VIDEOS – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com Mon, 22 Apr 2024 05:18:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.8.3 https://www.luehistory.com/wp-content/uploads/2021/09/cropped-fav-32x32.png VIDEOS – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com 32 32 2475 การปฏิวัติที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะการปฏิรูปการปกครองที่แท้จริงเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ https://www.luehistory.com/2475-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ Mon, 22 Apr 2024 05:09:16 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22692

นับตั้งแต่อดีต โบราณมา การเมืองการปกครอง การใช้ชีวิตของผู้คนแถบอุษาคเนย์ นับตั้งแต่กษัตริย์ ไปจนถึงทาสนั้นได้ถูกสิ่งที่เรียกว่า กฎหมายตราสามดวง ครอบทั้งประเทศเอาไว้ กษัตริย์ก็ไม่ได้กำหนดสถานะของคนในประเทศก็ ทั้งหมดถูกเขียนเอาไว้ในกฎหมายตราสามดวงว่าคนมีกี่สถานะ ในแต่ละสถานะต้องทำหน้าที่อะไร ทำงานยังไง มีโทษยังไง

กฎหมายตราสามดวงนั้นกำหนดเอาไว้ทุกอย่าง

นอกเหนือจาก กฎหมายตราสามดวงที่ครอบการใช้ชีวิตของผู้คนเอาไว้แล้วนั้น เฉพาะสถาบันกษัตริย์เอง ก็ถูกเขียนครอบเอาไว้ด้วยกฏมณเฑียรบาลอีกด้วยว่า การเป็นสมมติเทพนั้นต้องทำตัวอย่างไร มีลักษณะการสืบทอดอย่างไร ระบบราขการก็จะแบ่งออกเป็นแค่สองส่วนคือ ขุนนางพลเรือนและขุนนางทหารเท่านั้น

กฎหมายตราสามดวง รูปแบบการใช้ชีวิต กฏมณเฑียรบาลนี่เราได้รับอิทธิพลสืบมาจากขอม มาจากอินเดียใต้ กษัตริย์แต่ละพระองค์ หรือแม้แต่ผู้คนแถบอุษาคเนย์นั้น เกิดมาก็รับรู้แบบนี้มาตลอด จะมารื้อทุกอย่างไม่ได้ เพราะมันเป็นแกนของการใช้ชีวิต เป็นทุกอย่างของอาณาจักรและการปกครอง

ทุกอย่างก็สืบเนื่องต่อสายแนวคิด รูปแบบการเมืองการปกครองการใช้ชีวิตแบบนี้จนมาถึงยุครัตนโกสินทร์ ในยุครัชการที่สี่

จนเมื่อมาถึงรัชกาลที่ห้าท่านก็เริ่ม Reform ประเทศเป็นแบบตะวันตก

รัชการที่ห้าท่านเปลี่ยนโครงสร้างจากคติเดิมแบบโบราณที่สืบทอดกันมา ที่จะมีเทพ มาเป็นผู้ปกครองโดยยกให้ผู้ปกครองเป็น “สมมติเทพ” ให้เป็นรูปแบบรัฐสมัยใหม่อย่างตะวันตก ท่านทรงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง การปกครอง การบริหารประเทศ เปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต ลดอำนาจของกษัตริย์ที่ถือว่ามาจากสวรรค์เป็นสมมติเทพลง ทยอยปลดปล่อยทาส อย่างค่อยๆ เป็นค่อย ๆ ไปจนเลิกไปได้หมดในที่สุด

เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ห้านั้นทรงเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างแท้จริง

คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้น ไม่ได้มาเปลี่ยนแปลงอะไรเลย นอกจากมาชิงอำนาจจากกษัตริย์แล้วนำมาเขียนเอาไว้ในหมวดหนึ่งของ “ธรรมนูญการปกครอง” แล้วกำหนดให้กษัตริย์ อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครอง ที่เหลือก็เอาสิ่งที่รัชการที่ห้าท่านทำมาแล้ว ใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง

สิ่งที่คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองทำไปในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศนี้เลย นอกจากมาชิงอำนาจเท่านั้น

