ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com Sun, 16 Jun 2024 10:36:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.8.3 https://www.luehistory.com/wp-content/uploads/2021/09/cropped-fav-32x32.png ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com 32 32 THE KING’S PEACE ‘ความสงบใต้ราชา’ https://www.luehistory.com/the-kings-peace-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2/ Sun, 16 Jun 2024 10:33:32 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22759

บทความโดย จิตรากร ตันโห

สังคมมนุษย์ในปัจจุบันมีระบอบการปกครองที่หลากหลาย บางสังคมนั้นเป็นประชาธิปไตยซึ่งยังแยกย่อยออกไปเป็นระบอบประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีอีก บางสังคมนั้นเป็นระบอบเผด็จการ และบางสังคมก็ยังมีพระมหากษัตริย์ปกครองโดยมีอำนาจบริหารอยู่

อย่างไรก็ดีมีนักวิชาการบางท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าอย่างไรเสียระบอบประชาธิปไตยจะกลายเป็นจุดหมายใหญ่ที่โชคชะตาของมวลมนุษย์จะเดินไปถึงจนถึงที่เขาเรียกโชคชะตานี้ว่า

“The End of History and the Last Man”

แต่ไม่ว่าจุดสุดท้ายของมวลมนุษย์จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ สังคมมนษย์กลับมีจุดเริ่มต้นก่อนเข้าสู่อารยธรรมที่เหมือนกันคือการมีพระมหากษัตริย์ปกครอง คำถามที่เกิดขึ้นคือทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ระบอบกษัตริย์นั้นเป็นต้นแบบของทั้งระบอบประชาธิปไตยและไม่ใช่ประชาธิปไตย [1] เพราะระบอบกษัตริย์นั้นมีพื้นฐานบางอย่างที่สามารถนำไปต่อยอดออกไปได้หลายความเป็นไปได้ในการปกครอง

ระบอบกษัตริย์ในที่นี้นั้นหมายถึงตำแหน่งของผู้ปกครองที่มีการสืบทางสายเลือด ปกครองโดยคนคนเดียว มีระยะการดำรงอยู่ในตำแหน่งหรือครองราชย์ตลอดชีวิต และมีบทบาทอย่างสำคัญในการบริหารปกครองอาณาเขตของตน

ระบอบกษัตริย์จึงเป็นระบอบที่มีความคล้ายคลึงกับรัฐสมัยใหม่อยู่ก่อนบ้างแล้วในตัวด้วย

แต่ทำไมรูปแบบของการมีการปกครองแบบกษัตริย์จึงเป็นสิ่งที่ถูกเลือกมากกว่าการปกครองรูปแบบอื่น เช่น หัวหน้าชนเผ่า และสังเกตว่าระบอบกษัตริย์นั้นจะอยู่คู่กับอารยธรรมที่มีกินพื้นที่ไกล มีวัฒนธรรมแบบเฉพาะ และมีระบบสังคมที่พัฒนาค่อนข้างมาก

คำตอบของคำถามนี้ต้องกลับไปเริ่มต้นที่ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งที่สังคมมีประชากรมากขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เช่น การเติบโตของการทำเกษตร การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน จะเกิดปัญหาหนึ่งที่ตามมาก็คือปัญหาในการร่วมมือของคนในสังคมนั้น และจะถูกแก้ไขโดยการมีจุดโฟกัสไปที่คนคนเดียววิธีเดียวเท่านั้น

กล่าวคือการมีผู้ปกครองสูงสุดซึ่งกลายเป็นพระมหากษัตริย์นั้นเข้ามาแก้ไขปัญหาที่คนในสังคมหรือชุมชนหนึ่งไม่สามารถร่วมมือกันในการกระทำสิ่งต่างๆ ได้นั่นก็เพราะว่าคนในอดีตนั้นไม่รู้หนังสือ พูดภาษาที่เข้าใจไม่ตรงกัน และไมได้เจอคนนอกถิ่นของตนบ่อยๆ จึงไม่มีความรู้สึกร่วมในการเป็นชุมชนใหญ่เดียวกัน

ดังนั้นการมีจุดโฟกัสไปที่คนคนเดียวจึงทำให้ผู้นั้นกลายเป็นตัวแทนของสังคมที่ขยายใหญ่มากขึ้นในยุคก่อนสมัยใหม่ ซึ่งอาจจะฟังดูแปลกที่ผู้นำที่ไม่ได้เป็นตัวแทนโดยแท้จริงโดยวิธีการของโลกสมัยใหม่กลับรวมคนเข้าไว้ด้วยกันได้เพราะผู้นำสูงสุดอย่างพระมหากษัตริย์เป็นจุดศูนย์รวมเดียวที่ทุกคนสามารถระบุได้ และแต่ละคนแต่ละส่วนในสังคมต่างทำหน้าที่ของตนไปตามระเบียบ การปกครองของพระมหากษัตริย์ในอดีตจึงมิได้มีหัวใจอยู่ที่การปกครองอย่างเท่าเทียม แต่เป็นการปกครองอย่างยุติธรรม

สภาวะสังคมในอดีตที่มีจริงสภาวะหนึ่งคือสภาวะอนาธิปไตย และสภาวะนี้คือสิ่งที่เป็นความกลัวร่วมกันของทุกคน ดังนั้นพระมหากษัตริย์จึงเข้ามาแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย ผลประโยชน์และเป้าหมายของพระมหากษัตริย์ในยุคก่อนในการรักษาความสงบเรียบร้อยเหนือดินแดนจึงเป็นผลประโยชน์เดียวกับของประชาชนในการรักษาชีวิตและทรัพย์สิน การตรงกันของผลประโยชน์นี้ถูกเรียกว่า

“ความสงบใต้ราชา” (The King’s Peace)

การปกครองของพระมหากษัตริย์จึงต้องใช้การปกครองโดยกฎหมาย (Rule by law) ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนที่จะมีการปกครองใต้กฎหมาย (Rule of law) ได้ และระบอบกษัตริย์เองก็มีประสิทธิภาพมากในการใช้วิธีการปกครองโดยกฎหมายเพราะมีอำนาจอยู่ที่ตัวพระองค์คนเดียวและสามารถสั่งการได้อย่างฉับพลัน และความจริงแล้วระบอบกษัตริย์ในอดีตสงบและทำสงครามน้อยกว่าที่คนในปัจจุบันเข้าใจกันมาก

อย่างไรก็ดี ข้อได้เปรียบของระบอบกษัตริย์ในยุคเก่าจะถูกท้าทายด้วยความเป็นสมัยใหม่ เพราะความเป็นสมัยใหม่เริ่มสามารถรับมือและแก้ไขกับปัญหาที่เมื่อก่อนต้องใช้ระบอบกษัตริย์เท่านั้นได้ และยังถูกโจมตีด้วยคุณค่าอื่นๆ เช่น เรื่องความเท่าเทียมที่โจมตีเรื่องการสืบอำนาจทางสายเลือด และประชาชนสามารถร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาได้เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนไปรวมไปถึงทางเลือกระบอบการปกครองแบบอื่นๆ ที่เป็นไปได้มากขึ้น

ระบอบกษัตริย์หรือการมีพระมหากษัตริย์ที่เคยเป็นหลักการสากลในอดีตที่ทุกอารยธรรมมีร่วมกัน จึงกลายเป็นเพียงสิ่งเฉพาะที่มีในบางประเทศเท่านั้นในปัจจุบัน แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าพระมหากษัตริย์จะสิ้นมนต์ขลัง

ดังที่พิสูจน์มาแล้วในประเทศไทยเองโดยรัชกาลที่ 9 ในแบบที่ผู้ใช้อำนาจรัฐสมัยใหม่ไม่มีสามารถขึ้นไปเทียบเคียงได้เลยเพราะพระองค์ได้เข้าไปแก้ปัญหาหรือร่วมแก้ปัญหาที่รัฐไทยต้องประสบในอดีตได้สำเร็จ โดยเฉพาะความไม่ไว้วางใจกันในช่วงสงครามเย็น

สิ่งที่พระองค์ทำจึงทำให้พระมหากษัตริย์ไม่จบสิ้นลง เพราะพระมหากษัตริย์ได้กลับมาเป็นความอุ่นใจในโลกยุคใหม่นั่นเอง!

อ้างอิง :

[1] เรียบเรียงจาก John Gerring et al., “Why Monarchy? The Rise and Demise of a Regime Type,” Comparative Political Studies, 54(3-4), 585-622.

]]>
ตีแผ่วาทกรรมแบ่งแยกดินแดน! ‘งบพหุวัฒนธรรมยะลา’ หลักฐานที่ชี้ชัดว่า ‘รัฐกดทับคนไทยมลายู’ โกหกทั้งเพ! https://www.luehistory.com/%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99-%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2/ Mon, 06 May 2024 05:31:36 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22702

โดย จีรวุฒิ (อุไรรัตน์) บุญรัศมี

จากการเคลื่อนไหวผ่านข่าวหรือสื่อต่าง ๆ ที่เบื้องหน้าและเบื้องหลังเป็นองค์การ BRN (กลุ่มแบ่งแยกดินแดนรัฐปัตตานี ในพื้นที่ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส) หรือประชาชนที่มีใจฝักใฝ่หรือเป็นใจให้การแบ่งแยกดินแดน แม้พวกเขาเหล่านั้นว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ได้พยายามประโคมข่าวให้คนไทยบางส่วนรวมถึงชุมชนนานาชาติเข้าใจไปในทำนองว่า ‘รัฐไทยกดขี่อัตลักษณ์ชาวมลายูในพื้นที่ชายแดนใต้’ อาทิ การห้ามแต่งกายอย่างมลายู การห้ามพูดภาษามลายู หรือกระทั่งการประโคมข่าวว่ารัฐไทยกำลังใช้นโยบาย ‘กลืนกลาย’ (Assimilation) ต่อชาติพันธุ์มลายูในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน ทำให้ประชาชนหรือตัวแทนนานาชาติที่ไม่ทราบเบื้องลึกเบื้องหลังของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่พยายามใช้ ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ (Propaganda) ในการหลอกลวงในลักษระพูดความจริงกึ่งเดียว (Half-Truth) เกิดความเข้าใจผิดไปว่า ประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายกดทับอัตลักษณ์และปฏิเสธความแตกต่างหลากหลายจากแนวทางพหุวัฒนธรรมที่สหประชาชาติให้การรับรองมาช้านาน กระทั่งได้ละเมิดรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ว่า รัฐต้องให้การสนับสนุนพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเคารพในอัตลักษณ์ที่หลากหลายของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ตราบเท่าที่ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปในทางละเมิดรัฐธรรมนูญ ดังปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ความว่า

มาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทํามิได้”

และ

มาตรา 43 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (1) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ…”

และด้วยความที่กฎหมายสูงสุดได้บัญญัติประจักษ์ชัดไว้เช่นนี้ ไฉนเลย ‘วาทกรรม’ ของฝ่ายแบ่งแยกดินแดนที่กล่าวว่า รัฐไทยกดขี่อัตลักษณ์ชาวมลายู อาทิ การห้ามแต่งกายอย่างมลายู การห้ามพูดภาษามลายู หรือรัฐไทยกำลังใช้นโยบาย ‘กลืนกลาย’ จึงกลายเป็น ‘วาทกรรมทรงอำนาจ’ ต่อคนจำนวนไม่น้อยเชื่อถือ ‘วาทกรรม’ ดังกล่าว ทั้งที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ใช้ไปในทำนองว่า ‘วาทกรรม’ เหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เดียว คือ ‘ต้องการสร้างความแตกแยก’ ผ่าน ‘การดิสเครดิต’ ทางการไทย ทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่ารัฐไทยกำลังกดขี่พวกเขา เพื่อจะได้เข้ารูปกับคำพังเพยที่ว่า ‘ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นต้องมีการต่อสู้’

แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านอกสารและข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อพิสูจน์เบื้องหลัง ‘วาทกรรม’ดังกล่าวแล้ว พบว่าข้อเท็จเหล่านั้นกลับเป็นเรื่องหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยก็ว่าได้ เหตุใดฝ่ายสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนจึงโกหกหน้าตายได้ขนาดนี้ ? แต่ที่น่าสนใจที่สุด เหตุใดคนไทยจำนวนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสนใจประเด็นชายแดนใต้มาตั้งแต่ต้นจำนวนหนึ่ง จึงตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมของฝ่ายขบวนการ บทความนี้จะพาไปสำรวจข้อเท็จจริงเพื่อตีแผ่ ‘ความเท็จ’ ดังกล่าวแม้จะเพียง ‘การสำรวจเบื้องต้น’ คือเน้นเฉพาะจังหวัดยะลาในระยะเวลาอันใกล้ก็ตามที

เพราะนอกจากการบิดเบือนข่าวเท็จเร็ว ๆ นี้ เช่นการสมอ้างว่าการใส่ชุดมลายูเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายแล้ว ต้องย้ำว่าคนเหล่านั้นกระทำผิดกฎหมายเพราะพูดปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ไม่ใช่เพราะแต่งชุดมลายู ใครที่พูดซ้ำ ๆ ว่าแต่งชุดมลายูเป็นเรื่องผิดกฎหมาย คนนั้นกำลังกล่าวเรื่องเท็จ ผนวกกับการกล่าวหาว่ารัฐไทยไม่สนับสนุนอัตลักษณ์ชาวไทยเชื้อสายมลายู ยังเป็นการกล่าวเท็จสวนทางกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีข้อมูลด้านงบประมาณมหาศาลรองรับอีกด้วย ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้เขียนขอนำเพียงตัวอย่างข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดยะลามานำเสนอ เนื่องจากว่าจังหวัดยะลาเป็นจังหวัดที่มีประชากรจำนวนมากและมีความหลากหลายที่สุดในบรรดา 3 จังหวัดชายแดนใต้ เหมาะต่อการศึกษาโครงการสนับสนุนอัตลักษณ์และพหุวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ การใช้ตัวอย่างของจังหวัดยะลามาเป็นกรณีศึกษาจึงน่าจะสะท้อนความเป็นไปในพื้นที่ชายแดนใต้ได้มากที่สุด

ก่อนเข้าถึงส่วนของ ‘ข้อมูลงบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ นั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ถือเป็นนิติบุคคลมหาชนรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยและใกล้ชิดกับประชาชนในท้องถิ่นมากที่สุด การที่หน่วยงานท้องถิ่นจะจัดทำโครงการใด ๆ จำต้องสำรวจความต้องการพื้นฐานของประชาชนในพื้นที่เสียก่อน นี่จึงสอดคล้องกับหลักการปกครองใจตนเอง (Self Determination) มากที่สุด อีกทั้งฝ่ายบริหาร (นายก อบจ. / นายกเทศบาล / นายก อบต.) รวมถึงฝ่ายสภาท้องถิ่น (สมาชิกสภา อบจ. / เทศบาล / อบต.) ล้วนแล้วมาจากการเลือกตั้ง ‘โดยตรงจากประชาชน’ ไม่มีทางที่ฝ่ายราชการมหาดไทยหรือทหารจะมาชี้นำหรือบงการให้เลือกผู้นำประชาชนด้วยวิธีอื่นใดได้ ดังนั้น หากไล่เช็คชื่อบรรดาผู้บริหารท้องถิ่นก็จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า เกือบทั้งหมดในชุมชนมุสลิม คนที่ได้รับการเลือกตั้งล้วนแต่เป็นคนไทยเชื้อสายมลายู มากกว่าที่จะคนไทยพุทธเสียอีก

และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ จำต้องได้รับงบประมาณจัดสรรมาจากงบส่วนกลาง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย (ผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) เพราะงบประมาณที่จัดเก็บเองในพื้นที่ย่อมไม่เพียงพอในการบริหารจัดการ นอกจากกรมนี้แล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังได้รับงบอื่น ๆ มาจากหน่วยงานราชการอื่นใดด้วย อาทิ กรมปกครอง กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น แต่เฉพาะ ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ที่บทความนี้ให้ความสนใจ จะมุ่งเน้นไปเฉพาะงบท้องถิ่นเป็นหลัก นั่นก็คือ งบประมาณจัดสรรมาจากส่วนกลาง ผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นงบที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ‘ขอรับงบประมาณ’ แล้ว ‘ดำเนินการจัดโครงการด้วยตนเอง’ แต่กระนั้นก็พึงระลึกว่ายังมี‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ จากแหล่งอื่นที่เข้ามาดำเนินโครงการในพื้นที่ในลักษณะโครงการเพื่ออนุรักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น สังคม และชุมชน เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา สำนักนายกรัฐมนตรี และ ศอ.บต. ซึ่งก็มีพันธะกิจของหน่วยงานในการส่งเสริมประเพณีและพหุวัฒนธรรมด้วย เป็นต้น  

ในปี 2567 ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ของจังหวัดยะลา ระบุว่า ลำพังเพียงแค่องค์การบริการส่วนจังหวัดยะลา (อบจ. ยะลา) เพียงหน่วยงานเดียว ได้ตั้ง ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ แทรกไว้ในส่วนของ ‘แผนงานการศาสนา วัฒนธรรม และนันทนาการ’ ไว้สูงถึง 18,019,700 บาท (สิบแปดล้านหนึ่งหมื่นเก้าพันเจ็ดร้อยบาท) ต้องกล่าวด้วยว่า โดยงบจำนวนนี้หมายรวมถึงงบรายจ่ายทุกประเภท (งบโครงการ การดำเนินการ บุคลากร วัสดุ)

ด้านบริการชุมชนและสังคม
แผนงานการศึกษา 28,160,200
แผนงานสาธารณสุข 60,843,700
แผนงานสังคมสงเคราะห์ 5,432,200
แผนงานเคหะและชุมชน 400,000
แผนงานสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 4,215,000
แผนงานการศาสนา วัฒนธรรม และนันทนาการ 18,019,700
ที่มา : ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา พ.ศ.2567

เมื่อสำรวจในโครงการที่เกี่ยวข้องหรือที่เข้ารูป ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ โดยเฉพาะที่สนับสนุนอัตลักษณ์ท้องถิ่นแล้ว ในหมวด ‘งานศาสนาวัฒนธรรมท้องถิ่น’ ตัวอย่างโครงการภายใต้งบประมาณ พ.ศ.2567 เช่น

ชื่อโครงการ งบประมาณ (บาท)
โครงการทดสอบการอ่านอัลกุรอาน 900,000
โครงการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการศาสนสถาน 1,000,000
โครงการมหากรรมตาดีกาสัมพันธ์ 1,700,000
โครงการรอมฏอนสัมพันธ์ 1,500,000
โครงการอนุรักษ์ขนมธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมและภูมิปัญญา 500,000
โครงการอบรมการสอนอ่านอัลกุรอาน 750,000
โครงการฟื้นฟูวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีน 150,000
ที่มา : ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา พ.ศ.2567

เงินจำนวนนี้เมื่อนำมาเทียบกับจำนวนงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดกว่า 400 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐไทยจัดสรรให้ จำนวน 271,000,000 บาท (สองร้อยเจ็ดสิบเอ็ดล้านบาท) และอุดหนุนให้อีก จำนวน127,136,000 บาท (หนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดล้านหนึ่งแสนสามหมื่นหกพันบาท) เมื่อนำมาเทียบกับงบประมาณที่ทาง อบจ. ยะลา จัดเก็บได้เองโดยไม่ต้องส่งส่วนกลาง พบว่ามีงบประมาณที่สามารถจัดเก็บเองเพียง 9,864,000 บาท (เก้าล้านแปดแสนหกหมื่นสี่พันบาท) นั่นเท่ากับว่า งบประมาณจำนวนกว่า 400 ล้านบาทนั้นปรากฎส่วนที่ อบจ.ยะลา จัดเก็บเองได้ไม่ถึง 10 ล้านเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่าเงินจำนวนแค่นี้น่าจะยังไม่เพียงพอต่อ ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ที่ อบจ.ยะลา ระบุไว้ในข้อบัญญัติเสียอีก จึงกล่าวได้ว่า เงินจำนวนกว่า 400 ล้านของ อบจ.ยะลา นี้ (แม้ว่าจะหักลบงบที่จัดเก็บเองออกไป) ย่อมไม่เพียงพอต่อการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบันเป็นแน่

และคำตอบคงชัดเจนว่า เงินจำนวนมากขนาดนี้มาจากไหน ? ถ้าหากไม่ได้มาจากการจัดสรรมาจากภาษีของคนไทยที่เหลือทั้งประเทศ ? และถึงแม้จะมีผู้โต้แย้งว่าหากตัดเอางบประมาณที่รัฐเก็บแล้วจัดสรรให้ (ซึ่งมีนักวิชาการบางคนอ้างว่าท้องถิ่นควรมีหน้าที่นี้เอง คือให้ท้องถิ่นจัดเก็บงบในส่วนนี้เองไม่ใช่หน่วยงานส่วนกลาง) มารวมกับเงินอีกเกือบ 10 ล้าน แต่คำตอบก็ยังน่าสงสัยว่า หากตัดเงินอุดหนุนจนเหลืองบประมาณราว 281 ล้านบาท เงินจำนวนเท่านี้จะทำให้การบริหารจัดการท้องถิ่นของ อบจ. ยะลา จะสามารถบรรลุประสิทธิภาพเช่นปัจจุบันหรือไม่ ?

