลียวกันทั้งประเทศ ผู้ที่นิยมความคิดของหลวงวิจิตรวาทการนั้นมีอย่างกว้างขวาง ได้แก่ กลุ่มนายทหารรุ่นหนุ่ม กลุ่มครู และปัญญาชนระดับล่าง และหลวงวิจิตรวาทการยังเป็นผู้สนับสนุนให้ไทยเข้าร่วมในสงครามมหาเอเชียบูรพาอีกด้วย อุดมคติเป็นสิ่งที่หลวงวิจิตรวาทการได้ตั้งมั่นไว้ก่อน หรือคือการทำเพื่อชาติ ส่วนแนวทางจะให้บรรลุเป็นอย่างไรนั้น ต้องสู้ไปตามสถานการณ์โดยมีพื้นฐานความคิดว่า จิตใจ หน้าที่ มหาบุรุษ และชาติไทยนั้นสำคัญที่สุด ดังที่เขากล่าวว่า

“ข้าพเจ้าได้พยายามต่อสู้ผจญภัย ด้วยความมานะทำให้เสียงและปากของข้าพเจ้ามีอำนาจ โดยหวังอยู่อย่างเดียวว่าวันหนึ่งข้าพเจ้าจะสามารถวางแนวทาง ให้เพื่อนร่วมชาติของข้าพเจ้าดำเนินไปในหนทางที่ข้าพเจ้าคิดว่าดีที่สุด”

หลวงวิจิตรวาทการจึงทำงานได้กับทุกคน หากคนนั้นทำเพื่อชาตินั่นเอง

อ้างอิง :

[1] สรุปจาก นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475, พิมพ์ครั้งที่ 5 แก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 3 (นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน, 2553), หน้า 228-240.

]]>