รายละเอียดสามารถรับชมได้จากในคลิปนี้

]]>
เจ้าฟ้านักพัฒนารุ่นแรก ‘ปฐมบทแห่งทุนมนุษย์’ ที่สำคัญอย่างยิ่งของชาติบ้านเมือง https://www.luehistory.com/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/ Mon, 11 Dec 2023 06:34:34 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22411

ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั้น ถือเป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ด้วยข้ออ้างว่าดินแดนอาณานิคมนั้นยังล้าหลัง คนขาวจึงต้องเข้ามาสร้างความเจริญให้ ซึ่งนี่คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้พระองค์ต้องเร่งพัฒนาประเทศให้มีความเป็นอารยะ รวมถึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะปฏิรูปธรรมเนียมการปกครองให้สมกับเวลา เพื่อนำความเจริญมาสู่บ้านเมือง

ในช่วงของการปฏิรูปประเทศนั้น สิ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญอย่างมากคือ การสร้างผู้บริหารที่มีความสามารถเพื่อเข้ามาจัดวางองค์กรทางการเมืองให้เป็นแบบสมัยใหม่ โดยจะเห็นได้จากการก่อตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนขึ้น รวมถึงการส่งพระราชโอรสไปศึกษายังต่างประเทศเพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเมือง โดยกลุ่มพระราชโอรสของพระองค์ในยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็น “รุ่นแรกแห่งการพัฒนา” ก็ว่าได้

ซึ่งการเป็นรุ่นแรกนี้มีความสำคัญมาก เพราะในสมัยนั้นการไปอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานานถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องความเป็นอยู่ที่ไม่ได้สะดวกสบายและไม่ได้มีผู้ดูแลเหมือนอยู่ในสยาม ตอนนั้นผู้ที่รับหน้าที่ดูแลพระราชโอราสในต่างประเทศมีแค่ พระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ (เปีย มาลากุล) และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เท่านั้น

ในการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงส่งพระราชโอรสที่มีพระชนมายุได้ 12 พรรษาขึ้นไป โดยจะส่งไปศึกษาที่ประเทศแถบยุโรป โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในด้านต่างๆ สูงมาก และในส่วนของเงินสำหรับการเล่าเรียนกินอยู่ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็เป็นเงินจากพระคลังข้างที่ ไม่ใช่เงินสำหรับใช้จ่ายในราชการแผ่นดิน โดยเงินเหล่านี้จะถูกฝากไว้ที่ธนาคาร และมีราชทูตเบิกจ่ายให้เป็นค่าเล่าเรียนรวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ และมีการจัดแบ่งให้เสมอเท่าเทียมกันทุกพระองค์

ผลจากการส่งพระราชโอรสไปศึกษานั้น เมื่อเสด็จกลับมาหลายพระองค์ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบราชการให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น รวมถึงพัฒนาด้านอื่นๆ จนระบบต่างๆ ของบ้านเมืองเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เรื่องราวในคลิปวิดีโอนี้ เป็นแค่ตัวอย่างสั้นๆ เท่านั้น ของการเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศของพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ซึ่งทุกพระองค์ล้วนมีบทบาทและเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวไปข้างหน้าจนเทียบเท่าอารยประเทศ

และทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการปลูกฝัง การวางรากฐานด้านการศึกษาให้กับพระราชโอรสของรัชกาลที่ 5 และได้เบิกทางต่อมาให้ประชาชนทั่วไปได้ไปศึกษายังต่างประเทศผ่านทุนหลวงอีกด้วย ซึ่งการเสด็จไปศึกษายังต่างประเทศของบรรดาพระราชโอรสนั้น รัชกาลที่ 5 ท่านทรงถือว่าเป็นหน้าที่ต่อประเทศชาติที่เจ้านายจะต้องตระหนักในสิ่งนี้เสมอ พระราชโอรสรุ่นแรกนี้จึงเป็น ปฐมบทแห่งทุนมนุษย์ที่สำคัญอย่างยิ่งของชาติบ้านเมือง