และเมื่อตรวจสอบข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ย้อนกลับไปในปีเก่าขึ้นไปอีก ปรากฏข้อมูล ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ดังนี้

ปี งบประมาณ (บาท)
2566 17,790,300
2565 13,150,800
2564 14,797,000
ที่มา : ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา พ.ศ.2564-2566

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ของ อบจ.ยะลา ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 – 2567 มีแนวโน้ม ‘เพิ่มขึ้น’ แทบทุกปียกเว้นปี 2565 ปีเดียวที่ลดลงจากปีก่อน กระนั้นในภาพรวมแนวโน้มของ ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ มีลักษณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะหลัก 18 ล้านบาทในห้วงปีงบประมาณล่าสุด (2567) ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะสูงขึ้นอีกในอนาคต

นอกเหนือจาก อบจ.ยะลา ตัวอย่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัดยะลาที่น่าสนใจและมีบทบาทสูงเด่นในการให้บริการสาธารณะอีกแห่งหนึ่ง คือ เทศบาลนครจังหวัดยะลา เพราะในปี 2567 เทศบาลนครแห่งนี้จัดทำงบประมาณไว้ถึงหลักหนึ่งพันกว่าล้านบาท (1,170 ล้านบาท) ซึ่งมากกว่า อบจ. ยะลาเสียอีก และเมื่อสำรวจงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ซึ่งปรากฏอยู่ในส่วนของ ‘แผนงานการศาสนา วัฒนธรรม และนันทนาการ’ ปรากฏข้อมูลงบประมาณและโครงการ ดังนี้

ปี งบประมาณ (บาท) ตัวอย่างโครงการ
2567 11,275,000 โครงการแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน (700,000 บาท), โครงการรักษ์วัฒนธรรม รักษ์วิถีแดนใต้ (900,000 บาท), โครงการมลายูเดย์ (1,500,000 บาท), โครงการส่งเสริมทักษะอาชีพการตัดเย็บเสื้อท้องถิ่นมลายู (500,000 บาท) และโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ผ้าท้องถิ่นมลายู (1,000,000 บาท) เป็นต้น
2566 10,200,600 โครงการประเพณีชักพระ (1,200,000 บาท), โครงการแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน (700,000 บาท), โครงการรักษ์วัฒนธรรม รักษ์วิถีแดนใต้ (1,200,000 บาท), โครงการมลายูเดย์ (1,200,000 บาท) และโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพการตัดเย็บเสื้อท้องถิ่นมลายู (500,000 บาท) เป็นต้น
2565 9,175,600 โครงการประเพณีวันลอยกระทง (200,000 บาท),โครงการแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน (700,000 บาท),โครงการรักษ์วัฒนธรรม รักษ์วิถีแดนใต้ (1,200,000 บาท), โครงการมลายูเดย์ (1,200,000 บาท) และ โครงการอบรมสัมมนาแนวทางตัดสินนกเขา (100,000 บาท) เป็นต้น
ที่มา : เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เทศบาลนครยะลา พ.ศ.2565-2567

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’’ ของเทศบาลนครยะลาเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละประมาณ 1 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในทำนองนี้ในปีถัดไป โดยตัวอย่างโครงการที่จัดขึ้นโดยนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเห็นได้ว่าได้ใช้งบประมาณกว่าหลายล้านบาทในการสนับสนุนอัตลักษณ์ของชาวไทยเชื้อสายมลายู อีกทั้งส่งเสริมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่อย่างเต็มที่ ดังที่เห็นว่าบางโครงการ เช่น โครงการวันมลายูเดย์ อันเป็นโครงการสนับสนุนอัตลักษณ์มลายูที่จัดประจำอย่างยิ่งใหญ่ทุกปีอีกทั้งจัดติดต่อกันหลายวันหลายคืน และโครงการการส่งเสริมการตัดเย็บผ้าท้องถิ่นมลายู นี่เป็นตัวอย่างที่ประจักษ์ชัดถึงที่สุดของการส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นมลายูภายใต้การสนับสนุนงบประมาณของรัฐ โครงการดังกล่าวจัดขึ้นทุกปีไม่มีขาดมาตลอดหลายปี จึงกล่าวได้ว่า โครงการภายใต้ ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ต่างได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐไทยทุกปีไม่มีขาดตกบกพร่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก อาทิ เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ขอยกตัวอย่างงบที่เกี่ยวข้องกับ ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ พร้อมตัวอย่างโครงการ เพื่อให้ภาพภาพว้าง ๆ ของการสนับสนุนอัตลักษณ์และพหุวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่ชายแดนใต้ ดังนี้

ปี ชื่อโครงการ ชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2567

- โครงการอุดหนุนชมรมตาดีกา อำเภอบันนังสตา (สองหมื่นบาท)

- โครงการคิดถึงเมืองบันนังสตา (ห้าหมื่นบาท)

- โครงการจัดงานเทศกาลอาณีรายอ (สามหมื่นบาท)

- โครงการประเพณีเมาลิดสัมพันธ์ (ห้าหมื่นบาท)

- โครงการรอมฏอนสัมพันธ์ (สี่แสนบาท)

- โครงการอาซูรอสัมพันธ์สืบสานประเพณีชาวมุสลิม (ห้าหมื่นบาท)

เทศบาลตำบลบันนังสตา
2566

- โครงการประเพณีกวนอาซูรอ (ห้าหมื่นบาท)

- โครงการจัดงานเมาลิด (ห้าหมื่นบาท)

- โครงการรอมฏอนสัมพันธ์ (ห้าหมื่นบาท)

- โครงการเบิกฟ้ารามันสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น (ห้าหมื่นบาท)

องค์การบริหารส่วนตำบลกาลูปัง
2565

- โครงการกิจกรรมในเดือนรอมฏอน (หนึ่งแสนบาท)

- โครงการสืบสานประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตท้องถิ่น (สามหมื่นบาท)

- โครงการจัดวันสำคัญ (สองหมื่นบาท)

องค์การบริหารส่วนตำบลบันนังสาเรง
2565

- โครงการเทศการฮารีรายอ (สองหมื่นบาท)

- โครงการประเพณีเมาลิดสัมพันธ์ (ห้าหมื่นบาท)

- โครงการรอมฏอนสัมพันธ์ (สองแสนบาท)

- โครงการอาซูรอสัมพันธ์สืบสานประเพณีชาวมุสลิม (หกหมื่นบาท)

เทศบาลตำบลบันนังสตา
ที่มา : เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เทศบาลตำบลบันนังสตา (2565 และ 2567) , ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี องค์การบริหารส่วนตำบลบันนังสาเรง (2565) และ ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี องค์การบริหารส่วนตำบลกาลูปัง (2566)

ข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ในองค์กรส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก ก็ย่อมได้รับการจัดสรรงบประมาณและจัดทำโครงการเกี่ยวกับอัตลักษณ์และพหุวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นในพื้นที่อย่างชัดเจนสอดคล้องกับที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำหรับประเด็นการให้การสนับสนุนพหุวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคารพในอัตลักษณ์ที่หลากหลายของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ (ตามมาตรา 27 และ 43) โครงการส่วนมากก็เป็นไปในทางส่งเสริมอัตลักษณ์ของมลายูและศาสนาอิสลามมากกว่าประชาชนไทยพุทธซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าในพื้นที่ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า บรรดาผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ หรือพนักงานของท้องถิ่นที่ได้รับจัดสรรงบประมาณเหล่านี้มา ย่อมเป็นชาวไทยเชื้อสายมลายูเป็นหลักตามภูมิรัฐศาสตร์ชายแดนใต้ อีกทั้งการเขียนโครงการก็ย่อมเป็นไปในการเขียนให้สอดคล้องกับความต้องการหรือในที่นี้คือ ‘อัตลักษณ์’ ของคนส่วนมากในท้องถิ่นอันย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าก็คือ ‘ชาวไทยเชื้อสายมลายู’  ด้วยเหตุนี้ นี่จึงสอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจ(Decentralisation) อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการกำหนดใจตัวเอง (Self Determination) ที่ประเทศไทยและนานาชาติให้การรับรองและเคารพสิทธิ์อย่างแข็งขันมาโดยตลอด

สำหรับ ‘งบแฝง’ อื่น ๆ อันไม่ใช่งบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่เกี่ยวข้องกับ ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ที่เข้ามาดำเนินโครงการ/กิจกรรมในพื้นที่ยะลา เช่น โครงการถนนสายวัฒนธรรม วิถีไทย วิถีถิ่น จังหวัดยะลา ปี 2560 (งบประมาณ 3,633,000 บาท), นิรมิตรยาลอ ประเพณีแม่กอเหนี่ยวเทิดไท้องค์ราชัน จังหวัดยะลา ปี 2561 (งบประมาณ 490,000 บาท) ซึ่งโครงการข้างต้น จัดโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยะลา(ที่มา : แผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยะลา) โครงการส่งเสริมกิจกรรมด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมจังหวัดยะลา ปี 2567 (งบประมาณ 7,520,000 บาท) ซึ่งเป็นงบของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยะลา (ที่มา : แผนปฏิบัติราชการประจำปีจังหวัดยะลา ปีงบประมาณ พ.ศ.2567) เป็นต้น และดังที่กล่าวไว้แล้ว ‘งบแฝง’ ที่ส่งเสริมอัตลักษณ์และพหุวัฒนธรรมในลักษณะนี้ ยังปรากฎอยู่ในแผนปฏิบัติราชการหรือโครงการของหน่วยงานราชการอีกหลายหน่วย อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ ศอ.บต. หรือกระทั่งหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ที่ขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรมที่รับงบประมาณจากรัฐบาล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถตามไปสืบค้นหาในอนาคตได้

สรุป

ความเชื่อที่ว่า ‘รัฐไทยกดขี่อัตลักษณ์ชาวมลายูในพื้นที่ชายแดนใต้’ ซึ่งเป็นวาทกรรมของฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่กำลังสาดเทใส่รัฐไทยในปัจจุบัน เมื่อได้รับการสำรวจตรวจสอบด้วยข้อมูลอันเป็นจริงและเป็นภววิสัยแล้ว พบว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จทั้งสิ้น เพียงแต่อาศัยข้อมูลด้านงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนและมีลักษณะกระจายอำนาจมากที่สุด มาตรวจสอบข้อมูลด้านงบประมาณดู ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘งบประมาณด้านพหุวัฒนธรรม/อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ที่จัดสรรและสนับสนุนผ่านรัฐไทย งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้รับการถ่ายโอนมาสนับสนุนและส่งเสริมอัตลักษณ์และพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งหากเทียบศักยภาพในการจัดเก็บรายได้แล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เพียงลำพังย่อมไม่สามรถมีงบประมาณมากมายขนาดนี้ได้หากปราศจากการจัดสรรมาจากส่วนกลาง

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเชื่อว่าการกระจายงบในรูปแบบนี้ยังเป็นดุจเดียวกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่อื่น ๆ ทั่วทั้งประเทศ หาใช่แต่เพียงยะลาหรือจังหวัดชายแดนใต้เพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น เทศบาลเมืองลพบุรี ซึ่งโดดเด่นในด้านการจัดงานเชิดชูอัตลักษ์ความเป็นลพบุรีอย่างยิ่งใหญ่ เช่น วันแผ่นดินสมเด็จพระพระนารายณ์มหาราชและวันลอยกระทง โดยในปี 2567 ได้ตั้งงบประมาณ ‘แผนงานการศาสนา วัฒนธรรม และนันทนาการ’ ไว้จำนวน4,580,000 บาท (ที่มา : เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเทศบาลเมืองลพบุรี พ.ศ.2567 ) ซึ่งน้อยกว่าเทศบาลนครยะลาในปีเดียวกันเสียอีก (เทศบาลนครยะลาตั้งงบส่วนนี้ไว้ 11,275,000 บาท) ซึ่งงบของเทศบาลนครยะลาในปี 2567 นี้ ไล่เลี่ยกับงบประมาณของเทศบาลนครสงขลาในส่วนของ ‘แผนงานการศาสนา วัฒนธรรม และนันทนาการ’ โดยตั้งไว้ 12,000,480 บาท (ที่มา : เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเทศบาลนครสงขลา พ.ศ.2567) จึงเท่ากับว่างบของเทศบาลนครยะลากับเทศบาลนครสงขลาอยู่ในระดับเดียวกัน ดังนั้น การกล่าวหาว่ารัฐไทยอคติและเลือกปฏิบัติต่อชาวไทยเชื้อสายมลายูโดยต้องการทำลายอัตลักษณ์ท้องถิ่นจึงเป็นการกล่าวเท็จ ในเมื่อเทศบาลนครยะลาและสงขลาต่างก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณเท่าเทียมกัน

ดังนั้น อัตลักษณ์และพหุวัฒนธรรมของชนกลุ่มต่าง ๆ ในไทย นอกจากไม่ได้รับการกดทับ/กดปราบให้แสดงออกจากรัฐดั่งคำสมอ้างของฝ่ายขบวนการและแนวร่วมแบ่งแยกดินแดนแล้ว หากแต่เป็นรัฐไทยเองที่สนับสนุนการแสดงออกเรื่องอัตลักษณ์และพหุวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์อย่างแข็งขันอีกด้วย

ที่มา :

[1] ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา พ.ศ.2567
[2] ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา พ.ศ.2564-2566
[3] เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เทศบาลนครยะลา พ.ศ.2565-2567
[4] เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เทศบาลตำบลบันนังสตา (2565 และ 2567) , ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี องค์การบริหารส่วนตำบลบันนังสาเรง (2565) และ ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี องค์การบริหารส่วนตำบลกาลูปัง (2566)

]]>
มองพม่าผ่านสายตา ‘ธูซีดิดีส’ นักปรัชญากรีก https://www.luehistory.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%98%e0%b8%b9%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%aa-%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%81/ Fri, 26 Apr 2024 05:48:21 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22731

บทความโดย : ไกอุส

“ท่านเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเกินไป… ในความเป็นจริงแล้ว หากกลับมาสู่เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่เราเคยบอกท่าน มนุษย์แต่ละคนย่อมคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น และในช่วงที่ท่านคิดว่าคนอื่นจะใจดีกับท่าน หรือเห็นว่าท่านเป็นคนมีศีลธรรมนำใจ กลับกัน คนอื่นเหล่านั้นกำลังหาทางจะแทงท่านจากข้างหลังทันทีเมื่อมีโอกาส ไม่มีใครสนใจศีลธรรมที่ท่านทึกทักเอาเองฝ่ายเดียวดอก

เอาล่ะ.. ท่านจงระวังตัวเองไว้ให้ดีเถิด”

จากสถานการณ์สงครามกลางเมืองของพม่าที่เข้มข้นในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราในฐานะคนไทยอีกต่อไป จากการที่รัฐบาลทหารพม่ากำลังพ่ายแพ้และเสียเขตอำนาจรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ ย่อมเป็นเหตุให้ทางฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการชายแดนและต่างประเทศของไทย จำจะต้องคอยสดับฟังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะต่อให้คนไทยทั่วไปมองประเด็นนี้ว่าเป็นเรื่องภายในประเทศของพม่า (อธิปไตยต้องไม่แทรกแซง) หรือ เป็นเรื่องของอุดมการณ์สิทธิมนุษยชน (ต้องสนับสนุนประชาธิปไตยชนกลุ่มน้อยสู้กับเผด็จการทหารพม่า)

หากแต่สิ่งที่ต้องพึงระวังเป็นสำคัญคือท่าทีระหว่างประเทศที่เราในฐานะรัฐเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับพม่าทั้งภาคเหนือจรดภาคตะวันออก และติดกับพื้นที่ทางทะเลในภาคใต้

กล่าวให้ชัด เพราะเราไม่สามารถ ‘ย้ายบ้านหนี’ หรือ ‘เปลี่ยนเพื่อนบ้าน’ ได้นี่เอง

การที่มีสภาพภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Body) รั้วชิดติดกันขนาดนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ท่าทีระหว่างประเทศระหว่างเรากับเขามีความเปราะบางอย่างมาก

และถึงกระนั้น หากตัดประเด็นท่าทีของเราทิ้งไปเสีย อย่างไรก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ได้รับผลกระทบหากเกิดเหตุการณ์ความเป็นไปในพม่าที่อาจขยายลามข้ามเขตแดนมาฝั่งเราไม่ได้ ดังที่เห็นจากข่าวทุกวี่ทุกวันแล้วว่า มีการข้ามเขตแดนมาฝั่งไทยไม่ว่าจะทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่าและกองกำลังของพม่าเอง เพื่อลี้ภัยหรือเข้ามารับการรักษาตามหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แทบทุกวัน

และในฐานะ ‘เพื่อนบ้านที่ดี’ ไทยเราควรกระทำตัวอย่างไร ? เราควรหยิบยืมมุมมองการเมืองระหว่างประเทศของใครมาใช้ในกรณีสงครามกลางเมืองของพม่านี้ ?

ทำความรู้จักกับสำนักคิดแนวสัจนิยมคลาสสิค (Classical Realism)

สำนักสัจนิยมคลาสสิค ถือเป็นแนวคิดหนึ่งในมุมมองและทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศมาช้านาน กล่าวกันว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น งานเขียนอันทรงคุณค่าของมนุษยชาติที่ริเริ่มและใช้มุมมองนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยยึดอยู่กับ ‘สภาพความเป็นจริง’ ก่อนใครเพื่อน คือ ‘ธูซีดิดีส’ (Thucydides) นักการทหารและนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกจากเมืองเอเธนส์

เขามีอายุอยู่ในช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล ปัจจุบัน ธูซีดิดีสได้รับฉายาจากนักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ว่าเป็นบิดาของสำนักคิดแนวสัจนิยม อันเป็นผลมาจากผลงานอันเลื่องชื่อของเขา ที่คนในอดีตและปัจจุบันยังอ่านกันไม่รู้จบสิ้น คือ ‘History of Peloponnesian War’ ซึ่งมีเนื้อหาหลัก ๆ เล่าถึงสงครามระหว่าง 2 นครรัฐกรีกที่ยิ่งใหญ่คือ เอเธนส์ (Athens) กับ สปาร์ต้า (Sparta) พร้อมด้วยตัวแสดงอื่น ๆ อันเป็นรัฐพันมิตรของนครรัฐทั้ง 2

หัวใจอันเป็นข้อคิดสำคัญของ ‘History of Peloponnesian War’ ที่ธูซีดิดีสพยายาม ‘ส่งสาส์น’ ย้ำเตือนคนในรุ่นหลัง นั่นคือ ‘ธรรมชาติของมนุษย์เห็นแก่ตัว’

มนุษย์ทุกคนสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตัว การเอาตัวรอด และมุ่งเน้นการสั่งสมอำนาจจึงเป็นหนทางที่จะทำให้เราปลอดภัย และเมื่อมองภาพขยายมาในฐานะรัฐหรือประเทศชาติแล้ว รัฐแต่ละรัฐก็ย่อมเอาประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่ จึงกล่าวได้ว่าในสายตาของธูซีดิดีส การเอาตัวรอด (Survival) และ การช่วยเหลือตนเอง (Self-help) ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้รัฐรักษาตัวรอดไว้ได้ก็คือการมี‘อำนาจอธิปไตย’ (Sovereignty) เพราะถ้าไม่มีอำนาจชนิดนี้ดำรงอยู่ รัฐนั้นก็คือรัฐที่ไร้ประโยชน์ ปกป้องประชาชนของตนไม่ได้ เพราะไร้ซึ่งอำนาจและเสียงของตนเอง รัฐเช่นนี้จะเรียกตนเองว่าเป็นรัฐเลยก็ไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ ท้ายที่สุดรัฐแต่ละรัฐควรมุ่งสนใจแต่ประโยชน์ของตนเองเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง (Security) แนวคิดนี้ต่อมาได้ถูกส่งทอดมายังนักปรัชญเมณีคนสำคัญอีกหลายคนในยุคหลัง เช่น แมคเคียวิอาลี และ โทมัส ฮอบส์ เป็นต้น นักวิชาการเรียกแนวคิดที่สนใจ ‘การที่รัฐสนใจเอาตัวรอด’ เป็นหลักนี้ว่า ‘สัจนิยมคลาสสิค’ หรือ ‘Classical Realism’ ซึ่งถืออำนาจอันเด็ดขาดของรัฐเป็นสรณะ

หากธูซีดิดีสเป็นคนไทย เขาจะมองสถานการณ์ในพม่าเช่นไร ?

เมื่อนำแนวคิดสัจนิยมคลาสสิคของธูซีดิดีสมาเป็น ‘แว่น’ ในการวิเคราะห์และมองสถานการณ์พม่าที่จำต้องมีผลกระทบไม่ว่าทางใดทางหนึ่งมายังประเทศไทย หรือกล่าวให้ชัด ๆ ว่าหากเราลองสมมติเล่น ๆ ว่าหากผู้นำในหน่วยงานความมั่นคงไทยหน่วยงานหนึ่งได้ปรึกษาหารือกับธูซีดิดีส เขาจะมีความเห็นต่อกรณีพม่าอย่างไร ? และความเห็นเหล่านี้จะไปกำหนดท่าทีและนโยบายทางความมั่นคงและการต่างประเทศอย่างไร ? เหล่านี้คือความน่าจะเป็นไปได้ที่ ธูซีดิดีส จะบอกหรือแนะนำคนไทยได้

ให้เรื่องพม่าเป็นเรื่องของพม่า

ธูซีดิดีสจะบอกเราเช่นนี้ และไม่มีวันเปลี่ยนเป็นอื่น เพราะหัวใจของแนวคิดสัจนิยมคือการมีอยู่ของอำนาจอธิปไตยภายในรัฐ ด้วยเหตุนี้ ท่าทีทางการของเรา (ประเทศไทย) ในฐานะรัฐเพื่อนบ้าน (ที่เลือกจะย้ายบ้านไม่ได้) ย่อมต้องเคารพอธิปไตยของรัฐบาลพม่า

ไม่ว่าสถานการณ์ของรัฐบาลพม่าจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าหากรัฐบาลพม่ายังเป็นชุดเดิม ท่าทีของไทยก็ควรจะเคารพต่ออธิปไตยของพม่า หลีกเลี่ยงที่จะแสดงท่าทีสนับสนุนการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อย (เนื่องจากในสายตาของรัฐบาลพม่า คนเหล่านี้คือกบฏ) เพราะเช่นกัน เราไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดในอนาคตว่า อะไรจะเกิดขึ้น จะมีอะไรแทรกซ้อนขึ้นมาอันเป็นปัจจัยให้ฝ่ายรัฐบาลพม่าเข้มแข็งขึ้นและฝ่ายต่อต้านอ่อนแอได้หรือไม่

ลองจินตนาการว่า หากเราในฐานะรัฐไทยได้เอาใจช่วยอย่างชัดเจนต่อชนกลุ่มน้อยฝ่ายต่อต้าน และลงท้ายเป็นรัฐบาลพม่าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ณ เวลานั้น เราจะห้ามมิให้พม่ารู้สึกไม่ดี หรือ ‘ไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้าน’ อย่างเราได้อย่างไร ? คำตอบสำหรับท่าทีอันเป็นทางการของรัฐไทยในสายตาของธูซีดิดีส คือ ‘ให้เรื่องพม่าเป็นเรื่องของพม่าเสียเถิด’

ท่าทีของไทยต่อภายนอก

เมื่อได้ท่าทีอันเป็นทางการว่า ‘ให้เรื่องพม่าเป็นเรื่องของพม่า’ แล้ว ต่อสมาชิกชุมชนนานาชาติ ไทยเราควรจะสำแดงท่าทีอย่างไร ? คำตอบในประเด็นนี้คงชัดเจนไม่ต่างจากข้อ A. นั่นคือ ไทยควรวางตัวเป็นกลางในสภานการณ์ความขัดแย้งนี้ และต่อให้มีชาติมหาอำนาจอื่นใดหรือสถาบันระหว่างประเทศใด เรียกร้องให้ไทยกระทำการอื่นใดอันเป็นละเมิดอธิปไตยของรัฐบาลพม่า

ไทยเราควรวางตัวนิ่งเฉยเสีย ปัจจัยด้านอุดมการณ์ตามที่ลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) ซึ่งเป็นคนละแนวคิดกับสัจนิยม พยายามป่าวประกาศว่าจะเป็นยารักษาโรคและหนทางแก้ไขปัญหายุ่ง ๆ ในพม่าตาม ‘วิถีมนุษยชนและประชาธิปไตย’ ได้นั้น ธูซีดิดีสจะเตือนเราว่าต้องชั่งใจให้ดี ๆ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในพม่า ซึ่งจะต้องกระทบกับไทยไม่ว่าทางหนึ่งแน่ ๆ

แม้ว่าปัจจัยในการสู้รบอาจเป็นเรื่องของความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองต่อต้านเผด็จการทหารพม่า หากแต่ผลกระทบนั้นเป็น ‘สิ่งที่เกิดขึ้นจริง’ ต่อไทย ทั้งปัญหาผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย ลูกหลง การไล่ล่า การเคลือรนไหวทางการเมืองที่ใช้ไทยเป็นฐาน หรือความไม่สงบอาจขยายเข้ามาในพื้นที่ที่ตกลงกันว่าอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย เหล่านี้ธูซิดิดีสจะบอกกับคนไทยว่า

‘เป็นเรื่องเหลวไหลเลอะเทอะ ที่จะเอามุมมองแบบเสรีนิยมหรืออุดมการณ์มาใช้กับชีวิตและความเป็นความตายชองคนไทยที่รับผลกระทบจากการสู้รบของเพื่อนบ้าน’

กล่าวให้ชัด ธูซีดิดีสกำลังย้ำเตือนกับคนไทยว่า ‘จงหยุดมองโลกในแง่ดี’

เพราะทราบใดที่สถานการณ์ภายในของพม่าไม่สงบ ก็อย่างหวังใจว่าชายแดนของไทยจะสงบด้วย ผลกระทบทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ไทยเราต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ปัญญาของพม่าไม่ลามเข้าสู่เขตแดนของเรา

ดังนั้น ไทยจึงต้องสำแดงความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดในกรณีนี้ จนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปจนมั่นใจว่าสมควรที่จะเปลี่ยนท่าทีหรือทัศนะดังกล่าว หรือได้รับการ ‘ร้องขอ’ ให้ช่วยเหลือจัดการไกล่เกลี่ยทั้งจากฝ่ายรัฐบาลพม่าเองและฝ่ายต่อต้าน ทั้งนี้ เรื่องเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา เรื่องของเขายังจะเป็นเรื่องของเขาตราบเท่าที่เขายังไม่ต้องการให้ช่วย

การเตรียมรับมือกับสถานการณ์อย่างปัจจุบันทันด่วนของไทยจึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุด

ท่าทีของไทยต่อภายใน

‘คนไทยทั้งหลาย ท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่า สมมติเหตุการณ์ในพม่าจบลงด้วยชัยชนะของชนกลุ่มน้อยฝ่ายต่อต้านแล้วเหตุการณ์จะสงบลง ?’