]]>
หนังสือก็มั่วได้! เคลียร์ชัดตรงนี้ ‘จิ้มก้อง’ ไม่เคยเท่ากับ ‘บุหงามาส’ https://www.luehistory.com/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa/ Tue, 21 Nov 2023 11:12:56 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22364

ความเข้าใจผิดทางประวัติศาสตร์ในกรณีของไทยกับมลายูนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายเรื่อง และหนึ่งในนั้นคือการตีความแบบผิดๆ ของคนบางกลุ่ม และพยายามยัดเยียดจนเกิดเป็นการบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ขึ้น นั่นคือ กรณีที่มีการนำเสนอว่า การส่งเครื่องราชบรรณาการของสยามไปยังกรุงจีนในสมัยโบราณหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “จิ้มก้อง” เป็นธรรมเนียมที่อยู่บนพื้นฐานแนวคิดเดียวกับการที่เมืองมลายูส่งบุหงามาส (ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง) ให้กับสยาม

มีนักวิชาการหลายคนทั้งของมลายูและของตะวันตก ได้ทึกทักกันไปเองว่าทั้งสองธรรมเนียมคือ “จิ้มก้อง” กับ “การส่งบุหงามาส” นั้นเกิดขึ้นด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ โดยสยามส่งเรือไปจิ้มก้องจีนเพราะเรามองจีนว่าเป็นลูกพี่ เป็นพี่ใหญ่ เราจึงส่งเครื่องราชบรรณนาการให้เสมือนเป็น “ของขวัญแห่งมิตรภาพ” เหมือนกับที่มลายูเองก็มองสยามแบบนั้นเลยส่งบุหงามาสมาให้ ซึ่งไม่ได้ส่งมาในฐานะเมืองที่อยู่ใต้อำนาจการบังคับของสยามแต่อย่างใด พูดง่ายๆ ก็คือ นักวิชาการเหล่านั้นเขาพยายามชี้นำว่า สถานะของสยามและไทรบุรีนั้น “เท่าเทียมกัน”

ซึ่งการนำเสนอแบบนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด!

ดังที่ปรากฏในข้อเขียนชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ของ Ahmad Murad Merican นักเขียนมาเลเซียซึ่งเป็นข้อเขียนที่พบความไม่ถูกต้องของข้อมูลว่า “…ไทรบุรีไม่ใช่เมืองที่มีเอกราชเพราะคือประเทศราชของสยาม และถึงแม้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของสยาม โดยไทรบุรีจำต้องส่งบุหงามาสแก่สยามทุก ๆ 3 ปี/ครั้ง… นี่เป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างไทรบุรีกับสยาม และเป็นการยอมรับว่าสยามมีการปกครองที่เข้มแข็งและทรงอำนาจ แต่สยามเองก็ส่งบุหงามาสให้แก่กรุงจีน [กระนั้น] สยามเองก็ปกครองไปตามระเบียบและทำเนียมของตนเอง เช่นเดียวกับไทรบุรีที่ไม่เคยตระหนักว่าตนนั้นอยู่ภายใต้การบังคับในการปกครองของสยาม”

ซึ่งข้อความข้างต้นเป็นการนำเสนอที่มีปัญหา ด้วยว่าทั้งสองสิ่งนี้ ไม่ได้ถูกทำขึ้นบนสถานะของผู้ให้ต่อผู้รับในแบบเดียวกัน หากแต่ต่างกันออกไปแทบจะโดยสิ้นเชิง

ธรรมเนียมการจิ้มก้องของจีนนั้นวางอยู่บนพื้นฐานจักรวาลวิทยาของเอเชียตะวันออกที่ว่า เมืองจีนถือเป็นหน่วยการเมืองที่มีวัฒนธรรมทรงอิทธิพลต่อดินแดนใกล้เคียงอย่างมาก การมองและปฏิบัติต่อเมืองขนาดเล็กใกล้-ไกลของจีนแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันตามระเบียบโลกของจีน เพราะบางเมืองจีนก็ส่งข้าหลวงไปปกครอง แต่หลายเมืองจีนก็แทบไม่ข้องเกี่ยวกับกิจการภายในเลย สำหรับสยามจีนมองว่าไม่ต่างกับมลายูคือถือว่าเป็นเมืองชั้นนอกมากๆ และหาได้มีความสลักสำคัญอันใด หากจุดประสงค์ที่แท้จริงของชนชั้นนำสยามต่อการจิ้มก้องจีนคือเรื่องของเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง ดังจะเห็นได้ว่าในตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาสยามได้ส่งเรือไปจิ้มกองจีนถี่มาก และจีนก็ได้มอบของตอบแทนแก่สยามจนเป็นที่พอใจทีเดียว นอกจากนั้นแคมเปญด้านการทหารของจีนต่อดินแดนห่างไกลเช่นสยามก็ไม่มีแต่อย่างใด จึงกล่าวได้ว่าสยามได้แต่ประโยชน์ล้วนๆ จากการจิ้มก้องจีน

แต่สำหรับบุหงามาสของประเทศราชของสยามนั้นกลับต่างออกไป โดยมีที่มาจากแนวคิดทางการเมืองที่วางอยู่บนหลัก ‘พระจักรพรรดิราช’ และ ‘ธรรมราชา’ ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่เป็นกษัตริย์นั้นคือผู้ทรงบารมีที่นอกจากจะวัดจากความรุ่มรวยของราชสำนักแล้ว การมีเมืองประเทศราชก็เป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของการพิสูจน์ให้เห็นจริงของบุญบารมี ดังนั้น การปฏิบัติตนของสยามต่อบรรดาประเทศราชล้วนตั้งอยู่บนหลักที่ ‘ไม่ทัดเทียม’ เพราะบุญบารมีของสยามสูงส่งกว่า ดังตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ หากประเทศราชใดงดเว้นการส่งบุหงามาสตามระยะเวลาที่กำหนดแล้วสยามจะดำเนินการทางทหารอย่างรุนแรงที่อาจนำมาถึงซึ่งการล่มสลายของเมืองเลยก็ว่าได้

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่า แนวคิดเรื่องการจิ้มก้องของจีนกับบุหงามาสผ่านระบบประเทศราชของสยามนั้น ‘แตกต่างกันอย่างมาก’ และการไม่มีความรู้เรื่องเบื้องหลังแนวคิดทางการเมืองของสยาม จีน และมลายูดีพอ เป็นเหตุให้นักวิชาการจากโลกมลายูหลายคนกระทั่งนักวิชาการตะวันตกทึกทักไปเองว่าสถานะของสยามและไทรบุรีนั้น ‘เท่าเทียมกัน’ เพราะหากเอาประเด็นเรื่องบุหงามาสออกไป กิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ ที่สำแดงถึงการสวามิภักดิ์ต่อสยามตามแนวคิดเจ้าประเทศราช อาทิ การส่งทหารมาช่วยในสงคราม ย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้าประเทศราชนั้น ‘ย่อมรู้ตำแหน่งแห่งที่และทำเนียมที่ตนจะต้องปฏิบัติต่อสยาม’ เป็นอย่างดี

ศึกษาเรื่องจิ้มก้อง บรรณาการของสยามต่อจีน และบุหงามาศ บรรณาการของมลายูต่อสยาม เพิ่มเติมได้ในคลิปวิดีโอนี้

]]>
‘ยิ่งโต้แรง พวกเขายิ่งเติบโต’ ช่วยกันสลายกลุ่มล้มล้าง ด้วยการส่งต่อ ‘ความจริง’ https://www.luehistory.com/%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%95-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87/ Thu, 16 Nov 2023 05:02:42 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22293

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จนกลายเป็นปัญหาในสังคมมาอย่างยาวนาน และหลายครั้งได้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายที่มีความเห็นต่าง

ท่ามกลางปัญหาของความขัดแย้ง ได้มีกลุ่มคนซึ่งไม่หวังดีต่อประเทศชาติใช้โอกาสนี้สร้างเรื่องบิดเบือน เพื่อโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ และปลูกฝังความคิดผิดๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ ทำให้เด็กๆ เยาวชนเกิดอคติ จนกลายเป็นความเชื่อผิดๆ ว่าสถาบันฯ คือต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ในประเทศนี้