ธูซีดิดีสอาจจะกล่าวประโยคนี้กับคนไทยคนใดก็ตามที่กำลังส่งแรงใจแรงเชียร์แก่กลุ่มชาติพันธุ์ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่า เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว พื้นที่ของประเทศพม่าประกอบไปด้วยความแตกต่างของชาติพันธุ์สูงมาก หากแต่ชนกลุ่มที่ครองอำนาจอธิปไตยกลับเป็นชนชาติพม่าเป็นพื้น ดังนั้น สมมติว่าท้ายที่สุดรัฐบาลทหารพม่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ทว่า

C.1 รัฐบาลเก่าแพ้แต่ยังไม่หมดอำนาจ แต่กลับไปรวบรวมกำลังผลมาใหม่ ต่อต้านกับรัฐบาลพม่าใหม่ที่ก่อตั้งด้วยชาติพันธุ์ต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ สงครามจะดำรงอยู่ต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนฝ่ายรัฐบาบเท่านั้น

C.2 รัฐบาลเก่าพ่ายแพ้หมดรูป และไม่คิดสู้อีก กลุ่มชาติพันธุ์สถาปนารัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ หากแต่สุดท้ายก็ไม่ลงตัวกันในเรื่องการปกครอง การสู้รบยังมีอยู่ต่ไปไม่จบสิ้น เพราะสังคมพม่าในอดีตก็เป็นการต่อสู้ของชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ เผลอ ๆ ชนกลุ่มน้อยอาจมีมนุษยธรรมน้อยกว่ารัฐบาลทหารพม่า (ที่สั่งสมประสบการณ์มานานนม) ก็เป็นได้

C.3 รัฐบาลเก่าพ่ายแพ้หมดรูป และไม่คิดสู้อีก กลุ่มชาติพันธุ์สถาปนารัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ และมีความเห็นว่า ดินแดนของไทยบางส่วนเคยเป็นเขตของชนกลุ่มน้อยในสมัยโบราณ ดังนั้น จึงต้องทวงคืนดินแดน (ที่ปัจจุบันนี้เป็นของไทย) มาจากไทย สงครามไม่ยุติ หากแต่เปลี่ยนจากความขัดแย้งระหว่างภายในของพม่า มาเป็นสงครามระหว่างไทยกับพม่า

สถานการณ์เหล่านี้ย่อมมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิด เพราะ ‘รัฐ’ กับ ‘ชาติ’ ใช่ว่าจะแนบสนิทกันในทุกกรณีไป ภาพฝันของประเทศใหม่ของบางกลุ่มชาติพันธุ์อาจหมายรวมถึงการรวมเอาดินแดนที่เขา ‘จินตนาการ-เห็นว่า’ ไทยเอาดินแดนของเขาไปผ่านการปักปันเขตแดนกับรัฐบาลพม่า โดยที่เขาไม่ยินยอมและสมัครใจ ดังนั้น จึงจะต้องทวงดินแดนเหล่านั้นคืน (เช่น รัฐไทใหญ่ รัฐมอญ) ใครมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหลนั้น ธูซีดิดีสจะบอกส่งท้ายว่า

“ท่านเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเกินไป… ในความเป็นจริงแล้ว หากกลับมาสู่เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่เราเคยบอกท่าน มนุษย์แต่ละคนย่อมคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น และในช่วงที่ท่านคิดว่าคนอื่นจะใจดีกับท่าน หรือเห็นว่าท่านเป็นคนมีศีลธรรมนำใจ กลับกัน คนอื่นเหล่านั้นกำลังหาทางจะแทงท่านจากข้างหลังทันทีเมื่อมีโอกาส ไม่มีใครสนใจศีลธรรมที่ท่านทึกทักเอาเองฝ่ายเดียวดอก

เอาล่ะ.. ท่านจงระวังตัวเองไว้ให้ดีเถิด”

อ้างอิง :

[1] นรุตม์ เจริญศรี. ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ. คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
[2] ศิวพล ชมพูพันธุ์. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ : ทฤษฎี และการศึกษาในโลกร่วมสมัย.
[3] Thucydides. History of Peloponnesian War.

]]>
มีมานานแล้ว? นักวิชาการฝ่ายซ้าย ‘เห็นอย่างไร’ กับวิทยานิพนธ์ที่ปั้นข้อมูลเท็จหรือลอกมาบางส่วน https://www.luehistory.com/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%8b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%87%e0%b8%88/ Fri, 26 Apr 2024 05:42:19 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22722

วิทยานิพนธ์ปั้นข้อมูลเท็จหรือวิทยานิพนธ์ที่ลอกมาบางส่วน นักวิชาการฝ่ายซ้ายเห็นยังไง

ปัญหาวิทยานิพนธ์ในวงการศึกษาในประเทศไทยดูเหมือนจะเป็นประเด็นร้อนมาได้หลายปีแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก “การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)” ของนายณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาที่ผลสอบวิทยานิพนธ์ยืนยันแล้วว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงในไม่นานนี้ซึ่งนำไปอ้างอิงในการเขียน หนังสือ “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ” และ “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

ล่าสุดก็มีการกรณี องค์กรไม่แสวงหากำไร หรือ NGOที่เคยถูกเปิดเผยว่ารับเงินจากต่างประเทศมาเรื่อยๆ อย่าง iLaw อ้างว่าวิทยานิพนธ์ของ สว.สมชาย แสวงการ นั้นไม่ใส่อ้างอิงและมีการคัดลอกเนื้อหา แม้ภายหลังพบว่ามีการแก้ไขโดยการใส่อ้างอิงให้ถูกต้องแล้วก็ตาม จนสว. สมชาย ออกมายืนยันว่าเขียนวิทยานิพนธ์จริงและประกาศว่าจะฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทแก่ iLaw

และดูเหมือนทุกครั้งที่มีปัญหานักวิชาการฝ่ายซ้ายเหล่านี้ก็มักจะออกมาให้ความเห็นถึงหลักการอยู่เสมอๆ แล้วพวกเขาเหล่านั้นยึดหลักการอะไรกันแน่

ผิด หรือ ไม่ผิด โกงไม่โกง ทางวิชาการกันแน่?

กรณี 1 มันคือการผิดทางมาตรฐานทางวิชการและมันคือการโกง

โดย อ.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 19 เมษายน 2024 ลำดับที่ 141 จาก 279 นักวิชาการที่จี้จุฬาฯหยุดสอบสวนวิทยานิพนธ์ ‘ณัฐพล ใจจริง’พูดถึงกรณีวิทยานิพนธ์ของ สว. สมชาย แสวงการถูก iLaw อ้างว่ามีไม่ใส่อ้างอิงและมีการคัดลอกเนื้อหา

“เรื่อง สว. สมชาย แสวงการ ลอกวิทยานิพนธ์นี่ไม่ใช่แค่ลืมใส่อ้างอิง เพราะต่อให้ใส่อ้างอิง การคัดลอกมาเป็นหน้าๆก็ยังผิดมาตรฐานการทำงานวิชาการอยู่ดี

ตอนนี้เข้าใจว่าทางนิติ มธ ยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรออกมา แต่จะชี้ว่า อาจารย์ที่ปรึกษาและกรรมการสอบนั้น จริงๆไม่จำต้องรับผิดในเรื่องการคัดลอก

หน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษา และคณะกรรมการก็คือ ดูว่า เนื้อหาของงานถูกต้องสอดคล้องกันสมบูรณ์พอให้ผ่านหรือไม่

ส่วนเรื่องลอกหรือไม่ลอก ปัจจุบันน่าจะเป็นหน้าที่ของโปรแกรมตรวจจับซึ่งบังคับให้ต้องนำไปตรวจก่อนส่งเล่มอยู่แล้ว

เรื่องแค่นี้ก็น่าจะจบ ถ้าไม่ใช่หลายปีมานี้ มีความพยายามในกลุ่มสลิ่มนี่ล่ะ ที่อ้างว่า อาจารย์ที่ปรึกษาและคณะกรรมการต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่ผู้เขียน วพ. เขียนลงไป เชิงอรรถผิดนิดผิดหน่อย การตีความไม่ตรงใจ ล้วนต้องลงโทษอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสิ้น

ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกับที่จุฬาพยายามจะใช้กับณัฐพล ใจจริง อาจารย์ที่ปรึกษาและคณะกรรมการสอบ วพ. ก็คงต้องผิดกันไปหมด

ฝรั่งเขาเรียกว่า paint themselves into the corner คือ ต้อนตัวเองเข้ามุมกันเองแท้” [1]

นอกจากนี้ยังมีการตอบคอมเม้นจากคอมเม้นว่า

“แต่โปรแกรมตรวจจับ…บางทีก็หาไม่เจอนะพี่ จริงๆ”

และอ.เข็มทองก็ได้ตอบว่า

“หาไม่เจอก็ไม่ว่าไง เพราะว่ามันเป็นแค่การคัดกรอง แต่ลอกก็คือลอก ไม่ได้เปลี่ยนให้ไม่ผิด เพราะการลอกมันต้องตั้งใจ เหมือนโกงข้อสอบแล้วจับไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าไม่โกง”

ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าวิทยานิพนธ์ที่มีการลอกกันหรือที่มีปัญหานั้นก็คือการ ‘โกง’

กรณี2 เป็นเรื่องปกติไม่ใช่ปัญหาทางวิชาการ

แม้อ.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง ได้วิจารณ์ไปแล้วว่ามันคือความผิดและคือการโกง ถึงอย่างไรก็ดีมีความเห็นเชิงที่ว่าปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงอะไรเป็นเรื่องปกติในวงการวิชาการหรือวงการศึกษา

โดย

อ. เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 4 มกราคม 2021 พูดถึงกรณืวิทยานิพนธ์ที่มีการสร้างข้อมูลเท็จของ ณัฐพล ใจจริง ที่ผลสอบวิทยานิพนธ์ยืนยันภายหลังแล้วว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง

“Magnum opus ของพวกคุณจะเขียนตอนอายุสี่สิบกว่าๆ

นี่คือสิ่งที่ ผอ. หลักสูตรปริญญาเอกบอกไว้ตอนปฐมนิเทศน์หลายปีก่อน เพื่อเตือนสติให้นักศึกษาใหม่เข้าใจว่าปริญญาเอกที่ตนเองกำลังจะทำคืออะไร

มันไม่ใช่งานสมบูรณ์แบบสุดยอดแน่ๆ มันเป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่หลายคนเคยทำมาในชีวิตตอนนั้น เกือบๆแสนคำ เชิงอรรถร่วมพัน บรรณานุกรมนับร้อยๆ ภายใต้เวลาจำกัดมากๆ 4-6 ปี แล้วคนเขียนเองก็อยู่ใต้ความกดดันนานาชนิด บางคนเงินหมดกลางทางต้องไปนอนห้องสมุดร่วมเดือนก็มี บางคนเขียนไปซึมเศร้าไป หรือติดเหล้าต้องกินเบียร์ระหว่างพิมพ์ก็มี

หลังจากเรียนจบ หลายคนได้กลับไปอ่านงานตัวเอง พบข้อผิดพลาดมากมาย อ้างอิงผิด ตีความแหล่งข้อมูลผิด พิมพ์ผิด ลิงค์เสีย บางความผิดเป็นความรับผิดชอบตัวเอง บางอย่างเป็นเรื่องนอกการควบคุม

แต่ที่จบกันมาได้เพราะงานถึงมาตรฐานที่มหาวิทยาลัยกำหนด หลังจากนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนจะจัดการงานตัวเองอย่างไร

บางคนเอาไปปรับปรุงเป็นหนังสือก็มี บางคนเอาไปแตกย่อยเป็นบทความหลายๆบท บางคนโยนทิ้งแล้วไปเริ่มโครงการใหม่ บางคนเอาไปเผาทิ้งก็มี

วพ. ปริญญาเอกมันก็แค่นี้จริงๆ ไม่ได้เลิศเลอ แต่ก็ได้มาตรฐาน” [2]

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ’ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลำดับที่ 2 จาก 279 นักวิชาการที่จี้จุฬาฯหยุดสอบสวนวิทยานิพนธ์ ‘ณัฐพล ใจจริง’ พูดถึงกรณีวิทยานิพนธ์ที่มีการสร้างข้อมูลเท็จของ ณัฐพล ใจจริง ที่ผลสอบวิทยานิพนธ์ยืนยันภายหลังแล้วว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง

“เสรีภาพก็ต้องมีขอบเขต มันไม่ใช่ทำอะไรก็ได้ ไม่ใช่พูดได้ตามใจคือไทยแท้ อะไรแบบนั้น ไม่ใช่แน่ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องอ้างอิงข้อมูล แต่ในกรณีนี้ส่วนที่มีปัญหาเชิงอรรถ อาจารย์ณัฐพลก็ขอแก้ไขกับทางจุฬาฯ แล้ว ถ้าจะยกเฉพาะกรณีขึ้นมาก็เฉพาะกรณีนี้”

“ในส่วนหนึ่งผมคิดว่าอาจารย์ณัฐพลเขาก็ยอมรับไปแล้วเรื่องเชิงอรรถก็น่าจะจบ ถ้าในประเทศที่เป็นอารยะแล้ว เป็นประชาธิปไตยแล้ว เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล็ก อาจจะขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วเรื่องก็จบ แต่กรณีนี้การที่ไม่จบเพราะมีความขัดแย้งกันซึ่งอยู่ลึกมาก ไม่ใช่ประเด็นวิชาการเพียวๆ แต่เป็นความขัดแย้งเรื่องตัวบุคคลด้วย” [3]

ผศ.ดร. เอกก์ ภทรธนกุล ผู้ช่วยอธิการบดีด้านสื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กล่าวกับบีบีซีไทยกรณีวิทยานิพนธ์ที่มีการสร้างข้อมูลเท็จของ ณัฐพล ใจจริง ที่ผลสอบวิทยานิพนธ์ยืนยันภายหลังแล้วว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง

“แม้ไม่มีจดหมายฉบับนี้ เราก็ต้องใช้หลักการสากลในการพิจารณาอยู่แล้ว เช่น ถ้าเป็นกรณีการคัดลอกงาน จะลอกน้อยลอกมากก็คือลอก แต่กรณีกระทบความถูกต้องเหมาะสมและอื่น ๆ ที่อาจนำไปสู่การถอดถอน (ปริญญา) ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเพียงพอที่จะตอบคำถามได้ว่าจะนำไปสู่การถอดถอนหรือไม่ถอดถอน ถึงตอนนั้นทุกความกังขาคาใจจะหมดไป” [4]

แม้จะเป็นนักวิชาการฝ่ายซ้ายเหมือนกันแต่ดูเหมือนว่าจะมีบางคนมีความเห็นแตกต่างกัน หากอ้างอิงตามหลักที่นักวิชาการเหล่านี้อ้างมาแล้ว คิดว่ากรณี วิทยานิพนธ์ที่มีการสร้างข้อมูลเท็จของ ณัฐพล ใจจริง ที่ผลสอบวิทยานิพนธ์ยืนยันภายหลังแล้วว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง กับ วิทยานิพนธ์ถูกอ้างว่าไม่มีอ้างอิงและลอกมาบางส่วน ของสว.สมชาย แสวงการ ควรจัดการยังไงไม่ให้ ‘ย้อนแย้ง’ ในหลักการ

]]>
2475 การปฏิวัติที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะการปฏิรูปการปกครองที่แท้จริงเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ https://www.luehistory.com/2475-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ Mon, 22 Apr 2024 05:09:16 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22692

นับตั้งแต่อดีต โบราณมา การเมืองการปกครอง การใช้ชีวิตของผู้คนแถบอุษาคเนย์ นับตั้งแต่กษัตริย์ ไปจนถึงทาสนั้นได้ถูกสิ่งที่เรียกว่า กฎหมายตราสามดวง ครอบทั้งประเทศเอาไว้ กษัตริย์ก็ไม่ได้กำหนดสถานะของคนในประเทศก็ ทั้งหมดถูกเขียนเอาไว้ในกฎหมายตราสามดวงว่าคนมีกี่สถานะ ในแต่ละสถานะต้องทำหน้าที่อะไร ทำงานยังไง มีโทษยังไง

กฎหมายตราสามดวงนั้นกำหนดเอาไว้ทุกอย่าง

นอกเหนือจาก กฎหมายตราสามดวงที่ครอบการใช้ชีวิตของผู้คนเอาไว้แล้วนั้น เฉพาะสถาบันกษัตริย์เอง ก็ถูกเขียนครอบเอาไว้ด้วยกฏมณเฑียรบาลอีกด้วยว่า การเป็นสมมติเทพนั้นต้องทำตัวอย่างไร มีลักษณะการสืบทอดอย่างไร ระบบราขการก็จะแบ่งออกเป็นแค่สองส่วนคือ ขุนนางพลเรือนและขุนนางทหารเท่านั้น

กฎหมายตราสามดวง รูปแบบการใช้ชีวิต กฏมณเฑียรบาลนี่เราได้รับอิทธิพลสืบมาจากขอม มาจากอินเดียใต้ กษัตริย์แต่ละพระองค์ หรือแม้แต่ผู้คนแถบอุษาคเนย์นั้น เกิดมาก็รับรู้แบบนี้มาตลอด จะมารื้อทุกอย่างไม่ได้ เพราะมันเป็นแกนของการใช้ชีวิต เป็นทุกอย่างของอาณาจักรและการปกครอง

ทุกอย่างก็สืบเนื่องต่อสายแนวคิด รูปแบบการเมืองการปกครองการใช้ชีวิตแบบนี้จนมาถึงยุครัตนโกสินทร์ ในยุครัชการที่สี่

จนเมื่อมาถึงรัชกาลที่ห้าท่านก็เริ่ม Reform ประเทศเป็นแบบตะวันตก

รัชการที่ห้าท่านเปลี่ยนโครงสร้างจากคติเดิมแบบโบราณที่สืบทอดกันมา ที่จะมีเทพ มาเป็นผู้ปกครองโดยยกให้ผู้ปกครองเป็น “สมมติเทพ” ให้เป็นรูปแบบรัฐสมัยใหม่อย่างตะวันตก ท่านทรงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง การปกครอง การบริหารประเทศ เปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต ลดอำนาจของกษัตริย์ที่ถือว่ามาจากสวรรค์เป็นสมมติเทพลง ทยอยปลดปล่อยทาส อย่างค่อยๆ เป็นค่อย ๆ ไปจนเลิกไปได้หมดในที่สุด

เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ห้านั้นทรงเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างแท้จริง

คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้น ไม่ได้มาเปลี่ยนแปลงอะไรเลย นอกจากมาชิงอำนาจจากกษัตริย์แล้วนำมาเขียนเอาไว้ในหมวดหนึ่งของ “ธรรมนูญการปกครอง” แล้วกำหนดให้กษัตริย์ อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครอง ที่เหลือก็เอาสิ่งที่รัชการที่ห้าท่านทำมาแล้ว ใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง

สิ่งที่คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองทำไปในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศนี้เลย นอกจากมาชิงอำนาจเท่านั้น

รายละเอียดสามารถรับชมได้จากในคลิปนี้

]]>
ทุกพระปฐมบรมราชโองการของกษัตริย์ราชวงศ์จักรีชี้ชัดว่า กษัตริย์มิได้ทรงเป็นเจ้าของ ‘ทุกอย่าง’ และ ‘แผ่นดินทั้งผืน‘ อย่างที่เชื่อและเล่ากันมาตลอด https://www.luehistory.com/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2/ Sat, 06 Apr 2024 11:54:54 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22656

ใครคือเจ้าของประเทศ? (ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475)

เห็นมีผู้ทรงคุณวุฒิแห่งประเทศ ตั้งคำถาม ทำไมพระมหากษัตริย์ไม่ปฏิญาณตนก่อนรับตำแหน่ง เหมือนกับคณะราษฎร์ ที่ประกาศเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่เป็นเหมือนสัญญาประชาคม

สงสัยไม่รู้จักพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือเลือกที่จะละเลยไม่กล่าวถึงไป

พระราชพิธีนี้เป็นทั้งทางราชการ​ ศาสนพิธี และ วัฒนธรรมเพื่อแสดงว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ แต่ละพระองค์จะทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการ คล้ายๆสัญญา คล้ายๆนโยบายของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์

รัชกาลที่ 1-5 ตามระบอบการปกครองยังถือว่าที่ดินเป็นของพระเจ้าแผ่นดินทั้งหมด(ก่อนมีโฉนดที่ดิน) ทุกพระองค์จะมีพระปฐมบรมราชโองการทำนองเดียวกันว่า ต้นไม้ แหล่งน้ำ สิ่งของ ที่ดิน ที่ไม่มีเจ้าของนั้นก็ให้ตามแต่สมณชีพราหมณ์ ราษฎร “ปรารถนาเถิด”

พระปฐมบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ โดยเฉพาะในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นั้นดูจะสะท้อนสิ่งที่แตกต่างกับแนวคิดที่ว่า พระมหากษัตรย์ทรงเป็น “เจ้าของทุก ๆ อย่างในแผ่นดิน” เหมือนที่เชื่อและเล่ากันมา

เพราะโดยเนื้อหาแล้วเหมือนจะตรงกันข้ามทั้งหมดกล่าวคือ ไม่ได้ทรงเป็นเจ้าของ “ทุกอย่าง” และ “แผ่นดิน” ที่มักจะเข้าใจกันว่าคือพื้นดินทั้งผืนของประเทศไทยในปัจจุบัน (หรืออาจจะมากกว่าในยุคที่ยังไม่โดนล่าอาณานิคม) นั้น

จริง ๆ คือไม่ใช่ คือไม่ได้ทรงปกครองขวานทองทั้งผืนแต่ทรงเป็นเพียง “พระเจ้ากรุง” ทรงปกครองอาณาเขตพระนครเท่านั้น ซึ่งมันสะท้อนอยู่ในพระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ 1-5 โดยเนื้อความของพระปฐมบรมราชโองการยุคนี้นั้น มีทำนองเดียวกันประมาณนี้ว่า

“พรรณพฤกษชลธี และสิ่งของในแผ่นดิน ทั่วเขตพระนครซึ่งหาผู้เป็นเจ้าของหวงแหนมิได้แล้ว ให้พระราชทานแก่สมณ ชี พราหมณาจารย์ และอาณาประชาราษฎรตามแต่จะปรารถนาเถิด”

ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว สิ่งต่าง ๆ คือซึ่งถูกนำมาถวาย ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ แม่น้ำลำธาร และสิ่งของที่ไม่มีเจ้าของ ก็ทรง “ยกกลับคืน” ให้กับผู้คนให้จับจองกันตามที่จะมีกำลังความสามารถ

ดังนั้นจึงแปลว่า มิได้ทรงเป็นเจ้าของสิ่งอื่นนอกจากสิ่งที่ “ทรงเป็นเจ้าของอยู่เดิม” อย่างเช่น สิริราชสมบัติ พระราชวัง-ราชนิเวศ ข้าทาสราชบริพารในพระองค์ ฯลฯส่วนของที่ “ไม่มีเจ้าของ” ก็ให้ทุกคนจับจองเป็นของตนเองได้

ซึ่งในจุดนี้นั้นยังมีหลักฐานในสมัย ร.4 สนับสนุน เท่าที่จำได้คือจดหมายที่ทรงโต้ตอบกับแอนนา เลียวโนเวนส์ที่แอนนาเรียกร้องให้ทรงปลดปล่อยทาสคนหนึ่ง แต่ ร.4 ทรงปฏิเสธว่าทำไม่ได้ เพราะมีผู้ที่เป็นเจ้าของทาสคนนั้นอยู่และทรงไม่สามารถยึดทาสนั้นมาแล้วปล่อยเป็นไทไปได้เพราะทรงไม่ใช่เจ้าของทาสเอง

ดังนั้นความเชื่อที่ว่าในยุคสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้น “กษัตริย์จะทำอะไรก็ได้” น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไร

ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในจดหมายนี้นั้นคือการที่ทรงตรัสเป็นนัยว่า พระองค์ทรงไม่สามารถทำได้เพราะจะเป็นการผิดกฎหมาย ซึ่งน่าจะทำให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์เองก็เหมือนจะทรงอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งถึงจะไม่ได้เป็นกฎหมายที่ยึดโยงกับประชาชนแต่ก็ทรงมีขอบเขตหนึ่ง ๆ ที่จำกัดพระองค์อยู่ดี

ทั้งสองประเด็นนี้ คือเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของและเรื่องกฎหมายและขอบเขตของพระมหากษัตริย์เองนั้นอาจจะมองในมุมมองอื่นด้วยก็ได้ว่าที่ทรงไม่ได้สามารถ “ทำอะไรก็ได้” เป็นเพราะมีหลักการบางอย่างที่ทรงยึดถือและทำให้ทรงทำไม่ได้ หรือเป็นเพราะ dynamic ทางการเมืองเป็นหลัก

และอีกอย่างหนึ่งคือพระปฐมบรมราชโองการเหล่านี้นั้น มีนัยยะอย่างชัดเจนว่าอาณาเขตที่ทรงปกครองจริง ๆ นั้นคือพระนครเท่านั้น ซึ่งก็ตรงตามแนวคิดนักประวัติศาสตร์ตะวันตกที่เสนอว่าแถบอุษาคเนย์นั้นปกครองกันในรูปแบบ มณฑล เป็นความสัมพันธ์แบบ ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ดังนั้นพระมหากษัตริย์ในแถบนี้จึงเป็น “พระเจ้ากรุง” คือทรงปกครอง ‘กรุง’ หรือ ‘นคร’ โดยมีกรุงหรือนครหรือเมืองอื่น ๆ ส่งบรรณาการมาให้

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ชี้ให้เราเห็นว่าควรจะมีการ คิดใหม่เกี่ยวกับแนวคิดทางสังคม การเมือง และอำนาจ (และกระทั่งเศรษฐกิจ) ในยุคที่เรียกกันว่า “สมบูรณาณาสิทธิราชย์” หรือยุค “ก่อน 2475” กันใหม่ว่ามีลักษณะจริง ๆ เป็นอย่างไร

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงความหมายในพระปฐมบรมราชโองการรัชกาลก่อนหน้านี้ ในการบรรยายพิเศษเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ในงานสัมมนาวิชาการเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย ของกระทรวงวัฒนธรรม มีเนื้อหาช่วงนึงบอกว่า

“กฎหมายยังเขียนในสมัยอยุธยาว่าที่ดินของนครศรีอยุธยาเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน จะส่งมอบต่อให้คนอื่นไม่ได้ ฟังแล้วเหมือนที่ดินเป็นของกษัตริย์ทุกตารางนิ้ว แต่เอาจริงๆ ก็ไม่เคยเห็นมันแบบนั้นนะ ที่ผ่านมากษัตริย์ใช้แผ่นดินนั้นเพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อตัวเอง เพราะงั้น กษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยกรุงเทพฯ เมื่อเวลาบรมราชาภิเษก สวมมงกุฎเสร็จ ก็จะให้สัญญาเหมือนๆ กันแหละ ยกเว้นรัชกาลที่ 9 เพราะ เป็นกษัตริย์ในยุคระบอบประชาธิปไตยแล้ว”

ทีนี้มาดู พระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ 9 กันหน่อย ท่านบอกไว้ว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ที่ไม่ได้มีคำพูดคล้ายๆ รัชกาลก่อนๆ ก็เพราะว่า ยุคสมัย ร.9 ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว กษัตริย์ไม่ได้เป็นเจ้าของต้นไม้ แม้น้ำ หรือสิ่งของต่างๆ นั้นอีกต่อไป

คำพูดต่อจาก “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมนั้น เป็น คำพูดที่พูดกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง นั่นคือการตั้งสัตย์ อธิษฐาน และกรวดน้ำ ในพิธีว่าจะขอยึดและคงไว้ด้วยทศพิธราชธรรมจรรยา ซึ่งเป็นประโยคที่เหมือนกับคำสัญญาผูกมัดระหว่างราชาเข้ากับคนธรรมดา เพื่อให้เกิดความสบายใจแก่ประชาชน”

ส่วนพระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ 10 คือ

“เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

เป็นคำมั่นสัญญาที่สะท้อนให้เห็นความตั้งใจในการสืบทอด รักษา ต่อยอดโครงการต่างๆ ของรัชกาลที่ 9 เอาไว้ เพื่อให้ผลประโยชน์นั้นตกสู่มือคนไทยทุกคน

พูดให้เข้าใจง่ายๆ พระปฐมบรมราชโองการ ก็คือ การประกาศ MISSION ของกษัตริย์ ที่มีต่อคนไทยและประเทศไทยนั่นเอง

 
]]>
โศกนาฏกรรม กรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 https://www.luehistory.com/%e0%b9%82%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8f%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-8/ Sun, 24 Mar 2024 08:56:02 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22626

“…ย่อมเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้วว่า ในกลุ่มนักปฏิวัติ ใช่ว่าจะมีผู้ใดมีจิตต์ใจมุ่งมั่นต่อหน้าที่ ต่อประชาชนทุกคนไป การประพฤติปฏิบัติในกาลต่อมา แสดงออกตามหลักแห่งความนิยมของเขา 

จนได้ปรากฏถึงสมัยหนึ่งที่ประชาธิปไตยได้ผันแปรไปในรูปเผด็จการ และได้มีการร่วมมือกับบรรดาประเทศเผด็จการทั้งหลาย ได้มีการปฏิบัติทำนองตั้งราชสำนักขึ้นใหม่เหล่านี้…” 

คำแถลงปิดคดีของทนายจำเลยกรณีสวรรคตล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 8 โดยนายฟัก ณ สงขลา วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2494 ให้ภาพรวมโศกนาฏกรรมของกรณีสวรรคตล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 8 ได้ชัดเจนที่สุด

ภาพจำของประวัติศาสตร์สร้างใหม่มุ่งส่องสว่างเฉพาะการช่วงชิงอำนาจโดยกลุ่มอำนาจเก่าที่ถูกตั้งชื่อว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยมบ้าง ฝ่ายนิยมเจ้าบ้าง ฝ่ายขวาบ้าง ไปจากกลุ่มอำนาจใหม่ที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตยก้าวหน้า

ทว่าเรื่องราวข้างหลังเมฆบนฟากฟ้าเดียวกัน กลับตกสำรวจอย่างจงใจ ภาพจำกระท่อนกระแท่นสร้างเรื่องเล่าใหม่เพื่อแก้มือความล้มเหลวในประวัติศาสตร์  

ช่วงเวลาเพียง 25 ปี นับจาก พ.ศ.2475-2500 ศึกชิงอำนาจไม่ได้ขีดเส้นแบ่งขั้วแต่เพียงกลุ่มก้าวหน้ากับอนุรักษ์นิยมเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้กันเองในกลุ่ม เพราะอำนาจ ผลประโยชน์ บุญคุณ ความแค้น การทรยศหักหลัง เกิดขึ้นตลอดเวลา การทิ้งมิตรจับมือกับศัตรู แตกแยกศัตรูกลับไปหามิตร เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติ ตรงกับที่ใครคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า การเมือง ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร 

เพียง 2 ทศวรรษเศษนับจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 การแตกหักของผลประโยชน์ การทรยศหักหลังของมิตรร่วมอุดมการณ์ ปะทุเป็นการกบฏถึง 8 ครั้ง โดยกบฏ 6 ครั้งเกิดจากผู้นำและผู้มีส่วนร่วมจากกลุ่มเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475  เกิดรัฐประหาร 5 ครั้ง ซึ่งจำนวน 4 ครั้งนั้นแกนนำคือกลุ่มเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อีกเช่นกัน มีเพียงการรัฐประหารครั้งสุดท้ายของทศวรรษนี้ นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ผู้เป็นผลผลิตของการเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนั่นเอง 

“…หม่อมฉันทูลขอใต้ฝ่าพระบาทอย่าให้ทรงเปนทุกข์นักเลย เวลาหม่อมฉันกลุ้มใจมากๆเข้า ก็มาคิดเสียว่าการที่นันท์รับเป็นคิงเสีย ก็ได้ช่วยบ้านเมืองของเราในทางอ้อม ถ้าเขาจะตั้งคนอื่นก็อาจเกิดยุ่งขึ้นได้ ก็ทำให้สบายใจขึ้นหน่อย…”

ลายพระหัตถ์สมเด็จพระราชชนนีในรัชกาลที่ 8 ถวายสมเด็จพระพันวัสสาฯ อัยยิกาเจ้า( สมเด็จย่าของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 8 ) วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2477

ลายพระหัตถ์ หรือ จดหมายในตอนนั้น ทำให้เห็นว่าแม้ต้องเผชิญปัญหามากมายนับแต่พระราชโอรสทรงรับอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่คงจะทรงไม่เคยนึกไปถึงเรื่องที่ร้ายแรงที่สุด

เดือนธันวาคม พ.ศ.2488 ในท่ามกลางมรสุมการช่วงชิงอำนาจ ซึ่งมีมากกว่า 2 กลุ่ม กษัตริย์หนุ่มรูปงามวัยเพียง 20 ปี กลับบ้านเป็นการชั่วคราวพร้อมกับ “แม่และน้องชายวัย 18 ปี” ทว่าเพียงไม่กี่เดือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่อานันทมหิดล กลับต้องพระแสงปืน สวรรคตในห้องบรรทมของพระองค์เอง 

ยามนั้น เป็นช่วงเวลาที่ขั้วอำนาจใหม่ของโลกเริ่มสยายปีก กลุ่มอำนาจในประเทศไทยเองต่างก็ซุ่มรอเวลาที่ฝ่ายตนจะได้เปรียบ การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์หนุ่มจากราชสกุลที่มีสมาชิกสายตรงไม่กี่พระองค์ เปิดทางให้มรสุมการเมืองโหมกระหน่ำขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ต่างก็ตื่นตัวกับโอกาสทองที่ร้อยปีก็ไม่อาจมีมาสักครั้ง 

แผนการทุกรูปแบบถูกนำมาใช้ โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียจากการตาย การพลัดพรากของหนึ่งราชสกุล และข้าราชบริพารที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่โศกนาฎกรรม การไล่ล่า การสาดโคลน และ การล้มล้าง ที่ยาวนานถึง 77 ปี

จับ 3 จำเลย

หลังการรัฐประหารในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2490 มีการจับกุมจำเลยในกรณีสวรรคต ใช้เวลาสืบ-สอบอีก 2 ปีเศษ  อัยการจึงยื่นฟ้องศาลด้วยข้อหา “ประทุษฐร้ายต่อพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ เพทุบายเท็จปกปิดการกระทำผิด” นายเฉลียว ปทุมรส เป็นจำเลยที่1 นายชิต สิงหเสนีเป็นจำเลยที่ 2 และ นายบุศย์ ปัทมศรินเป็นจำเลยที่ 3

ฝ่ายทนายจำเลย (อาศัยนายเฉลียว ซึ่งมีฐานะดีที่สุด)ว่าจ้างทนายถึง 8 คน คือ หลวงอรรถไกรวัลวที, นายทองม้วน สถิรบุตร, นายชมภู อรรถจินดา, หลวงประมูลคดี, นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายถวิล อุดล, นายฟัก ณ สงขลา และ นางสาวเครือพันธ์ ปทุมรส ภายหลังบางคนถอนตัว บางคนเสียชีวิต (นายทองอินทร์และนายถวิลถูกยิงเสียชีวิตพร้อมสองรัฐมนตรี ขณะอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจยุคพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์)  สุดท้ายจึงเหลือเพียง 2 คนคือ นายฟัก และ นางสาวเครือพันธ์ (บุตรสาว)

สำนวนที่ส่งอัยการมาจากชุดทำงานของพล.ต.ท.พระพินิจชนคดี รวบรวมจากปากคำพยานและหลักฐาน 5 ครั้ง  ครั้งแรก บันทึกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในเช้าวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489  ครั้งที่ 2 ศาลกลางเมือง สมัยนายปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐบาล

ครั้งที่ 3 ชุดพระพิจารณ์พลกิจ สมัยหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่คืบหน้าเพราะพยานไม่กล้าให้การ (ชุดนี้ใช้เวลา 7 เดือนในการตรวจสำนวนและสอบพยาน ซึ่งขณะนั้นทั้งล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระราชชนนีประทับอยู่สวิตเซอร์แลนด์) น่าสังเกตว่าภายหลัง หลวงธำรงฯ อ้างงานสืบสวนในสมัยตนที่ยังคลุมเครือนั้น สงสัยว่าเป็นอุบัติเหตุจากสมเด็จพระอนุชา หรือไม่ก็สมเด็จพระราชชนนี อันเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ต้องสงสัยรายใหม่ ถัดจากนายชิต และ นายเฉลียว

ครั้งที่ 4 เป็นทีมสอบสวนที่กรมตำรวจตั้งขึ้นโดยคำสั่งของคณะรัฐประหาร ซึ่งเส้นทางการดำเนินคดีกับสามจำเลยเริ่มที่ชุดนี้ หลังเกิดเหตุ 1 ปี 5 เดือนเศษ คณะรัฐประหารสั่งจับกุม 3 จำเลย (วันที่ 16 พฤศจิกายน สำนักข่าว ยู.พี. ระบุว่าคณะรัฐประหารจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 คน นอกจาก 3 จำเลยแล้ว ยังมีหญิงอีก 4 คนทำงานในห้องเครื่อง (โรงครัวของวัง) จอมพลผิน ชุณหะวัณเผยว่าเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวชเป็นผู้ต้องสงสัยคนที่8แต่หายตัวไป) จับกุมคุมขังพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร(คนสนิทของสมเด็จพระราชชนนี) หัวหน้ากองมหาดเล็ก, นายวงศ์ เชาวนะกวี  และนางชอุ่ม ภรรยาของเรือเอกวัชรชัย  ชัยสิทธิเวช ก่อนจะส่งตัวให้ตำรวจดำเนินการ

ครั้งที่ 5 คณะรัฐประหารเปลี่ยนหัวหน้าสอบสวนเป็นพล.ต.ท.พระพินิจชนคดี และใช้สำนวนนี้ส่งฟ้องอัยการ การดำเนินคดีในชั้นศาลจึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2491 ในยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

รู้จัก 3 จำเลย

นายชิต สิงหเสนี และ นายบุศย์ ปัทมศริน เป็นมหาดเล็กรับใช้ห้องบรรทมที่นายฉันหุ้มแพร (ทัศน์ สุจริตกุล) ผู้ได้ชื่อว่ามีความจงรักภักดีมากเป็นผู้เลือกให้มารับหน้าที่ (นายฉันผู้นี้ เสียชีวิตลงกะทันหันด้วยอาการปวดท้องในตอนเช้า และเสียชีวิตในตอนเย็น โดยมีข่าวลือว่าเขาถูกวางยาพิษ) ทั้งคู่เคยถวายการรับใช้ล้นเกล้าฯรัชกาลที่๘ ตอนเสด็จนิวัติพระนครเมื่อ พ.ศ.2471 จากนั้นถูกส่งไปทำหน้าที่มหาดเล็กรับใช้พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ในสมัยที่ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการร่วมสิบปี หลังจากทรงลาออก กลับไปประจำแผนกรับใช้ตามเดิม ก่อนจะถูกเรียกตัวมารับหน้าที่มหาดเล็กห้องบรรทม เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2488 รวมเวลา7เดือนก่อนเกิดเหตุสวรรคต

ข่าวลือเรื่องนายชิต (และนายเฉลียว) เกี่ยวข้องกับการสวรรคต ปรากฏขึ้นตั้งแต่เกิดเหตุใหม่ๆแล้ว ตอนที่เขาให้ปากคำในศาลกลางเมือง ประชาชนที่มาฟังคำให้การ บางคนถึงกับปรบมือไม่พอใจขณะเขาขึ้นให้การ 

การจับกุมคุมขังพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร ซึ่งเป็นคนสนิทของสมเด็จพระราชชนนี ส่วนหนึ่งก็ต้องการคำให้การที่เชื่อมโยงนายชิตกับการลอบปลงพระชนม์ แต่พระยาอนุรักษ์ฯ ยืนยันความเชื่อของตนว่านายชิตไม่มีเจตนาร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ หลังจากถูกคุมขังอยู่ 7 เดือนจึงได้รับการปล่อยตัวไป ส่วนนายบุศย์อาจถูกผูกพ่วงเข้ามาในฐานะมหาดเล็กห้องบรรทมด้วยกัน

นายเฉลียว ปทุมรส  จำเลยที่1ในคดี อยู่ในกลุ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เดิมรับราชการอยู่กรมไปรษณีย์โทรเลขกับ พ.ต.ควง อภัยวงศ์ ต่อมาเดือนสิงหาคม พ.ศ.2487 จึงมาดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ตามคำเสนอของนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี ภายหลังรับตำแหน่งเลขานุการนายกรัฐมนตรีในสมัยนายปรีดี พนมยงค์

ปลายปี 2487 นายเฉลียวร่วมกับเจ้าพระยารามราฆพและพวกรวม 7 คน จดทะเบียนก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ มีพรรคพวกของนายปรีดี, เสรีไทยและพ่อค้าเข้าร่วมทุนด้วย หลังจากเขาถูกจับกุมจึงปรากฏชื่อ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์เข้าร่วมกิจการ 

หลังคำพิพากษาศาลชั้นต้น นายเฉลียวและนายบุศย์ได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากศาลตัดสินลงโทษนายชิตคนเดียวในข้อหาสับเปลี่ยนปืนของกลาง ต่อมาหลังกบฏสันติภาพ 5 วัน (นายสุพจน์ ด่านตระกูล ผู้เขียนหนังสือกรณีสวรรคตหลายเล่ม ก็ถูกจับในการกบฏครั้งนี้ด้วย) นายเฉลียวถูกจับกุมครั้งที่สอง วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2495  ขณะอยู่ในงานหมั้นของลูกสาว (เครือพันธ์ ปทุมรส) ท่านผู้หญิงพูนศุข ภรรยานายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งอยู่ในงานพลอยถูกจับกุมไปด้วยและถูกคุมขังที่สันติบาล 84 วันก่อนได้รับการปล่อยตัว 

เรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช

จบหลักสูตรโรงเรียนนายเรือ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2486 หลังจากจอมพล ป.พิบูลสงครามยื่นใบลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คือนายปรีดี พนมยงค์ แล้วกลับเปลี่ยนใจ พล.ร.ต.ผัน นาวาวิจิตรและนาวาเอกสังวร สุวรรณชีพ จึงส่งเรือเอกวัชรชัยเป็นหัวหน้าคุมกำลังมาอารักขานายปรีดี ภายหลังผู้บังคับบัญชาทั้งคู่ถูกจอมพลป.สั่งปลดจากราชการ  หลังจากนั้นกองทัพเรือจึงหันมาสนับสนุนนายปรีดีเต็มที่   

เรือเอกวัชรชัย ทำหน้าที่ราชองครักษ์ประจำผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คือนายปรีดี พนมยงค์ ตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2487 เมื่อล้นเกล้าฯรัชกาลที่8 เสด็จนิวัติพระนครจึงมาเป็นราชองครักษ์ตามตำแหน่งหน้าที่ หลังจากสวรรคต 3 วันก็พ้นหน้าที่และรับแต่งตั้งเป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรี นายปรีดีตั้งแต่ 12 มิถุนายน 2489 เขาถูกกล่าวหาในชั้นศาลว่า ไม่ทำงานหน้าที่ราชองครักษ์ตามสมควร ขาดราชการบ่อย ฝักใฝ่ทางทำเนียบท่าช้าง ทั้งที่ถูกปลดแล้วยังได้ไปเป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรี

คำสารภาพของจำเลย

คำให้การของจำเลยเกี่ยวกับการสวรรคต เกิดขึ้น 4 ครั้ง ครั้งแรก จากการที่นายชิต สิงหเสนีวิ่งไปกราบทูลสมเด็จพระราชชนนีหลังเกิดเหตุว่า “ในหลวงยิงพระองค์” (พ.ศ.2489)

ครั้งที่ 2 หลังถูกจับกุมโดยคำสั่งคณะรัฐประหาร การสอบสวนที่เข้มงวดทำให้ทั้งนายชิตและนายบุศย์ต่างให้การซัดทอดกันและกันว่า อีกฝ่ายเป็นสาย นำคนนอกเข้ามาลอบปลงพระชนม์ (พ.ศ.2490)

ครั้งที่ 3 หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์หลบหนีการรัฐประหารไปฮ่องกงไม่นาน ก็กลับมาตอนต้นปี 2491 ในสมัยนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เขาเข้าพบทูตอังกฤษแจ้งข่าวการสืบสวนในสมัยของเขาว่าตัดประเด็นปลงพระชนม์เองออกไป ทั้งอ้างว่า ถ้าไม่ใช่การลอบปลงพระชนม์ก็เป็นเรื่องอุบัติเหตุ ซึ่งถ้าไม่ใช่สมเด็จพระอนุชา ก็เกิดจาก“อีกคนหนึ่ง” หลังจากนั้นเขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2491 

เดือนต่อมาเข้าพบทูตชาวอเมริกัน กล่าววิจารณ์จอมพลป.และภรรยาว่าทะเยอทะยาน เชื่อว่าจะใช้วิถีทางรัฐสภากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง รัฐบาลนายควงกำลังเจอสภาพเดียวกับเขาคือต้องแลกผลประโยชน์เพื่อขอเสียงสนับสนุน ตอนหนึ่งเขาพูดเรื่องสมเด็จพระอนุชาตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต ทั้งบอกพระนามเชื้อพระวงศ์ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์แทน หากทรงสละราชสมบัติ 

เดือนเดียวกันนั้น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับรายงานจากหลายแหล่งข่าว สรุปความว่านายควงกำลังเตรียมแถลงการณ์กรณีสวรรคต และการสถาปนาพระมหากษัตริย์ (ใหม่) จอมพลป.เกรงว่าเขาจะใช้เรื่องนี้รวมกลุ่มนิยมเจ้า ฟื้นอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นใหม่ โดยผู้ที่ถูกชูขึ้นใหม่ มีคุณสมบัติพร้อม คือมีวุฒิภาวะสูง มั่งคั่งมาก มีประสบการณ์การเมืองมานาน คนไทยและชาวจีนที่อาศัยในเมืองไทยให้การสนับสนุน รายงานนั้นยังระบุว่า จอมพลป.และนายปรีดีไม่ได้ต่อต้านพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน เพราะยังไม่ทรงเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว และ ทรงไม่มีบริวารห้อมล้อม  

มีความเป็นไปได้มากว่า “ความเชื่อ” ที่อ้างอิงต่อๆกันมาของราชสำนักอังกฤษกับอีกหลายประเทศ และอาจรวมถึงนายปรีดี พนมยงค์เอง มีที่มาจากเหตุการณ์ช่วงนี้ ที่การต่อสู้ทางการเมืองต้องการการยอมรับจากต่างประเทศในการเปลี่ยนสายผู้สืบสันตติวงศ์..?