กลุ่มคนเหล่านี้ได้พยายามสร้างเรื่องเท็จ และด้อยค่าเพื่อให้ผู้คนหมดศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามด้วยการออกมาเรียกร้องยกเลิกกฎหมาย มาตรา 112 เพื่อปูทางไปสู่การล้มล้างสถาบันฯ ตามเป้าหมายของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หลายฝ่ายออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยวิธีการต่างๆ แต่หลายคนกลับใช้วิธีการปกป้องด้วยการใช้ความรุนแรง ด้วยการด่าทอ ไปจนถึงการแจ้งความดำเนินคดี มาตรา 112 กับคนอีกฝ่าย ซึ่งการตอบโต้กลับด้วยวิธีเหล่านี้ล้วนเข้าทางกลุ่มผู้ไม่หวังดี และยิ่งกลับกลายเป็นการสร้างความแตกแยกในสังคมเพิ่มมากขึ้น

การสร้างเรื่องเท็จเพื่อโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น จริงๆ แล้วในหลวงรัชกาลก่อนๆ รวมถึงพระราชวงศ์หลายพระองค์ ต่างถูกโจมตีจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีมาโดยตลอด และในหลวงรัชกาลปัจจุบันท่านก็เคยถูกใส่ร้ายด้วยข้อมูลเท็จมาตั้งแต่ก่อนขึ้นครองราชย์ กระทั่งทุกวันนี้ท่านก็ยังถูกให้ร้ายจากกลุ่มคนเหล่านี้อยู่

ซึ่งที่ผ่านมาในหลวง และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ล้วนไม่เคยออกมาแก้ต่างจากการถูกกล่าวหาใส่ร้ายเลยแม้แต่พระองค์เดียว เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สามารถออกมาอธิบาย โต้แย้ง หรือดำเนินการใดๆ ได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่เหนือการเมือง และไม่สามารถเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนได้ เงื่อนไขนี้จึงกลายเป็นโอกาสของกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำมาใช้โจมตีสถาบันฯ อย่างต่อเนื่อง

แต่ “ความจริง” ย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว ท่ามกลางการกล่าวหาใส่ร้าย ในหลวงท่านยังคงทุ่มเททรงงานเพื่อประชาชนมาอย่างเงียบๆ มาโดยตลอด และทุกวันนี้คนไทยหลายๆ คนก็ได้ออกไปเห็นและสัมผัสถึงการทรงงานของพระองค์จริงๆ ได้พบเห็นสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสร้างไว้ให้คนไทย ได้พบเห็นการต่อยอดและพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนของในหลวงรัชกาลที่ 10 นำไปสู่การค้นคว้าหาข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับสถาบันฯ จนทำให้หลายๆ คนได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่หักล้างคำโกหกบิดเบือนต่างๆ ที่ถูกแพร่กระจายมาก่อนหน้านี้ และพวกเขาก็ได้ออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนไทยทุกคน ควรออกมาแก้ไขในสิ่งผิด และเป็นปากเป็นเสียงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะ ด้วยการอธิบายข้อเท็จจริงให้กับคนที่ยังมีอคติต่อสถาบันฯ ได้เข้าใจ เพราะคนเหล่านั้นอาจไม่เคยรับรู้ข้อเท็จจริงและอาจฟังข้อมูลบิดเบือนมาเพียงด้านเดียว จนเกิดเป็นความรู้สึกลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันทำความจริงให้ปรากฏ รวมถึงให้กำลังใจ ให้การสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เขากล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่สังคมไทย

]]>
จำเป็นหรือไม่ ที่นักการเมืองต้องมี ‘จริยธรรม’ https://www.luehistory.com/%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/ Sun, 29 Oct 2023 01:52:52 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22069