เดือนเดียวกับเหตุการณ์ที่ยกมาข้างบน มีการใช้ยาฉีดเพื่อให้ผู้ต้องหาสารภาพ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานคำให้การในเหตุการณ์ดังกล่าว หรือ มีการนำปากคำดังกล่าวมาใช้ในชั้นศาล จึงคาดเดาได้สองทางว่า ยานั้นไม่ได้ผล หรือ ได้ผล แต่ไม่ตรงกับความต้องการ อันอาจเป็นเพราะคำสารภาพนั้นไม่ได้ระบุว่าการสวรรคตเกิดขึ้นจากการกระทำของสมเด็จพระอนุชา (พ.ศ.2491)

ครั้งที่ 4 ในชั้นศาลอาญา 3 จำเลยให้การสนับสนุนซึ่งกันว่า การสวรรคตเกิดจากการปลงพระชนม์เอง ซึ่งน่าแปลกใจที่ปากคำครั้งสุดท้ายของจำเลยที่กำลังต่อสู้ เพื่อเอาชีวิตรอดจากอาญาแผ่นดิน กลับแทบไม่ปรากฎ และไม่พบการให้ความสำคัญในงานเขียน หรือบทวิเคราะห์จากผู้ศึกษาในชั้นหลังๆเลย โดยเฉพาะนักวิชาการบางคนถึงกับ (กล้า) ระบุ (บิดเบือน) ว่า จนตัวตายก็ไม่สารภาพเพราะความจงรักภักดี

ราชสกุลมหิดล

ปีเดียวกันนี้ (พ.ศ.2491) วันที่ 4 ตุลาคม เวลา 22.00 น. ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนตร์บาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นเสียพระเนตรข้างขวา อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนี้ไม่ว่าจะบังเอิญหรือมีผู้จงใจ แต่ (น่าจะ) สร้างความห่วงใยแก่ผู้ที่จงรักภักดีอย่างพระพี่เลี้ยงเนื่อง จินตดุล ผู้กำลังจะขึ้นให้การในศาลเป็นครั้งแรกในอีก 1 เดือนข้างหน้า คือวันที่ 12 พฤศจิกายน และขึ้นเบิกความอีกหลายครั้งในเดือนเดียวกัน

ยังคงมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับ“ครอบครัว”ของพระองค์อีกหลายครั้ง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาพระราชทานสัมภาษณ์ในหนังสือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2525 สรุปความว่า สมเด็จพระราชชนนีทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ต้องรักษาพระองค์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ “ท่านไม่ได้กลับ บอกไม่ไหว มาถวายพระเพลิง ( รัชกาลที่ 8 ) ไม่ไหว ไม่มา ก็อยู่ที่โน่น”

ที่โลซานน์ทรงย้ายจากพระตำหนักวิลล่าวัฒนา ไปเช่าแฟลตในทำเลไม่หรูหรานัก แต่มีแฟลตหลายหลังขนาบทั้งหน้าและหลัง ทำให้เห็นทิวทัศน์ภูเขาและทะเลสาบไม่ถนัด(แต่ปลอดภัยกว่า) ตลอดหลายปี ทรงบรรทมไม่หลับ ต้องเสวยพระโอสถเป็นประจำและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อทรงเริ่มฝึกปฏิบัติกรรมฐาน เมื่อวันอังคาร 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 เวลา 17.00 น. ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงทรงมีพระอาการดีขึ้น และหยุดการเสวยพระโอสถได้ในที่สุด (จากตามรอยบาทพระราชชนนี สัมภาษณ์และรวบรวมโดย อัครวัฒน์ โอสถานุเคราะห์)

นเรศ : ได้ข่าวว่าพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและตำรวจในระยะนั้น “ข้องใจ” ท่านมาก (กรณีความเห็นแย้งศาลอุทธรณ์)…การขู่เข็ญอย่างอื่นมีอะไรบ้างไหมครับ? 

หลวงปริพนธ์ : มีคนมาบอกตลอดเวลาว่าเขาจะเล่นงานผมเหมือนกัน ได้เฝ้าติดตามอยู่ถึงสองปี เมื่อเห็นว่าผมอยู่กับหมาไทยแน่ๆ แล้ว ก็มีคนมาบอกผมว่าเขาเลิกสนใจ และตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่ต้องคอยระวังตัวอีก

บทสัมภาษณ์หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ (ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้มีความเห็นแย้งให้ปล่อยสามจำเลยในกรณีสวรรคต) โดยนเรศ นโรปกรณ์ เดือนสิงหาคม พ.ศ.2517 ที่บ้านริมทางรถไฟ พญาไท กรุงเทพฯ

หลักฐานใหม่ในวันประหาร

ผ่านเวลา 8 ปี 8 เดือน 8 วัน ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 เวลา 2 นาฬิกา คำสั่งประหาร 3 จำเลย ณ เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี ก็มาถึง ราว 4.20 น. นายเฉลียวซึ่งตอนนั้นอายุ 52 ปี ถูกนำตัวเข้าสู่หลักประหารเป็นคนแรก ราว 4.40น. นายชิตในวัย 50 ปีเศษ ถูกนำตัวมาประหารเป็นคนต่อไป ราว 5.00 น.ประหารนายบุศย์เป็นคนสุดท้ายเมื่อวัย 49 ปีเศษ

เช้าวันถัดมา หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ซึ่งเคยลงข่าวว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ทรงยกฎีกาของจำเลย พาดหัวข่าวว่า “เฉลียวขอพบเผ่า แฉความลับทั้งหมดก่อนประหาร” พร้อมรายงานว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ผูกตาเรียบร้อยแล้ว นายเฉลียวได้ขอร้องขอพบพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์เป็นการด่วน เจ้าหน้าที่จึงรีบแจ้งไป พล.ต.อ.เผ่าจึงรีบมาพบกันราว 10 นาที นายเฉลียวกล่าวคำอำลา ส่วนถ้อยคำที่บอกแก่ พล.ต.อ.เผ่า ก่อนจะถูกประหารนั้นเป็นความลับ

“รู้สึกว่า พล.ต.อ.เผ่า มีความสนใจเป็นอย่างมาก”

ในขณะที่ หนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่งลงข่าวว่า ก่อนการประหาร พล.ต.อ.เผ่า ให้หลวงแผ้วพาลชน ดูหน้านายชิตกับนายบุศย์อีกครั้งให้แน่ใจว่าใช่ทั้งคู่จริง เมื่อประหารไปแล้วยังเข้าไปดูศพด้วยตัวเองทุกคน ศพทั้งสามถูกวางบนเสื่อที่ปูด้วยผ้าขาว เขายืนจ้องศพที่วางเรียงกันสักครู่ ทำท่าคล้ายขออโหสิกรรมแล้วพูดว่า “ลาก่อนเพื่อนยาก” (ก็ไม่เข้าใจว่าทั้งสองฝ่ายเป็น “เพื่อน” กันตั้งแต่เมื่อไหร่)  

หลังจากนั้น 8 วันมีข่าวปล่อยออกมาว่า พล.ต.อ.เผ่า มอบหลักฐานและรายงานที่ได้คุยกับนายเฉลียวก่อนถูกประหารให้แก่จอมพลป. กรณีนี้ ในเดือนตุลาคม ปี 2553 เฟซบุ๊กของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โพสต์จดหมาย(ตอบ)ของนายปรีดี พนมยงค์ ถึงนายสังข์ พัธโนทัย คนสนิทของจอมพล ป. ลงวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2499  ตอนหนึ่งระบุว่า

“ผมเห็นว่าคุณได้บำเพ็ญบุญกุศลอย่างแรง ในการที่คุณได้แจ้งให้ผมทราบถึงบันทึกของคุณเผ่าได้สอบถามปากคำคุณเฉลียว ชิต บุศย์ ก่อนถูกยิงเป้า ที่ยืนยันว่าผู้บริสุทธิ์ทั้งสามรวมทั้งผม ไม่ได้มีส่วนพัวพันในกรณีย์สวรรคต”

จากฉากเหตุการณ์ที่เผยแพร่ออกมา มีข้อสังเกตว่า ประการแรก การถูกจับกุมจนถึงประหารชีวิตนั้นอยู่ภายใต้เงาของคณะรัฐประหาร พ.ศ.2490 ซึ่งพล.ต.อ.เผ่า เป็นเนื้อเดียวกันมาตลอดตั้งแต่เริ่ม หลังจากที่จำเลยผ่านการถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจมาหลายครั้งหลายหน เป็นไปได้หรือที่พวกเขาและพล.ต.อ.เผ่าจะเป็น “เพื่อนยาก” และเป็นคนสุดท้ายที่จะนึกถึงเพื่อบอกเล่าความลับ (ถ้ามี) ให้รับรู้ 

ประการที่ 2 ถ้านายเฉลียวมีความลับจะเปิดเผยแก่พล.ต.อ.เผ่า จริง ทำไมต้องรอจนถึงวินาทีที่กำลังจะเข้าสู่แดนประหารซึ่งไม่ก่อประโยชน์หรือให้คุณใดๆ แก่เขาได้เลย

ประการที่ 3 ถ้าความลับนั้นมีความสำคัญมาก ถึงขนาดที่รายงานจอมพลป.แล้วเก็บเข้าเซฟในฐานะความลับสุดยอดจริง 3 จำเลยหรือนายเฉลียวคือพยานปากสำคัญซึ่งจำเป็นต้องรักษาชีวิตไว้หรือไม่? ด้วยอำนาจบารมีของอธิบดีกรมตำรวจยุคอัศวินผยอง ที่ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้นั้น เหตุใดเขาจึงไม่ชะลอการประหารอย่างน้อยก็แค่ชั่วคราว? (เพราะตอนเข้าพบยังพบได้)  

ประการสุดท้าย ซึ่งสำคัญที่สุด มีชาวที่ซึ่งเข้าเวรบนพระที่นั่งบรมพิมานในวันเกิดเหตุเคยทำงานใกล้ชิด ติดตามจอมพล ป. มาก่อน เป็นไปได้หรือที่จะไม่มีการซักถาม สื่อสารกันเกี่ยวกับการสวรรคต ในทางตรงกันข้าม เป็นไปได้หรือไม่ว่ากลุ่มจอมพล ป. รับทราบเรื่องราวความเป็นไปบนพระที่นั่งบรมพิมานมาโดยตลอดอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผลของฉากสุดท้ายในชีวิต 3 จำเลย ถูกใช้เป็นชนวนข่าวลือการต่อคดี ( ภาค 2 ) ที่แพร่หลายในช่วงใกล้กึ่งพุทธกาล ( พ.ศ.2500 ) ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในทำนองว่าพล.ต.อ.เผ่า ได้รู้ความลับของกรณีสวรรคต ซึ่งขยายเพิ่มเติมเป็นว่าเขาได้ทำบันทึกเสียงความลับนี้ (ในคุกก่อนการประหาร) ไว้ด้วย 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของหมากตาสุดท้ายนี้ สามารถหล่อเลี้ยงความ “คลุมเครือ”ของกรณีสวรรคตไว้ได้ต่อไป เพื่อรอการเริ่มกระดานใหม่ของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มการเมือง 3-4 กลุ่มในขณะนั้น โดยมีกลุ่มอำนาจจากต่างชาติสังเกตการณ์เพื่อเลือกสนับสนุนกลุ่มที่เอื้อประโยชน์แก่ตนที่สุด…หรือไม่?

เมื่อทบทวนคลื่นการเมืองที่โหมซัดตลอดเส้นทางการสืบสวน สอบปากคำ จับกุม คุมขัง จนถึงวันที่ศาลฎีกาตัดสินประหาร 3 จำเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าคำให้การสารภาพของสามจำเลยในชั้นศาลที่ระบุว่า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 8 ทรงปลงพระชนม์พระองค์เอง (ฆ่าตัวตาย) ทำให้ “การปฏิบัติทำนองตั้งราชสำนักขึ้นใหม่” ไม่อาจบรรลุเป้าหมาย การไม่มี 3 จำเลยจึงเอื้อประโยชน์ต่อ “หลักฐานใหม่” มากกว่าการปลดปล่อยหรือแม้แต่จำคุกตลอดชีวิต

ปริศนาการถวายฎีกา

กรณีการถวายฎีกาของ๓จำเลย เป็นที่กังขาของคนทั่วไปว่าเหตุใดล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 9 จึงทรงให้ยกฎีกา ผู้เขียนขอนำเสนอข้อกฏหมาย ระเบียบการ และ ข้อมูลต่างๆเพื่อให้ผู้อ่านลองชั่งน้ำหนักว่า การยกฎีกาของ 3 จำเลยนั้น แท้จริงแล้วน่าจะเป็นไปอย่างไรแน่

  1. การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษต้องผ่านการตรวจสอบจากกรมราชทัณฑ์ก่อน จึงจะส่งให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบอีกครั้ง ยกเว้น เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลเสนอ แต่ก็ต้องผ่านการตรวจสอบขององคมนตรีก่อน จึงจะนำขึ้นกราบบังคมทูล โดยแนบคำพิจารณาและความเห็นจากรัฐมนตรี หรือองคมนตรีถวายประกอบด้วยเสมอ  
  2. การถวายฎีกาทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ถ้ายกฎีกาให้ดำเนินการประหารชีวิตทันที 

พระนิติกฤษณ์ประพันธ์ อธิบดีศาลอาญาตอนนั้น ให้สัมภาษณ์กรณี 3 จำเลยว่า “…เมื่อคดีถึงที่สุด ก็เป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ปฏิบัติตามระเบียบที่จะต้องนำจำเลยไปประหารชีวิตภายใน 60 วัน เว้นแต่จะมีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา ซึ่งถ้าจะกระทำก็กระทำได้เพียงครั้งเดียว ถ้าฎีกานั้นยก ก็ให้ดำเนินการประหารทันที”

ศาลฎีกาตัดสินประหารชีวิต 3 จำเลยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2497 (ตามเกณฑ์คือต้องประหารภายในกลางเดือนธันวาคม) – จำเลยยื่นถวายฎีกาผ่านกรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน หลังศาลตัดสิน 24 วัน – ใช้เวลาถึง 33 วันหนังสือฎีกาจึงเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 หนังสือพิมพ์สยามรัฐตีพิมพ์โดยอ้างแหล่งข่าวเป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่า คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาฎีกาของสามจำเลยและได้ทูลเกล้าฯผ่านสำนักราชเลขาธิการ ไปถึงราชเลขาธิการฝ่ายใน (ไม่แน่ใจว่ามีหน่วยงานนี้หรือไม่)

3 วันต่อมา คือวันที่ 15 หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวอีกครั้งว่าโปรดเกล้าฯให้ยกฎีกา – 2 วันต่อมา จึงประหารทั้ง 3 คน ในวันที่17 กุมภาพันธ์

ปี พ.ศ.2519 พล.ต.อนันต์ พิบูลสงคราม เขียนในหนังสือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ความตอนหนึ่งว่าเขาได้ถามเรื่องนี้ ขณะจอมพล ป. ลี้ภัยการเมืองอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นว่า เหตุใดไม่ขอพระราชทานอภัยโทษให้ 3 จำเลย 

“…ท่านตอบข้าพเจ้าทันทีอย่างหนักแน่นว่า พ่อได้ขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นไปถึงสามครั้ง ได้พยายามทำหน้าที่ของพ่อจนถึงที่สุดแล้ว…”

ข้อสังเกต

  1. จากเส้นเวลา จะเห็นว่าเวลาส่วนใหญ่ของฎีกาอยู่ที่กรมราชทัณฑ์กับคณะรัฐมนตรีหรือไม่?
  2. การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาผ่านการพิจารณาและถวายความเห็นจากกรมราชทัณฑ์และคณะรัฐมนตรีแล้ว ตามปกติต้องส่งผ่านองคมนตรีเพื่อประชุมพิจารณาและถวายความเห็นอีกครั้ง (ไม่ใช่สำนักราชเลขาธิการ)
  3. ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่มีการอ้างว่าฎีกาได้ทูลเกล้าฯถวาย ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่มีข่าวว่าทรงยกฎีกาและประหารในอีกเพียง 2 วันต่อมานั้น ด้วยเวลาเพียง 5 วันเป็นไปได้หรือกับการขอพระราชทานอภัยโทษถึง 3 ครั้ง (ตามกฏหมายยื่นขอพระราชทานอภัยโทษได้เพียงครั้งเดียว)

เมื่อประกอบเข้ากับส่วนหนึ่งของคำบรรยายฟ้องโดยนายปรีดี พนมยงค์ ในการฟ้องคดีแพ่งนายรอง ศยามานนท์ คดีหมายเลขดำที่ 4226/2521 วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2521 ความว่า 

“…อนึ่ง ถ้าจอมพลพิบูลฯ ต้องการที่จะช่วยผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง โดยไม่เกรงว่าท่านจะเสียคำมั่นที่ให้ไว้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำรัฐประหารนั้นแล้ว ท่านก็มีทางทำได้โดยถูกต้องตามระเบียบราชการ และตามวิถีทางรัฐธรรมนูญคือ ฎีกาของผู้ต้องหาทั้งสามนั้น ต้องผ่านคณะรัฐมนตรีก่อน ในตอนนั้นจอมพลพิบูลฯก็มีหน้าที่แสดงความเห็นในฎีกานั้นได้ว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์ แล้วนำฎีกานั้นกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ หรือ ถ้าฎีกานั้นผู้ต้องหาส่งไปถวายพระมหากษัตริย์โดยตรง พระมหากษัตริย์ก็มิได้วินิจฉัยโดยพระองค์เอง หากมีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญ 

แต่จำเลยที่ 1 (นายรอง ศยามานนท์) เจตนาปิดบังระเบียบราชการและวิถีทางรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น และปิดบังความจริงที่จำเลยที่ 1 รู้ หรือควรรู้ ในฐานะศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์ว่า เมื่อผู้ต้องหาทั้งสามได้ทูลเกล้าถวายฎีกานั้น จอมพลพิบูลฯได้ออกจากกรุงเทพฯไปปักษ์ใต้  มอบให้จอมพลผิน ชุณหะวันเป็นผู้รักษาการแทนจอมพลพิบูลฯ  จอมพลผิน ชุณหะวัณ จึงเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในฎีกาฉบับนั้น…”

ซึ่งสันนิษฐานได้หรือไม่ว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนั้นมีมติให้ยกฎีกาก่อนจะทูลเกล้าฯ ถวาย

จากหนังสือความเห็นแย้งคำพิพากษากรณีสวรรคต รวบรวมโดยนเรศ นโรปกรณ์ ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์นายปรีดี พนมยงค์ที่บ้านพักชานกรุงปารีส โดยนายวีระ โอสถานนท์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ มหาราษฎร์ ซึ่งตอนหนึ่งเขาได้ถามนายปรีดีเกี่ยวกับข่าวที่จอมพล ป. และ พล.ต.อ.เผ่า เตรียมจะรื้อฟื้นกรณีสวรรคต

นายปรีดีได้ตอบว่า รัฐบาลจอมพล ป. ส่งตัวแทนไปพบตนที่ประเทศจีน “แจ้งว่าได้หลักฐานใหม่ที่แสดงว่าผู้ถูกประหารชีวิตทั้งสามคนและผมเป็นผู้บริสุทธิ์” และจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรให้ออกกฎหมายพิจารณาคดีใหม่ 

แต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำรัฐประหารเสียก่อน “…อีกทั้งในระหว่างที่จอมพลป.พิบูลสงคราม ย้ายจาก ส.ร.อ. (สหรัฐอเมริกา)มาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ก็ได้แจ้งแก่บุคคลไม่น้อยกว่า 2 คน ถึงหลักฐานใหม่นั้น พร้อมทั้งมีจดหมายถึงผม 2 ฉบับ ขอให้ผมอโหสิกรรม แก่การที่จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ทำผิดพลาดไปในหลายกรณี รวมทั้งในการที่มิได้ขอพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกประหารชีวิตไปแล้วนั้นด้วย…”

นเรศ : …ได้ทราบมาว่าในศาลฎีกา เมื่อคดีนี้ผ่านการพิจารณาแล้ว ผู้พิพากษาสองในสามมีความเห็นแย้งอย่างความเห็นแย้งของท่าน คือให้ปล่อยตัวจำเลยทั้งสามไป 

หลวงปริพนธ์ : คุณทราบจากทางไหน?

นเรศ : ก็อย่างที่ท่านรู้จักผมนั่นแหละครับ สมัยเป็นนักข่าวทางโรงพิมพ์มอบให้ผมทำข่าวนี้เรื่อยมาเกือบจะทุกโรงพิมพ์ทีเดียว ผมก็เลยได้ข่าวลือว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาสองในห้าท่านมีความเห็นแย้งดังกล่าว แต่ไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ?

หลวงปริพนธ์ : ผมตอบอย่างตรงไปตรงมาได้ว่า ผมไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จเหมือนกัน แต่ข่าวลือนั้นผมได้ยินอย่างเดียวกับคุณนเรศ ผมคิดว่าเราไม่ควรจะพูดถึงข่าวลือไม่ใช่หรือ?

บทสัมภาษณ์หลวงปริพนธ์ พจนพิสุทธิ์ (ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้มีความเห็นแย้งให้ปล่อยสามจำเลยในกรณีสวรรคต)  โดยนเรศ นโรปกรณ์ เดือนสิงหาคม พ.ศ.2517 ที่บ้านริมทางรถไฟ พญาไท กรุงเทพฯ

ที่มา :

โดย ปัณฑา พล ผู้เขียนหนังสือไขปริศนากรณีสวรรคต ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 8

]]>
DTD กับดักหนี้ที่จีนใช้ฮุบประเทศอื่น เรื่องจริงหรือลวง? https://www.luehistory.com/dtd-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ae%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87/ Mon, 05 Feb 2024 17:38:49 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22576

การทูตกับดักหนี้ (Debt-trap diplomacy; DTD) เป็นคำที่ถูกคิดขึ้นโดย Brahma Chellaney นักวิชาการชาวอินเดียใน ค.ศ. 2017 โดย DTD นี้เป็นเครื่องมือ “การทูต” อย่างหนึ่งของจีนในการขยายอิทธิพลในเวทีระหว่างประเทศภายใต้โครงการหนึ่งเส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative; BRI) อันเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยโครงการ BRI นี้ถูกวิจารณ์ว่าสนับสนุนประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการและไม่มีความโปร่งใส แต่ BRI ก็เป็นที่นิยมอยู่มากในประเทศที่กำลังพัฒนาเพราะประเทศตะวันตกนั้นจะให้คุณค่ากับเรื่องนิติรัฐหรือประชาธิปไตยก่อนจะตัดสินใจให้การสนับสนุนใดๆ จีนกลับไม่ได้สนใจประเด็นเหล่านี้ และในการขยาย BRI นี้เองที่จีนถูกวิจารณ์ว่าให้ประเทศต่างๆ กู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง แต่ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ ประเทศเหล่านี้จึงต้องจ่ายคืนด้วยสินทรัพย์ในรูปอื่นๆ ให้กับจีนนั่นเอง (Debt-to-equity swap)

ใน ค.ศ. 2019 Mike Pompeo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้ชี้ว่าจีนใช้ DTD ในการเข้าไปทำลายความสามารถของรัฐในประเทศต่างๆ ลงด้วยการมอบให้กู้ยืมก้อนโต และกล่าวอีกว่า DTD คือนโยบายที่เป็นอาณานิคมใหม่ (Neo-colonialism) ที่ไม่ควรถูกใช้ ซึ่งตัวอย่างของ DTD ที่ถูกยกตัวอย่างมากที่สุดคือกรณีของศรีลังกาที่เมื่อประเทศไม่สามารถจ่ายหนี้ให้จีนได้พวกเขาจึงยกท่าเรือมาคัมปุระ (Hambantota Port) เพื่อลดภาระด้านการเงินลง นอกจากนี้ตัวอย่างที่มักจะพูดถึงก็ยังมีในทวีปแอฟริกาหรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้านเราเองก็มี

แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือการทูตกับดักหนี้นี้มีจริงหรือไม่? และเป็นจริงระดับใด? [1]

Brahma Chellaney ได้อธิบาย DTD ไว้ว่าเป็นเครื่องมือนโยบายที่ รัฐ X (ประเทศที่ให้กู้ยืม ซึ่งในที่นี้คือจีน) สนับสนุนโครงการโครงร้างพื้นฐานในประเทศที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์หรือรัฐ Y (ประเทศที่กู้ยืม ซึ่งคือประเทศกำลังพัฒนา) โดยการให้เงินกู้จำนวนมาก ทำให้รัฐ Yต้องพึ่งพารัฐ X และตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐ X มากขึ้น และเมื่อรัฐ Y ไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ก็ต้องเอาสินทรัพย์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานบางอย่างมอบให้รัฐ X แทนเงิน ซึ่งเรียกว่าเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt-to-equity swap) นั่นเอง ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ Chellaney กล่าวว่าเป็นพฤติกรรมในเวทีระหว่างประทศของจีน ถึงแม้ว่าการมอบเงินกู้ให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำนั้นจะไม่ใช่สิ่งผิด แต่จีนใช้ศักยภาพทางด้านการเงินของตัวเองในการเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศปลายทางเพื่อเข้าถึงทรัพยากรหรือเปิดตลาดระบายของจากประเทศตัวเองอันเป็นพฤติกรรมแบบนักล่า (Predatory behavior) และจีนยังนำคนงานของตัวเองไปด้วยทำให้ประชาชนที่ไม่มีงานทำในประเทศผู้กู้ยืมยิ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลังไปอีก ผู้ที่ได้ประโยชน์จึงมีแต่จีนกับจีนเท่านั้น

นอกจาก Chellaney แล้วก็ยังมีนักวิชาการอื่นๆ ที่ชี้ไปในทางเดียวกัน แต่เสริมประเด็นอื่นๆ เข้าไป เช่น จีนไม่ทำตามนโยบายในเวทีระหว่างประเทศอย่างเรื่องความโปร่งใส การจัดการการทุจริต อย่างไรก็ดี DTD ได้ถูกดีเบตกันอย่างกว้างขวางว่าจริงหรือไม่ หรือเป็นความตั้งใจจริงของจีนหรือไม่ที่ดำเนินนโยบาย DTD นี้ โดยหนึ่งในข้อถกเถียงของผู้ที่ไม่เชื่อว่า DTD ของจีนมีอยู่จริงที่น่ารับฟังคือโต้แย้งว่าประเทศที่ตกลงไปในกับดักหนี้นั้นเป็นประเทศที่มีการทุจริตอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว และมีปัญหาภายในในหลายๆ ด้านทำให้เกิดปัญหาทางด้านการบริหารและปกครอง ประเทศเหล่านี้จึงตกที่นั่งลำบากได้ง่าย นอกจากนี้ยังโต้แย้งอีกว่าการเล่นประเด็นเรื่อง DTD เป็นความตั้งใจของประเทศตะวันตกในการไม่ให้ประเทศต่างๆ ไปมีความสัมพันธ์กับจีน ดังนั้น ประเด็นเรื่อง DTD ไม่ใช่ว่าทุกประเทศที่ยืมเงินจีนจะตกอยู่ในกับดักหนี้ แต่เป็นเรื่องของประเทศที่ไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่างหาก DTD จึงมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิดและไม่ควรตั้งเป้าว่าเป็นวิธีการที่จีนตั้งใจใช้ การเล่าเรื่องแบบด้านเดียวนั้นจึงไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องเล่าที่ผิดแต่มักจะเป็นเรื่องเล่าที่ไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นจึงควรเจาะลงไปทีละประเทศที่มักเชื่อว่าตกอยู่ในกับดักหนี้ของจีน เพราะแม้แต่ศรีลังกาที่มักเป็นตัวอย่างนั้นก็มีหนี้กับจีนน้อยกว่าประเทศอย่างโดมินิก้า โมซัมบิค ตองก้า และอีกหลายประเทศอีกต่างหาก

เคนย่า

เคนย่าเป็นประเทศที่มีความสำคัญของจีนในการเพิ่มอิทธิพลในแอฟริกากลางและตะวันตก นอกจากนี้ที่ตั้งของเคนย่ายังเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามแม้เคนย่าจะไม่ได้อยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองแบบประเทศอื่นแต่เคนย่าก็มีปัญหาด้านการปกครองและนโยบายด้านการเงินที่ไม่มีความรับผิดชอบนัก เคนย่ากู้ยืมเงินจากจีนทั้งหมดราว 6.3 พันล้านเหรียญเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศในช่วง ค.ศ. 2010-2015 หรือคิดเป็น 2 ใน 5 ของ GDP ซึ่งในเงินจำนวนนี้ครึ่งหนึ่ง (3.6 พันล้านเหรียญ) ถูกใช้ในโครงการ  Mombasa-Nairobi Standard Gauge Railway (SGR) ซึ่งเป็นโครงการสร้างทางรถไฟของเคนย่า โดยหนี้ทั้งหมดนี้ 90% ผู้ให้กู้คือธนาคาร China Exim Bank และการก่อสร้างดำเนินการโดยบริษัทChina Road and Bridge Corporation โดยจีนจะบริหารทางรถไฟนี้จนถึงปี ค.ศ. 2022 แต่อย่างไรก็ดี ธนาคารโลกได้เตือนว่าทางรถไฟนี้มีค่าดำเนินงานที่สูง และเคนย่าอาจจะตกอยู่ในกับดักหนี้จีนได้ และยังมีปัญหาการดำเนินงานอื่นๆ ที่ทางรถไฟนี้ไม่น่าจะทำกำไรให้รัฐบาลเคนย่าได้

ในการสร้างทางรถไฟนี้รัฐบาลเคนยายังต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 28.8 ล้านเหรียญต่อไตรมาสให้กับผู้ดำเนินการอย่าง Afristar ซึ่งบริษัท China Communications Construction Company เป็นเจ้าของอยู่ด้วย จากการที่ SGR ไม่สามารถทำกำไรได้และค่าดำเนินงานที่สูงทำให้รัฐบาลเคนย่ามีค่าดำเนินงาน 350 ล้านเหรียญที่ติดค้างอยู่ แต่ต่อมาใน ค.ศ. 2021 จีนได้ตัดสินใจเลื่อนการจ่ายหนี้ออกไปให้ 6 เดือนคิดเป็นมูลค่า 245 ล้านเหรียญเพราะรัฐบาลเคนย่าประสบวิกฤตโควิด-19 ถึงแม้จีนจะลดภาระหนี้ตัวนี้ลงผู้เชี่ยวชาญก็ยังกลัวว่าจีนอาจจะยื่นข้อเสนอในการมอบท่าเรือ Mombasa ให้จีนทดแทนการจ่ายเงินคืน แต่ต่อมานักวิชาการได้ชี้ว่ากรณีของเคนย่าอาจเกิด DTD หากผู้กู้ยืมคือบริษัท Kenya Railway Corporation (KRC) แต่ในกรณีนี้ผู้กู้ยืมคือกระทรวงการคลังของเคนย่าเอง (Kenyan National Treasury; KNT) ซึ่ง KNT ได้ออกสัญญากู้เงินให้ KRC อีกทอดหนึ่ง นั่นหมายความว่าบริษัท KRC ที่ดำเนินการในทางรถไฟและเป็นเจ้าของนี้ไม่ได้กู้ยืมเอง และจีนก็ไม่สามารถใช้ DTD กับกระทรวงการคลังของเคนย่าได้ในการยึดเอาทางรถไฟหรือท่าเรือมาใช้แทนหนี้ได้ เพราะ KNT ไม่ได้เป็นเจ้าของทางรถไฟ นอกจากนี้ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ว่าจีนจะได้ประโยชน์อะไรจากการได้ทางรถไฟหรือท่าเรือ ตรงกันข้ามจีนกลับเลื่อนการจ่ายหนี้ให้เคนย่าและต้องการการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเพิ่มเติมในประเด็นการทำกำไรของทางรถไฟด้วย กรณีนี้ของเคนย่านี้จึงมีแค่ว่า เคนย่ารับภาระหนี้หนักเท่านั้น – DTD จึงเป็นแค่เรื่องลวงในเคนย่า

มัลดีฟส์

กรณีของมัลดีฟส์นั้นก็มีการคาดกันว่าจะตกอยู่ในกับดักหนี้จีนเพราะว่ามัลดีฟส์กำลังมีหนี้ที่เมื่อเทียบกับ GDP แล้วกำลังจะเกิน 50% และในจำนวนนี้ 40% เป็นหนี้ของจีนหากโครงการBRI เสร็จเรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามมัลดีฟส์มีหนี้มากอยู่แล้วก่อนที่จีนจะดำเนินการเรื่อง BRIเสียอีก กรณีของมัลดีฟส์อาจมีพิเศษตรงที่ว่าประธานาธิบดี Abdulla Yameen ที่เข้ามาตั้งแต่ ค.ศ. 2013 มีนโยบายที่โน้มเอียงเข้าหาจีนมากขึ้นซึ่งทำให้ความสัมพันธ์กับอินเดียแย่ลง ในช่วงการเป็นประธานาธิบดีของ Yameen (2013-2018) มัลดีฟส์ได้รับเงินจากจีน 1.4 พันล้านเหรียญซึ่งถูกนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะสะพานมิตรภาพจีน-มัลดีฟส์ (Sinamalé Bridge) อันเป็นส่วนหนึ่งของ BRI

ต่อมาใน ค.ศ. 2018 Ibrahim Mohamed Solih ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ซึ่งอินเดียก็สนับสนุนเขาด้วย ดังนั้นโยบายระหว่างปะเทศของ Solih จึงเป็นการตีออกจากจีนและเข้าหาอินเดียมากขึ้น เนื่องจากัลดีฟส์มีหนี้จำนวนมากจึงทำให้ Solih ต้องกลับมาประเมินข้อผูกพันต่างๆ ในโครงการ BRI ใหม่เพราะกลัวในเรื่องหนี้และอธิปไตยที่อาจจะถดถอยลง ในตอนที่เขาเข้ามา มัลดีฟส์มีหนี้ 600 ล้านเหรียญโดยตรงกับรัฐบาลจีน และมีหนี้ที่ถูกค้ำอีก 935 ล้านเหรียญ (Guaranteed loans) หนี้ทั้งหมดของมัลดีฟส์จึงอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญ คิดเป็น 1 ใน 3 ของ GDP ซึ่ง Mohammed Nasheed ที่ปรึกษาของ Solih ได้ประมาณว่ายังมีหนี้ที่ถูกค้ำแต่ไม่ได้เปิดเผยอีกซึ่งรวมแล้วทั้งหมดอาจสูงถึง 3 พันล้านเหรียญซึ่งสามารถทำให้มัลดีฟส์ต้องยกสินทรัพย์ให้จีนได้ แต่ Solih ยอมรับเองว่ามีการทุจริตด้วยทำให้หนี้เพิ่มขึ้นมากจึงได้พยายามปรับโครงสร้างหนี้ใหม่กับจีน แต่จีนปฏิเสธเพราะว่าหนี้ทั้งหมดเป็นไปตามข้อตกลง ดังนั้น Solih จึงหันไปรับเงินช่วยเหลือจากอินเดียมูลค่า 1.4 พันล้านเหรียญเพื่อจ่ายคืนให้จีน การที่อินเดียมอบเงินให้จึงอาจถูกเข้าใจได้ว่าทำให้มัลดีฟส์เลี่ยงการตกในกับดักหนี้ได้ แต่ถึงแม้จีนจะปฏิเสธการปรับโครงสร้างหนี้กับมัลดีฟส์ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ว่าจีนจะเอาทรัพย์สินใดๆ จากมัลดีฟส์หรือมีความต้องการที่จะยึดอะไร เพราะมัลดีฟส์ก็ยังมีหนี้ที่ต้องจ่ายอีกราว 117 ล้านเหรียญ ซึ่งจีนอาจจะสามารถยื่นข้อเสนอได้ แต่กลับไม่ปรากฏข้อเสนออะไร – กรณีของมัลดีฟส์จึงเป็นเรื่องลวง

ลาว

ลาวเป็นประเทศที่ได้รับเงินจากจีนจำนวนมากซึ่งอาจทำให้ลาวไม่สามารถใช้หนี้คืนได้ และ IMF เองก็ได้เตือนลาวด้วยว่าให้ก่อหนี้อย่างพอดี เพราะลาวได้ขอพักชำระหนี้โครงการโครงสร้างพื้นฐานไว้แล้วแม้จะปรับโครงสร้างหนี้จีนก็ยังเป็นเจ้าหนี้ลาวที่ 40% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด

ลาวถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่จนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ลาวก็เติบโตขึ้นทุกปี และโดยตรรกะแล้วการเติบโตนี้ก็ทำให้รัฐบาลลาวอยากลงทุนมากขึ้นด้วย โดยหนึ่งในโครงการที่ลาวลงทุนคือทางรถไฟจีนลาว (เวียงจันทน์-บ่อเต็น) เป็นจำนวนเงิน 6 พันล้านเหรียญซึ่งเกือบเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ในจำนวนเงินที่ลงทุนนี้ลาวออก 12% ส่วนอื่นส่วนใหญ่เป็นเงินจากChina Exim Bank (CEB) ซึ่งอยู่ใต้การกำกับของคณะมนตรีของจีน (State Council) โดย CEB ให้กู้ 465 ล้านเหรียญดอกเบี้ยที่ 2.3% ยกเว้นหนี้ 5 ปีแรก และต้องใช้หนี้คืนใน 25 ปี ส่วนหนี้อื่นๆ ก็มาจากผู้ให้กู้จีนอื่นๆ นอกจากนี้จีนยังลงทุนในโครงการอื่นๆ รวม 6.7 พันล้านเหรียญและมีการไกล่เกลี่ยหนี้ลาวให้บางส่วนโดยแลกกับสิทธิในพื้นที่เกษตรกรรมหรือการค้าอื่นๆ ที่จะทำให้คนจีนได้ประโยชน์

แต่กรณีที่น่าสนใจนั้นคือเมื่อ ค.ศ. 2020 กรณีของบริษัท China Southern Power Grid Company (CSG) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (ราว 90%) ในบริษัท Électricité du Laos Transmission Company Limited (EDL-T) ซึ่งรับผิดชอบในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ลาว ซึ่งถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดนักว่า CSG กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้อย่างไร ซึ่งอาจจะตั้งสมมติฐานได้ว่าเป็นการมอบให้แทนการใช้หนี้เป็นตัวเงิน เหตุผลที่รัฐบาลลาวมอบหุ้นส่วนใหญ่ให้อาจจะเป็นเพราะว่า EDL-T มีหนี้อยู่ 5 พันล้านเหรียญ ต่อมาใน ค.ศ. 2021 ทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีของลาวส่งสัญญาณว่าลาวอาจะผิดชำระหนี้ต่างประเทศซึ่งเป็นอีกเหตุการณ์ที่สนับสนุนประเด็นการยกหุ้น EDL-T ให้แทนการชำระตัวเงิน แต่ก็ต้องกล่าวด้วยว่าการตดสินใจเช่นนี้ก็มาจากรัฐบาลลาวที่อ่อนแอและจีนที่มีนโยบายการลงทุนกับสินทรัพย์มากกว่าการให้กู้ยืมเฉยๆ ด้วย และยังมีรายงานกรศึกษาอีกว่าภาคพลังงานของลาวสามารถทำกำไรได้ซึ่งส่งผลประโยชน์ต่อจีนอีกด้วย และจีนเองก็ศึกษาความเป็นไปได้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2018 หมายความว่าจีนสนใจใน EDL-T มาก่อนหน้าแล้ว แต่ปัญหาคือการถือหุ้นใน EDL-T ของจีนสามารถกำหนดผู้ซื้อไฟฟ้าและราคาได้

การที่รัฐบาลลาวอ่อนแอและวิธีการของจีนที่ปฏิบัติตามความเป็นจริงจึงไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่าลาวเป็นเหยื่อของจีนอย่างเต็มรูปแบบ เพราะ Nishizawa ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเองก็ได้กล่าวว่าคนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับลาวหรือประเทศอื่นในเอเชียจะพูดว่าจีนเป็นผู้ร้าย แต่การพูดแบบนี้มันง่ายเกินไป แน่นอนว่าจีนมีบทบาทสำคัญกับลาว แต่รัฐบาลลาวตัดสินใจเองในการยกหุ้น EDL-T ให้กับจีน การที่จีนมีนโยบายให้ประเทศที่มีศักยภาพด้านการเงินต่ำกู้เงินและถูกปฏิเสธจากนักลงทุนที่อื่นทำให้จีนต้องรู้อยู่แล้วว่าลาวอาจจะจ่ายคืนไม่ได้ การมอบสิทธิทางเกษตรกรรมและอื่นๆ ก็อาจจะมาจากเรื่องนี้ด้วยแม้ว่าหลักฐานจะยังไม่ชัดเจนนัก อย่างไรก็ดีการมีหุ้นราว 90% ของจีนใน EDL-T ทำให้จีนสามารถมีเสียงอย่างเด็ดขาดในการบริหารได้ซึ่งอาจสร้างปัญหากับลาวได้เพราะจีนสามารถทำให้ลาวไม่มีพลังงานใช้เลยก็ได้หากจีนต้องการ – กรณีของ DTD ในลาวนั้นจึงอาจพูดได้ว่ามีเค้าความเป็นจริงอยู่

ศรีลังกา

ศรีลังกาเป็นตัวอย่างที่พูดถึงมากที่สุดในเรื่องของ DTD โดยเป็นเรื่องของท่าเรือคัมปุระ (Hambantota port) ซึ่งอยู่ในทางตะวันออกเฉียงใต้ของศรีลังกา จีนกับศรีลังกาเป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1952 จากการตกลงในเรื่องการค้า หลังจากนั้นเป็นต้นมาจีนก็เป็นคู่ค้าที่สำคัญสำหรับศรีลังกามากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อศรีลังกาถูกตั้งประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนพวกเขาจึงตีห่างออกจากประเทศตะวันตกและอินเดีย ทำให้ศรีลังกาไปพึ่งพิงอยู่กับจีนมากขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์นี้ก็จะเกี่ยวข้องกับการสร้างท่าเรือนี้ด้วย

โปรเจคต์การสร้างท่าเรือนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองตระกุลราชปักษาอยู่มาก แม้ว่าโครงการนี้จะเริ่มเสนอมาตั้งแต่ ค.ศ. 1970 แต่ว่ามาเริ่มจริงจังกันหลังจาก ค.ศ. 2000 นี้เท่านั้นโดยผู้ดูแลคือ มาฮินดา ราชปักษา อดีตประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของศรีลังกา ในช่วง ค.ศ. 2001 – ค.ศ. 2006 มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการนี้ซึ่งผลคือยังไม่แน่ชัดว่าโครงการนี้จะทำกำไรหรือประโยชน์ได้มากแค่ไหน จากการศึกษาโดย 4 บริษัทมีเพียงบริษัท Rambøll จากเดนมาร์กเท่านั้นที่บอกว่าโครงการท่าเรือนี้สามารถทำได้ นอกจากนี้สถานทูตสหรัฐฯ ยังได้รายงานเรื่องการสร้างท่าเรือนี้ว่าเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า และความร่วมมือในโครงการนี้ก็ต่ำและวุ่นวายมาก สาเหตุก็เพราะว่าตระกูลราชปักษาอยากจะสร้างโครงการใหญ่ๆ ให้สำเร็จเพื่อเพิ่มคะแนนทางการเมืองเพราะที่ตั้งของโครงการนี้เป็นเขตบ้านเกิดของพวกเขาโดยไม่ได้สนใจว่าโครงการจะเป็นจริงได้แค่ไหน

แม้ว่ารัฐบาลหรือตระกูลราชปักษาจะพยายามผลักดันโครงการนี้มากแต่หลายๆ ประเทศก็ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะลงทุน ไม่ว่าจะสหรัฐฯ อินเดีย หรือธนาคาร Asian Development Bankต่างก็ปฏิเสธทำให้จีนเป็นทางเลือกเดียวที่ศรีลังกามีอยู่ โดยใน ค.ศ. 2007 ธนาคาร Exim Bank ของจีนปล่อยกู้ให้307 ล้านเหรียญ ดอกเบี้ยที่ 6.3% ซึ่งสูงมาก เทียบกับที่อื่นเช่นธนาคาร Asian Development Bank ที่คิดดอกเบี้ยที่ 3% เป็นเพดาน แต่เมื่อได้เงินมาแล้วก็ยังเกิดปัญหาขึ้น คือ การก่อสร้างดำเนินโดยบริษัท ChinaHarbour Engineering Group(CHEG) ถูกให้เร่งก่อสร้างเพราะว่ามาฮินดาอยากให้โครงการเสร็จทันวันเกิด 65 ปีใน ค.ศ. 2010 และเมื่อเปิดท่าเรือก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเลย แต่ถึงเช่นนั้นก็ยังจะขยายท่าเรือนี้ต่อ โดยใน ค.ศ. 2012 รัฐบาลศรีลังกาได้กู้เงินเพิ่มอีก 757 ล้านเหรียญ ดอกเบี้ยที่ 2%

แม้ว่าจะได้เงินอีกก้อนเข้ามาก็ไม่ได้ทำให้ท่าเรือนี้ดีขึ้นแต่อย่างใด ใน ค.ศ. 2015 การเลือกตั้งที่เกิด มาฮินดา (และราชปักษา) จึงถูกมองในแง่ลบมากจากโครงการนี้ รวมไปถึงความสัมพันธ์กับจีนที่ตระกูลราชปักษาค่อนข้างใกล้ชิดด้วยถึงขนาดที่บางแห่งถึงกับกล่าวว่าจีนให้เงินสนับสนุนในการหาเสียงเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ดีมาฮินดาแพ้การเลือกตั้งให้กับ Maithripala Sirisena ซึ่งเขาได้เข้ามาจัดการสถานการณ์ทางการเงินโดยให้บริษัทจีน CMPort เช่าท่าเรือ 99 ปี โดยจีนจ่ายเงินให้ศรีลังกา 1.12 พันล้านเหรียญ และมีหุ้น 70% ในท่าเรือนี้ใน ค.ศ. 2017 การให้จีนเช่าท่าเรือ 99 ปีนี้ทำให้เกิดการพูดถึงการทูตกับดักหนี้ขึ้นดังที่กล่าวไปตอนต้น

ทั้งนี้ต้องพดให้ชัดด้วยว่าศรีลังกามีปัญหาในการจัดการหนี้ของตัวเองมาตั้งแต่ต้น ใน ค.ศ. 2017 หนี้ต่างประเทศศรีลังกา 39% คือหนี้ด้านการค้า โดยหนี้ที่ศรีลังกามีกับจีนคิดเป็น 10% เท่านั้นซึ่งน้อยกว่าหนี้กับญี่ปุ่นและธนาคาร Asian Development Bank ด้วยซ้ำ และการจ่ายหนี้การค้านั้นไม่ได้มีระยะเวลาในการจ่ายคืนนานเท่ากับหนี้ที่ไม่ใช่การค้า และเมื่อถึงเวลาต้องจ่ายคืนก็ต้องจ่ายเป็นก้อนเดียวทำให้ศรีลังกามีปัญหาตรงนี้ ดังนั้นศรีลังกาจึงต้องหาเงินมาใช้หนี้ตรงนี้ซึ่งทำให้ศรีลังกาต้องไปกู้เงินจากจีน แต่การกู้เงินมานี้ศรีลังกากลับไม่ได้เอาไปจ่ายหนี้ที่เกี่ยวกับการก่อสร้างท่าเรือ แต่เอาไปจ่ายหนี้ที่มีมูลค่าสูงกว่าซึ่งก็คือไปจ่ายประเทศตะวันตก แน่นอนว่าเงินที่กู้มานี้ศรีลังกาก็ต้องจ่ายคืนจีนด้วย

เรื่องของการเป็นเจ้าของท่าเรือนั้น แม้ว่า CMPort จะถือหุ้นส่วนใหญ่ แต่ศรีลังกายังเป็นเจ้าของที่แท้จริงอยู่ เรือนาวีของจีนไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ท่าเรือนี้ CMPort ทำเพียงแค่เรื่องการรับประกันความปลอดภัยของท่าเรือเท่านั้น แต่ทั้งนี้จีนก็ไม่ได้จะบริสุทธิ์จากความยากลำบากของศรีลังกาเสียทีเดียวเพราะการที่จีนปล่อยกู้ให้กับโครงการที่อาจจะไม่ยั่งยืนหลายโครงการ ไม่ใช่แค่กับศรีลังกาแต่กับประเทศอื่นด้วย และการที่ระยะการเช่าท่าเรือนี้อยู่ที่ 99 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากทั้งที่มีทางอื่นที่จีนสามารถได้ประโยชน์และช่วยศรีลังกาได้ในขณะเดียวกัน การกระทำของจีนในกรณีของศรีลังกาจึงทำให้เกิดคำถามขึ้นและทำให้นักการเมืองไม่พอใจเช่นเดียวกัน – อย่างไรก็ดียังไม่มีอะไรที่ชี้ว่าจีนตั้งใจจะฮุบสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์มาตั้งแต่ต้น กรณีนี้จึงยังเป็นเรื่องของการจ่ายหนี้คืนอยู่

มาเลเซีย

มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ถูกยกขึ้นมากล่าวว่าตกอยู่ในกับดักหนี้ของจีน เรื่องเกิดขึ้นเมื่อรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของมาเลเซีย Lim Guan Eng ใน ค.ศ. 2018 ออกมาพูดว่ามาเลเซียต้องการจะหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับศรีลังกา และมหาเธร์ โมฮัมหมัด ก็สนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย โดยเขายังได้กล่าวเตือนฟิลิปปินส์ในเรื่องอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นผ่านการให้กู้ยืมซึ่งอาจทำให้ติดกับดักหนี้ได้

จีนแม้จะลงทุนหลายโรงการในมาเลเซีย แต่โครงการที่ลงทุนนั้นเป็นโครงการพาณิชย์ และหลายโครงการก็มาก่อน BRI ด้วย เรื่องกับดักหนี้ในมาเลเซียจึงมีอยู่สองเรื่องคือกองทุน 1MDB และ ECRL โดย 1MDB คือกองทุนที่รัฐบาลมาเลเซียตั้งขึ้นใน ค.ศ. 2009 โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Najib Razak เพื่อนำไปลงทุนสร้างการเติบโตให้ประเทศ โดย Razak ยังนั่งเป็นประธานบอร์ดอีกด้วย แต่กองทุนนี้ไม่ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนัก เพราะมีหนี้ถึง 1.27 หมื่นล้านเหรียญ และเงินยังถูกไซฟ่อนออกไปเข้ากระเป๋าผู้มีอำนาจอีกด้วย โดยประมาณกันว่าน่าจะมีเงินอย่างน้อยๆ 4.5 พันล้านเหรียญที่ถูกดึงออกไป ดังนั้นเพื่อจัดการหนี้ก้อนใหญ่นี้ Razak จึงขอให้จีนช่วยด้วยการยื่นสัญญาการทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้ และเมื่อหนี้ก้อนโตขนาดนี้ สัญญาต่างๆ ก็ย่อมใหญ่โตและมากขึ้นไปด้วย

เมื่อคดีของ 1MDB จบไปแล้ว แต่สัญญาที่ทำไว้กับจีนก็ยังอยู่ แต่สัญญาโครงการที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างทางรถไฟ East Coast Rail Link (ECRL) ซึ่งถูกคิดกันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1981 โดยใน ค.ศ. 2009 ผลการศึกษาความเป็นไปได้ชี้ว่าโครงการนี้จะต้องใช้เงิน 2.9 หมื่นล้านริงกิต แต่ใน ค.ศ. 2015 อีกการศึกษาหนึ่งกล่าวว่าต้องใช้เงิน 4.7 หมื่นล้านริงกิต ในปีถัดมาโครงการนี้ถูกอนุมัติเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ในโครงการ 1MDB โดยการก่อสร้างเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 2017 แต่ถูกระงับไว้ชั่วคราวเพราะมีงบไม่พอในการก่อสร้าง เมื่อการเลือกตั้งครั้งใหม่มาถึงและมหาเธร์เป็นผู้ชนะ เขาก็ได้พูดถึงโครงการนี้ด้วย ในตอนแรกเขาคิดว่าจะพับโครงการนี้ไปเพราะต้องใช้ทุนก่อสร้างมาก แต่อย่างไรก็ดีมหาเธร์เลือกที่จะไปเจรจากับจีนแทนเพราะหากยกเลิกก็ต้องจ่ายค่าผิดสัญญา 5 พันล้านเหรียญและการพยายามรักษามิตรภาพกับจีนเอาไว้เพราะจีนก็เป็นคู่ค้าใหญ่ของมาเลเซีย เมื่อตกลงกันได้ทำให้ต้นทุนในโครงการนี้ลดลงไป 1 ใน 3 โดย ECRL จะแบ่งสัดส่วนการลงทุนระหว่างมาเลเซียกับจีนที่ 50-50 แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของทางรถไฟนี้ยังเป็นมาเลเซีย – กรณีของมาเลเซียจึงไม่พบเรื่องกับดักหนี้อย่างที่เชื่อ

จิบูตี

จิบูตีนั้นเป็นประเทศที่มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์สำคัญที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากหลายชาติได้ จีนเองก็ได้มาลงทุนในจิบูตีผ่านโครงการ BRI นี้ด้วยและทั้งสองประเทศก็ได้ตกลงกันในการความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ จีนได้ทำหลายโครงการในจิบูตี หนึ่งในนั้นคือโครงการท่าเรือ Doraleh Multipurpose Port ซึ่งจะมีทางรถไฟที่เชื่อมจิบูตีกับเอธิโอเปียและเขตการค้าเสรีของจิบูตีเอง โครงการนี้จีนเป็นผู้ให้กู้ยืมดังนั้นจึงทำให้เกิดความวิตกกันว่าจิบูตีเองก็จะตกอยู่ในกับดักหนี้ไปกับเขาด้วย เพราะหนี้ของจิบูตีนั้นเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ ค.ศ. 2013 ซึ่งสอดคล้องกับการเริ่มต้นของ BRI โดยใน ค.ศ. 2013 หนี้เมื่อเทียบกับ GNI ของจิบูคีอยู่ที่ 39% แต่ 6 ปีหลังจากนั้นเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 79% โดยหนี้ที่จิบูตีมีกับจีนนั้นเพิ่มไปอยู่ที่ 75% ต่อ GDP

ในกรณีของจิบูตีนั้นมีเรื่องของสถานีบนท่าเรือ Doraleh Container Terminal (DCT) ที่เดิมทีถูกบริหารโดยบริษัท DP World ของดูไบ แต่ใน ค.ศ. 2018 รัฐบาลจิบูตีตัดสินใจนำหุ้นของ DP World ซึ่งคิดเป็น 33% กลับมาทำให้การดำเนินงานของ DP World ต้องยุติลง ทำให้ DP World ดำเนินการในทางกฎหมายต่อไปเพราะพวกเขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง แต่ใน DCT นี้ยังมีบริษัทจีนอย่าง China Merchants Ports ถือหุ้นอยู่ด้วยที่ 23.5% ทำให้มีการกังวลกันถึงอนาคตของ DCT เพราะอาจจะถูกใช้เป็น equity-to-swap ในการใช้หนี้ได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ไปในทิศทางนั้น และถึงแม้จิบูติจะมีหนี้เยอะก็จริงแต่ยังไม่มีการมอบอะไรให้เพื่อจ่ายหนี้แทนตัวเงิน โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดยังคงเป็นของรัฐบาล และ Aboubaker Omar Hadi ผู้เป็นประธานของท่าเรือและเขตการค้าเสรีของจิบูตีกล่าวอีกด้วยว่ารัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เสมอ และท่าเรือก็สามารถทำเงินได้จึงไม่มีปัญหาในการใช้หนี้คืน – กรณีของจิบูตีนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องกับดักหนี้

—–

จากหลายประเทศที่ยกมาข้างต้นนี้เราสามารถพูดได้ว่าจีนไม่เคยหลีกเลี่ยงที่จะใช้พลังทางการเงินของตัวเองไม่ว่าจะผ่านการให้การกู้ยืมหรือเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ โดยไม่ได้สนใจในประเด็นอย่างสิทธิมนุษยชนหรือความรับผิดชอบทางการคลังของประเทศปลายทางอันเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศตะวันตกให้น้ำหนัก และจีนเองก็น่าจะรู้ถึงศักยภาพในการจ่ายคืนของประเทศเหล่านี้อยู่แล้วแต่จีนก็ดูจะไม่ใส่ใจมากนัก

ถึงแม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับ DTD ก็ไม่พบว่าจีนมีความตั้งใจแต่แรกในการเข้าไปฮุบสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ต่างๆ ในประเทศปลายทาง และบางครั้งจีนก็กระทำการตรงข้ามด้วย เช่น การเลื่อนการจ่ายหนี้กับเคนย่า หรือลดต้นทุนการก่อสร้างในมาเลเซียลงหนึ่งในสาม ซึ่งจีนสามารถเรียกร้องเอาสินทรัพย์ก็ได้แต่กลายเป็นว่าจีนไม่ได้เรียกร้อง จีนจึงแค่ทำสิ่งที่นักการเมืองหรือรัฐบาลอื่นก็จะทำเหมือนกันหากมีโอกาสเท่านั้น เพราะประเทศปลายทางก็ขอกู้ยืมเพราะเหตุผลทางการเมืองกันทั้งสิ้น แต่บางประเทศก็กู้เพราะว่าจีนเป็นตัวเลือกที่ง่ายและสะดวกที่สุด ดังที่ Aboubaker Omar Hadi กล่าวว่าจีนมีทัศนคติที่แตกต่างออกไป เพราะจีนเชื่อในแอฟริกา ดังนั้นประเทศที่กู้ยืมจึงไม่ใช่เป็นเหยื่อของจีนแบบง่ายๆ ดังที่เข้าใจ แต่เป็นเสมือนผู้กระทำความผิดร่วมกันเสียมากกว่า ความผิดที่สถานการณ์การเงินของประเทศปลายทางไม่ได้เกิดขึ้นเพราะจีนถ่ายเดียว เมื่อประกอบกับที่จีน “โนสนโนแคร์” กับสถานะของประเทศที่กู้แล้ว จึงทำให้เกิดสภาวะการเงินที่ตึงเครียดของประเทศปลายทางได้ การที่มีปัญหาหนี้จึงไม่เท่ากับ DTD ในตัวมันเอง

กรณีของ DTD ที่มีเค้าความเป็นจริง (มอบสินทรัพย์แทนเงิน) มีกรณีเดียวที่ยกมาคือประเทศลาวที่จีนสามารถควบคุมบริษัท EDL-T ได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ดีการศึกษาเรื่อง DTD ยังต้องการการเติมเต็มอีกมาก เพราะนี่เป็นเพียงแค่มุมมองในเชิงวัตถุเท่านั้น จีนอาจจะมีอิทธิพลทางด้านอื่นๆ อีกก็ได้ และอาจจะเสริมมุมมองของ DTD ให้สมบูรณ์ขึ้นอีกก็ได้เช่นกันเพื่อหลีกเลี่ยงการอธิบายอย่างลดทอนและสรุปง่ายๆ อย่างเกินไป

อ้างอิง :

[1] เรียบเรียงจาก Michal Himmer and Zdeněk Rod, “Chinese debt trap diplomacy: reality or myth?,” Journal of the Indian Ocean Region Vol. 18 No. 3 (2022): 250-272.

]]>
‘การสักขาลาย’ วัฒนธรรมร่วมแห่งอุษาคเนย์ https://www.luehistory.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c/ Sun, 21 Jan 2024 17:23:04 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22561

จากบทความที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึง การสักขาลาย หรือ การสักขาก้อม ของทางภาคอีสาน ซึ่งได้เปรยไว้ตอนท้ายว่า การสักขาลายนั้นไม่ได้นิยมแต่ในภาคอีสานสมัยโบราณเพียงเท่านั้น หากแต่พบว่ามีการนิยมสักขาลายในหลาย ๆ ชาติพันธุ์ ที่พบกระจายตัวตาม อุษาคเนย์ นับได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมร่วม” ที่ชัดเจนอย่างหนึ่งเลย

การสักขาลาย เกิดขึ้นได้อย่างไร

ในทางประวัติศาสตร์พบร่องรอยในการสักยันต์หรือรูปร่างลักษณะลงในผืนหนังของมนุษย์เก่าสุดที่ค้นพบในปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 พันปีที่แล้ว โดยการสักนั้นบางหลักฐานก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าสักเป็นรูปอะไร แต่ก็มีหลาย ๆ หลักฐานที่ส่อว่ามีการนิยมสักรูปสัตว์ต่าง ๆ ที่น่าจะอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับถิ่นฐานของกลุ่มคนที่สัก สะท้อนให้เห็นถึงภาพของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเหล่านั้นและความผูกพันธ์กับสัตว์ อีกทั้งในประวัติศาสตร์กรีก อียิปต์ ก็พบเรื่องของการสัก แสดงให้เห็นว่าการสักในโลกแถบ ๆ นี้ต้องมีมาก่อนยุค กรีก-โรมัน และอียิปต์ แล้ว

ถัดมาในอุษาคเนย์ หรือ ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราการสักก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ส่วนมากการสักจะเน้นไปที่ความศักดิ์สิทธิ์ อย่างในสมัยก่อนการที่ทหารจะออกไปรบเขาก็จะมีการสักยันต์ เพื่อช่วยเรื่องความคงกระพันชาตรี การสักเลขของพวกทาส เพื่อบอกสังกัดของเจ้านายนั้น ๆ ทั้งในจดหมายเหตุลาลูแบร์ (Simon de La Loubèr) ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เข้าในกรุงศรีอยุทธยาก็ได้กล่าวถึงการสัก ทำให้เราเห็นว่าการสักในไทยมีมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุทธยาแน่ ๆ

และตำนานหลาย ๆ ท้องที่เรื่องของที่มาของการสักก็ไปเกี่ยวพันกับศาสนาเสียส่วนใหญ่ เช่น บางพื้นที่ในประเทศไทยก็มีเรื่องเล่าความเป็นมาของการสักว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน กษัตริย์เมืองต่าง ๆ ก็ต่างเดินทางมาแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า จนสุดท้ายก็มี โทณพรามหณ์เข้ามาไกล่เกลี่ยและแบ่งพระธาตุให้นครต่าง ๆ

กษัตริย์แถบยูนนานก็เข้าไปทูลขอพระบรมสารีริกธาตุจากกษัตริย์เมืองกุฉินารายณ์ แต่ปรากฏว่าขณะนั้นไม่มีพระธาตุเหลือแล้ว เหลือแต่พระอังคาร กษัตริย์แถบยูนนานจึงเอากลับไปเมืองของตน พอถึงเมืองพระอังคารก็ได้เข้าไปแทรกซึมในตัวมนุษย์แล้วจึงมีอานุภาพทำให้ร่างกายของมนุษย์นั้นเกิดความคงกระพันชาตรี ( นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่าง ตำนานหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการผูกเรื่องการสักเข้ากับเรื่องความเชื่อศาสนาเพียงเท่านั้น ยังมีอีกหลายตำนาน ที่ไม่สามารถยกเข้ามาอธิบายในบทความเดียวได้ แต่ละพื้นที่ก็มีตำนานของตนเองที่แตกต่างกันออกไป )

และเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของการสักในอุษาคเนย์คือ การสักขาลาย อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนอุษาคเนย์โดยแท้จริง เนื่องจากพบการสักในลักษณะนี้เยอะในแถบล้านนา – อีสาน และพื้นที่อื่น ๆ ใกล้เคียงทั้งรวมไปถึง ชาวปกาเกอะญอ อีกด้วย

การสักนั้นสักด้วยน้ำว่านผสมเขม่าและโดยเฉพาะสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือดีของสัตว์ต่าง ๆ การสักจะมีการไหว้ครูโดยยกขันครูก่อน ในขันครูก็จะมีของเซ่นไหว้เช่น หมากพลู ยาสูบ เงิน น้ำหมึก ฯลฯ เป็นต้น

ในการสักจะมีการผูกแขนด้วยฝ้ายก่อน บางสำนักก็ผูกก่อนหน้าจะสัก บางสำนักก็ผูกหลังการสักแล้วแต่สำนัก โดยในระหว่างสักจะมีการสูบฝิ่น เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ซึ่งทำให้เราเห็นถึงภูมิปัญญาของคนในอดีตที่คิดวิธีบรรเทาความเจ็บปวดในสมัยที่เทคโนโลยียังไม่เข้าถึงชาวชนบทได้เป็นอย่างดี

การสักขาลายจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ไม่มีการกำหนดรูปแบบที่ตายตัว เช่นอีสานบางส่วนอาจจะแตกต่างจากทางล้านนา

ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่องได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้แล้ว ผู้เขียนจึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีก

บทความก่อนหน้าเรื่อง “การสักขาลาย ร่องรอยของความเท่ ของบุรุษเพศ ในอีสานสมัยโบราณ

ลูกป้อจายขาบ่ลาย ก่ออายเขียด

คำกล่าวข้างต้น แปลเป็นภาษากลางได้ว่า

“ลูกผู้ชายขาไม่ลาย ก็อายเขียด” คำกล่าวนี้มิได้พบแต่ในแถบภาคเหนือเพียงเท่านั้น ยังพบคำกล่าวที่มีลักษณะคล้ายกันอยู่นี้ในแถบที่ราบสูงอีสานอีกด้วย ซึ่งเป็นคำกล่าวที่สะท้อนให้เห็นภาพของค่านิยมผู้คนของผู้คนแถบอีสาน – เหนือ ได้เป็นอย่างดี ( ซึ่งในทางประวัติศาสตร์แล้วนั้น ล้านช้าง กับ ล้านนา มีความสัมพันธ์ในเชิงการปกครอง และด้านอื่น ๆ มาช้านาน การที่จะมีวัฒนธรรมที่เหมือนกันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก ) กล่าวคือ การสักขาลาย ยังเป็นบทพิสูจน์ของการเป็นชายแท้อกสามศอกอีกด้วย ( ดังที่กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้าถึงความอดทนและความเจ็บปวดในการสักแต่ละครั้ง )

นอกจากนี้ชายใดที่มีลายสักที่ขา ยังแสดงให้เห็นถึงความเท่ หล่อเหลาจนนารีต่างหมายปอง อยากได้มาเป็นสามี พ่อของลูก เป็นลำดับแรกกันทั้งนั้น

การสักขาลายในประวัติศาสตร์ล้านนาก็ปรากฏในภาพจิตรกรรม วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ วัดภูมินทร์ จ.น่าน อีกทั้งยังปรากฏเรื่องของ “ท้าวขาก่าน” เจ้าเมืองฝาง/น่าน/เชียงแสน ในหลักฐานของทางล้านนาก็กล่าวถึงว่า ท่านเป็น “ที่น่าอัศจรรย์” เนื่องจากขาของท่านนั้นมีการสักด้วยน้ำหมึก ลายพญานาค และลายเครือวัลย์ยาวไปจนถึงน่องขาของท่าน จึงได้ชื่อว่า “ท้าวขาก่าน” ซึ่งมีความหมายนัยยะว่าเป็นผู้มีลายสักที่ขา ( ก่านมีความหมายคล้าย ๆ กับคำว่า “ด่าง” ซึ่งพบในทั้งภาคอีสาน และ ทางภาคเหนือ )

ในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( ร.๕ ) คาร์ล บ็อค ( Carl Bock ) นักเขียน นักสำรวจ ชาวนอร์เวย์ ได้เดินทางเข้ามาสำรวจประเทศสยามในขณะนั้น เมื่อเดินทางไปถึงเมืองลำปาง ก็พบว่ามีการพบช่างสักที่กำลังสักให้กับชายที่นอนราบติดกับพื้น และได้ถอดเป็นภาพออกมาในผืนกระดาษ โดยหลักฐานนี้ทำให้เราเห็นรอยสักการสักขาลายของชาวล้านนาในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งในภาพมีการสักรูปสัตว์ ราชสีห์ เสือ ช้าง ลิง นก ค้างคาว และหนุมาน รวมถึงรูป ลม เมฆ ฯลฯ

การสักของพวกปกาเกอะญอ

การสักของพวกปกาเกอะญอก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองเช่นกัน หากเราดูจากลายสักของผู้เฒ่าปกาเกอะญอจะพบว่า ผู้เฒ่าส่วนใหญ่จะนิยมสัก “ปะลู” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยเราข้ามแม่น้ำไปสู่ภพภูมิที่ดี

ความเสื่อมความนิยม

ขาลายในปัจจุบันโดยเฉพาะภาคอีสาน-เหนือของไทย จะพบว่าการสักนี้จะมีแต่เพียงในเรือนร่างของผู้เฒ่าอายุ 50 ขึ้นไปเท่านั้น เป็นเพราะวัฒนธรรมการสักขาลายนั้นเสื่อมความนิยมลง คาดว่าน่าจะเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น เพราะการมองการสักที่เปลี่ยนไป มองว่าคนที่สักเหล่านั้น เป็น อันธพาลบ้าง เป็นนักเลงบ้าง จนการสักค่อย ๆ ลดความนิยมลง อีกทั้งประกอบกับการสักแต่ละครั้งต้องใช้ความอดทนเนื่องจากได้รับความเจ็บปวดอย่างยิ่ง อีกทั้งวัฒนธรรมอื่นได้แผ่เข้ามา มีลายสักที่หลากหลายมากขึ้น ตัวเลือกการสักจึงมีมากกว่าเดิม

แต่หลาย ๆ ชนเผ่าเช่น ปะกาเกอะญอ ก็ยังมีคนหลายกลุ่มคงการสักขาลายแบบดั้งเดิมไว้อยู่ แต่ก็เริ่มเลือนรางลงไปเรื่อย ๆ และเกือบจะไม่มีให้ได้พบเห็นแล้ว ดั่งอุปมาโบราณสถานใหญ่ ๆ หลาย ๆ ที่ ที่อาจจะเคยใหญ่โต รุ่งเรือง เปี่ยมล้นด้วยศรัทธาของผู้คน เมื่อเวลาผ่านไป การมองหรือทรรศนะของผู้คนก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เหลือไว้เพียงความเป็นมรดกให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา

อ้างอิง :

[1] เมฆา วิรุฬหก , ศิลวัฒนธรรม , ตำนานความเชื่อเรื่อง “รอยสัก” มาจากอิทธิฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[2] urbancreature , ศราวุธ แววงาม ชาว punk ที่ผันเป็นช่างสักขาลาย อนุรักษ์รอยสักล้านนาโบราณที่แทบสาบสูญ , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[3] adenaa , ประวัติศาสตร์แห่งรอยสัก Magazine , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[4] จดหมายเหตุลาลูแบร์ , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[5] ประวัติศาสตร์นอกตำรา , สักขาลาย รอยประวัติศาสตร์ผ่านน้ำหมึก ที่เริ่มเป็นเพียงภาพจำของอดีต , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566

]]>
รู้หรือไม่? ‘ระบบตัวแทน’ ของยุโรปถือกำเนิดจากคนเถื่อนบาวาเรียน ไม่ใช่อริสโตเติล! https://www.luehistory.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/ Wed, 10 Jan 2024 17:56:59 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22539

ปัจจุบันเราน่าจะเห็นระบอบการปกครองทั่วโลกนั้นจะต้องมีระบบตัวแทนร่วมในการปกครองรวมไปถึงการได้รับความยินยอมของผู้ถูกปกครองในเรื่องสำคัญๆ ซึ่งเราอาจเห็นได้จากการทำประชามติอันเป็นการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุด กลไกทั้งสองแบบนี้รวมอยู่ในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นที่แพร่หลายและยอมรับกันในปัจจุบันว่าเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เสียแล้วในโลกไม่ว่าในประเทศหรือทวีปใดแม้ว่าทั้งระบบตัวแทนและความยินยอมของผู้ถูกปกครองจะมีต้นกำเนิดมาจากยุโรปก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจนั้นมีอยู่ว่าแม้ระบบตัวแทนและความยินยอมนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีต้นกำเนิดจากยุโรป แต่คำถามคือทำไมต้องเป็นยุโรปในเมื่อในอดีตนั้นก็มีหลายรัฐที่มีระบบคล้ายๆ กันและมีศักยภาพพอที่จะสามารถกลายเป็นระบบตัวแทนและความยินยอมแบบที่เราเห็นในปัจจุบันได้ ยุโรปกลับเป็นที่แรกและที่เดียวที่มีทั้งสองสิ่งนี้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้แพร่หลายได้ในที่สุด?

คำตอบของคำถามนี้อาจจะอยู่ที่ “อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์” ที่ทำให้ยุโรปมีทั้งสองกลไกนี้ขึ้น ซึ่งอุบัติเหตุที่ว่านี้รุนแรงมากพอที่จะฉีกเส้นทางประวัติศาสตร์ของยุโรปให้แตกต่างจากประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอื่นๆ ในเวลาเดียวกันนั้นออกไป! [1]

หากเราลองไปดูที่อื่นๆ ของโลก อย่างจีนในยุคราชวงศ์ซ่งนั้น ผู้ปกครองมีหน้าที่ที่จะต้องทำตามหลักการของขงจื่อ นอกจากนี้การที่ฮ่องเต้ต้องทำตามอาณัติแห่งสวรรค์นั้นก็เป็นภาระผูกพันระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครองด้วย หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือโลกในยุคก่อนนั้นมีกลไกให้ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบเหมือนกับโลกยุคสมัยใหม่ ต่างกันเพียงวิธีการก็เท่านั้น ดังปรากฏที่ Lü Gongzhu หนึ่งในปัญญาชนของจีนในยุคซ่งที่กล่าวถึงความคิดที่สามารถเทียบได้กับสำนวนกฎหมายของลาตินว่า “quod omnes tangit, ab omnibus tractari et approbari debet” ซึ่งแปลว่า สิ่งใดที่กระทบคนทั้งมวลจักต้องเห็นชอบด้วยคนทั้งปวงอันมีอยู่ในยุโรปว่า

แม้สวรรค์จะสูงและห่างไกล แต่สวรรค์ก็ยังคงสอดส่องจักรวรรดินี้ทุกเมื่อเชื่อวัน สวรรค์จักตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้ปกครอง หากท่านดูแลประชาด้วยยุติธรรม สวรรค์ก็จักส่งความเจริญรุ่งเรืองมาให้ และท่านจะปกครองแผ่นดินตลอดไป แต่หากท่านละเมิดความยุติธรรมและไม่เกรงกลัวบัญชาแห่งสวรรค์แล้ว แผ่นดินนี้จักลุกเป็นไฟ

คำกล่าวนี้คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ผู้ปกครองมีภาระหน้าที่ต่อผู้ใต้ปกครอง แต่อย่างไรก็ดีแนวคิดของจีนนี้มิได้พัฒนาเข้าไปสู่การมีเรื่องความยินยอมของผู้ใต้ปกครองเข้ามา หรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ที่มีการออกแบบระบบวุฒิสภาที่เกือบจะพัฒนาไปสู่การมีกลไกความยินยอมได้แต่ก็ไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ หรือในตะวันออกกลางอย่างรัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ ซึ่งมีทั้งระบบราชการและทหารที่เป็นมืออาชีพอย่างมาก โดยมีการปกครองแยกเป็น “ผู้ถือปากกา” และ “ผู้ถือดาบ” ซึ่งมีผลต่อการจำกัดผู้ปกครอง แต่อย่างไรก็ดี แม้ทั้งยุโรป จีน ไบแซนไทน์ และตะวันออกกลางนี้จะมีความคิดและพื้นฐานในการจำกัดผู้ปกครองที่คล้ายกัน แต่ยุโรปกลับเป็นที่เดียวที่พัฒนาสถาบันให้รองรับเรื่องการมีตัวแทนและการได้รับความยินยอมได้

เหตุผลที่ทำให้ยุโรปสามารถพัฒนาเรื่องนี้ขึ้นมาได้นั้นมีสิ่งที่รองรับไว้ก่อนหน้าอยู่สามปัจจัยด้วยกัน

I. ความคิดว่าด้วยการปกครอง

หลายคนอาจจะคิดว่าการค้นพบงานของกรีกโบราณทำให้ยุโรปสามารพัฒนาขึ้นมาได้ แต่จริงๆ แล้วงานของนักปรัชญากรีกโบราณ โดยเฉพาะ Aristotle นั้นไม่ได้โผล่มาในยุโรปจนกระทั่ง ค.ศ. 1260 เป็นภาษาลาติน และการแปลงานของ Aristotle นั้นหลายที่ก็ได้ค้นพบก่อนแล้วอย่างไบแซนไทน์หรือในตะวันออกกลางก็ได้พบ แต่พวกเขาไม่ได้ใช้ความคิดของ Aristotle เข้ามาในการพัฒนาการปกครองของตน แต่ยุโรปนั้นได้อิทธิพลมาจากกฎหมายสมัยโรมันมากกว่าผลงานของนักปรัชญากรีกโบราณโดยตรง

สำนวนกฎหมาย quod omnes tangit, ab omnibus tractari et approbari debet เดิมทีนั้นถูกใช้ในความหมายของเอกชนเท่านั้น กล่าวคือเมื่อมีการตกลงกันระหว่างกันแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือจบลงได้ถ้าไม่ได้รับการยินยอมจากคนที่ร่วมตกลงกันนั้นก่อน กล่าวคือหลักการนี้เดิมทีไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของรัฐเลย แต่อย่างไรก็ดีชาวยุโรปในศตวรรษที่ 12 ได้พลิกความหมายของสำนวนนี้ใหม่และประยุต์ใช้กับบริบทของตัวเอง โดยมีกลุ่มคนจาก University of Bologna เป็นหัวหอก กล่าวคือบริบทของยุโรปในยุคนั้นมีเมืองที่ปกครองตัวเองมากขึ้นประกอบกับมีกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นมาก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคิดหาวิธีในการติดต่อกันโดยไม่ละเมิดต่อกันทั้งโบสถ์และทั้งเอกชนโดยทั่วไป

วิธีที่พวกเขาคิดก็คือให้มีคนหนึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มไปพูดคุยเจรจากันที่เรียกว่า procuradors และ procurators ซึ่งทั้งสองแบบนี้ก็ถูกใช้โดยโรมเหมือนกันแต่ว่าเป็นคนละความหมาย กล่าวคือในอดีตหมายถึงคนที่มีหน้าที่ในการปกครองเขตเขตหนึ่ง ไม่ใช่คนที่เป็นตัวแทนใดๆ ซึ่งกลุ่มคนเช่นนี้ก็มีในจีนคือ cishi ซึ่งก็คือคนที่มีหน้าที่ปกครองแต่ไม่ได้ถูกพลิกให้ความหมายว่าเป็นตัวแทนใดๆ ซึ่งเมื่อเกิดการพลิกความหมายเช่นนี้แล้ว อย่างอื่นก็ตามมาด้วย กล่าวคือคำว่า reprasentare ในภาษาลาตินที่เป็นคำว่า representation ในปัจจุบันนั้นก็เป็นคนละความหมาย กล่าวคือคำว่า reprasentare ในอดีตนั้นโรมใช้ในความหมายที่ว่าทำให้บางสิ่งที่ไม่มีอยู่ได้มีอยู่ขึ้น หรืออธิบายบางสิ่งผ่านงานศิลปะ คำนี้จึงไม่ได้ใช้ในเชิงที่คนหนึ่งเป็นตัวแทนสำหรับผู้อื่น

จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วหลักการเดิมที่มีอยู่สามารถพลิกให้ความหมายใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องคิดว่ามันเป็นสิ่งเก่าไม่สามารถเข้ากับยุคใหม่ได้ ในตะวันออกกลางเองก็มีแนวคิดคล้ายกันแต่เพียงไม่มีบริบทที่ทำให้พลิกความหมายแบบที่เกิดในยุโรปได้ก็เท่านั้น

II. อิทธิพลของการพัฒนาเศรษฐกิจ

แน่นอนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจย่อมนำมาสู่การเกิดสิ่งใหม่ๆ ตามมา แต่อย่างไรก็ดียุโรปนั้นไม่ใช่พื้นที่ที่มีเศรษฐกิจดีที่สุด เพราะว่าจีนนั้นรวยกว่ายุโรป (อังกฤษ) มาก และตะวันออกกลางเองก็รวยกว่าด้วย หากเรายึดว่าการมีเศรษฐกิจดีทำให้เกิดระบบตัวแทนและความยินยอมนั้น จีนก็ต้องมีด้วย แต่กลับปรากฏว่าทิศทางของจีนนั้นเป็นคนละแบบกับยุโรป แต่ปัจจัยที่ซ่อนอยู่ในการพัฒนาเศรษฐกิจนี้เห็นจะเป็นเรื่องของารพิมพ์หนังสือมากกว่า เพราะเมื่อคนมีเงินมากขึ้นและมีความเป็นเมืองมากขึ้นแล้ว การอ่านออกเขียนได้ก็ตามมาด้วย แต่ว่าการพิมพ์หนังสือในยุโรปนั้นเสรีกว่ามากและไปในวงกว้างกว่ามาก ตรงกันข้ามกับจีนที่การพิมพ์หนังสือมักจะเป็นหนังสือที่ส่งเสริมความมั่นคงและอยู่ในวงที่แคบกว่า แต่การพัฒนาเศรษฐกิจนี้เมื่อไปประกอบกับแนวคิดการปกครองด้านบนก็ยังดูไม่พอที่จะอธิบายนัก

III. การทำสงคราม

การทำสงครามนั้นเป็ปัจจัยที่สามที่วางรากฐานให้เกิดระบบตัวแทนและความยินยอม เพราะยุโรปในอดีตนั้นขาดระบบราชการที่มีประสิทธิภาพในการเก็บภาษีทำให้การระดมทรัพยากรในการทำสงครามนั้นจะต้องนำผู้นำจากที่ต่างๆ มาซึ่งมีบทบาทในการเก็บภาษีโดยตรงเข้าร่วมประชุม ซึ่งกรณีนี้แตกต่างจากตะวันออกกลาง ไบแซนไทน์ และจีนที่ทำสงครามถี่ยิ่งกว่ายุโรปแต่ว่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวกับยุโรปนั้นก็เพราะว่าทั้งสามแห่งนี้มีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพมากกว่ายุโรปมาก

แต่การทำสงครามนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีการทำสงครามมากแค่ไหนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงรูปแบบของการทำสงครามและวิธีการใช้ทรัพยากรด้วย กล่าวคือในยุโรปนั้นมีการใช้เทคโนโลยีการทำสงครามที่ก้าวหน้ามากและการทำสงครามนั้นมักจะมีลักษณะแบบผู้ชนะจะได้ไปทั้งหมด ซึ่งการทำสงครามของยุโรปเช่นนี้ และการต้องพึ่งผู้นำต่างๆ ในการเก็บภาษีให้พระมหากษัตริย์นี้ ประกอบกับอีกสองปัจจัยข้างต้น จะไปเจอเข้ากับอีก “อุบัติเหตุ” หนึ่งที่บีบให้ยุโรปต้องมีระบบตัวแทนและความยินยอมของผู้ใต้ปกครอง

IV. อุบัติเหตุ

ทั้งสามปัจจัยที่กล่าวมาข้างบนนั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการก่อตัวของระบบตัวแทนและความยินยอมเอาไว้ แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการ “ลั่นไก” จากอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์หนึ่งที่ทำให้ปัจจัยที่เข้ามาชุมนุมกันอยู่นี้สามารถจุดไฟให้เกิดระบบตัวแทนและความยินยอมขึ้นมาได้ กล่าวคือในยุโรปนั้นพระมหากษัตริย์มีตำแหน่งในจุดที่มีอำนาจในการต่อรองมิได้อยู่จุดสูงสุด แต่ตัวแสดงอื่นๆ นั้นสามารถมีอำนาจในการต่อรองกับพระมหากษัตริย์ได้ในการเอื้อให้การกระทำต่างๆ หรือเป้าหมายของพระมหากษัตริย์สามารถเป็นไปได้ การที่ตัวแสดงสามารถมีอำนาจที่สูงในเชิงเปรียบเทียบนี้ได้ก็เพราะในศตวรรษที่ 4 ซึ่งเกิดภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบสองพันปีในเอเชียกลาง ทำให้ชาวฮันต้องเดินทางเข้าตะวันตกและส่งผลให้คนกลุ่มอื่นได้มุ่งหน้าเข้าสู่โรมด้วย ซึ่งสภาวะอากาศที่รุนแรงนี้ก็ได้ทำให้โรมอ่อนแอลงในตะวันตกด้วย

แต่ลำพังความอ่อนแอของกรุงโรมนั้นก็ยังไม่เพียงพอ แต่ยังมีการบุกของชาวเยอรมัน (คนเถื่อน) เข้าตีโรมและทำลายโรมทิ้ง แต่การทำลายนี้มิได้เป็นเพียงการตีโรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการแทนที่ระบบการบริหารใหม่ทั้งหมดให้เป็นของชาวเยอรมันเอง ทำให้ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มแข็งจากส่วนกลาง และโรมก็ได้แตกออกเป็นหลายรัฐเล็กๆ มากมาย การเป็นรัฐเล็กๆ มากมายนี้เองที่ทำให้ยุโรปมีต้นทุนต่ำลงในการสร้างระบอบตัวแทน เพราะการส่งคนเข้ามาในการประชุมแบบตัวแทนนี้ไม่ต้องส่งไปไกลมากและมีขนาดเล็กทำให้การรักษาสัญญาที่ทำไว้ต่อกันทำง่ายขึ้นด้วย และการเป็นรัฐเล็กๆ นี้เองทำให้ผู้นำในรัฐยุโรปนั้นมีอำนาจที่อ่อนแอโดยเปรียบเทียบกับผู้นำระดับต่ำลงไปในรัฐ รวมไปถึงการใช้ระบบราชการที่แตกต่างไปจากโรมทำให้ต้องได้รับความยินยอมจากคนที่อยู่ถัดลงไปเพื่อให้ช่วยเก็บภาษี แต่ในขณะเดียวกันผู้นำอย่างพระมหากษัตริย์ก็ต้องมีอำนาจมากพอในการเรียกคนให้เข้ามาประชุมได้ด้วย

ทั้งเรื่องภัยแล้งและการบุกของชาวเยอรมันนี้แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ กล่าวคือในจีนเองแม้จะถูกกุบไลข่านบุกและตีสำเร็จ แต่ว่ากุบไลข่านก็ยังใช้ระบบบริหารของจีนแบบเดิม รวมไปถึงอารยธรรมอื่นๆ ที่ถูกตีแล้วผู้บุกรุกก็มักจะใช้ระบบบริหารแบบเดิมในการควบคุมมากกว่าแทนที่ใหม่ทั้งหมด และขนาดของอาณาจักรอื่นๆ นั้นก็ยังคงใหญ่และมีระบบบริหารที่ยังมีส่วนกลางควบคุมชัดเจนมากกว่านั่นเอง

เส้นทางการพัฒนาของยุโรปจึงกล่าวได้ว่ามีส่วนที่ทำให้เกิดขึ้นได้เพราะเหตุการณ์อันเป็นอุบัติเหตุที่วางรากฐานไว้ให้ด้วย แต่ที่อื่นๆ ไม่ได้เผชิญแบบเดียวกันทำให้เส้นทางการพัฒนาเมืองของตนแตกต่างออกไป และการที่ไม่มีระบบตัวแทนและความยินยอมนั้นก็มิได้หมายความว่าที่อื่นจะแย่กว่ายุโรป เนื่องจากว่าแต่ละที่มีระบบที่สอดคล้องกับบริบทของตนในการบริหาร การมีระบบตัวแทนและการยินยอมจึงเป็นสิ่งที่จินตนาการได้ยากในบริบทของจีน ตะวันออกกลาง หรือไบแซนไทน์ โดยสรุปแล้วปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาย่อมมีเงื่อนไขบางอย่างที่รองรับเอาไว้ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะภูมิศาสตร์ เทคโนโลยีและอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนของการออกแบบระบบการปกครองทั้งสิ้น และบางทีอุบัติเหตุก็เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประวัติศาสตร์มนุษยชาติด้วย

อ้างอิง :

[1] เรียบเรียงจาก David Stasavage, “Representation and Consent: Why They Arose in Europe and Not Elsewhere,” Annual Review of Political Science Vol. 19 (2016): 145-162.

]]>