หลายคนคงได้เห็นข่าวที่ว่ามีนักการเมืองบางพรรคมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งหลายคนถูกดำเนินคดีในความผิดด้านต่างๆ ทั้งการฝ่าฝืนละเมิดกฎหมาย ไปจนถึงการล่วงละเมิดต่อผู้อื่น และยังมีอดีต สส.บางคนถูกศาลพิจารณาตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต

จากนั้นก็มีนักวิชาการบางคนออกมาตีโพยตีพาย โทษไปว่าเป็นเพราะความผิดของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่มีมาตรฐานในการกำหนดจริยธรรมของนักการเมือง นัยว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความยุติธรรม และเป็นการกลั่นแกล้งนักการเมืองพรรคนี้

วันนี้ ฤๅ จึงมาพูดคุยกันถึงเรื่องราวเกี่ยวกับจริยธรรมหรือ “จรรยาบรรณของนักการเมือง” ว่ามีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ซึ่งรัฐสภาของประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างบัญญัติประมวลจริยธรรมไว้ชัดเจน และบังคับใช้ให้สมาชิกรัฐสภาปฏิบัติตาม ด้วยเหตุผลสำคัญ นั่นก็คือ เพื่อควบคุมความประพฤติของบรรดา สส. และสมาชิกรัฐสภา ทั้งเรื่องวิธีปฏิบัติตนและมารยาทในรัฐสภา รวมถึงยังเป็นการส่งเสริมงานของคณะกรรมาธิการฝ่ายต่างๆ และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกรัฐสภากับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกด้วย

นอกจากนี้ เราจะลงลึกไปถึงเรื่องที่ว่า จริยธรรมของนักการเมืองหรือผู้นำทางการเมืองนั้น ได้มีการศึกษาค้นคว้ากันมาเป็นเวลายาวนานมากแล้ว ทั้งในโลกตะวันตก และโลกตะวันออก และได้ปรากฏให้เห็นชัดเจนเป็นคําสอนของศาสนาสำคัญๆ ของโลก รวมไปถึงงานเขียนของนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงด้วย ทั้งโสเครตีส เพลโต อริสโตเติล มาคิอาเวลลี โทมัส ฮอบส์ จอห์น ล็อค และฌอง ฌาคส์ รุสโซ รวมถึงนักปรัชญาทางฝั่งตะวันออกทั้งของจีนและอินเดีย

ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ย้ำให้เห็นว่า จริยธรรมเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองการปกครอง และการบริหารสังคมทุกแห่งในโลกนี้

และแน่นอนว่า “นักการเมือง” ถือเป็นกลไกสำคัญของระบบรัฐสภา เป็นตัวแทนของประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้าไปเป็นปากเสียงแทน เพื่อที่จะขับเคลื่อนบริหารประเทศ และพัฒนาสังคมให้พี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น “จริยธรรม” หรือ “จรรยาบรรณ” จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับนักการเมือง เฉกเช่นเดียวกับจรรยาบรรณวิชาชีพของอาชีพอื่นๆ

ซึ่งกฎระเบียบทางด้านจริยธรรมนี้เป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อความราบรื่นของระบบรัฐสภา ไปจนถึงเพื่อความสงบเรียบร้อยในสังคม ไม่ใช่ว่าทำผิดแล้วไปโทษนั่นโทษนี่เหมือนที่นักวิชาการบางคนกำลังทำอยู่

]]>
กว่า 60 ปีกับการทรงงานอย่างเงียบๆ เพื่อคนไทยทุกคน ของรัชกาลที่ 10 https://www.luehistory.com/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-60-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%86-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-10/ Tue, 24 Oct 2023 11:28:59 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21979

มีเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งเราทุกคนต่างทราบดีว่า ในหลวงท่านขึ้นครองราชย์ตอนมีพระชนมพรรษา 64 พรรษาแล้ว เรียกได้ว่าถ้าเป็นคนทั่วไปก็คืออยู่ในวัยเกษียณแล้ว แต่ในหลวงท่านยังคงทรงงานแบบเงียบๆ มาตลอด โดยหลายครั้งแทบจะไม่มีการประชาสัมพันธ์เลย

หลายคนเลยไม่ได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้ และบางคนก็อาจหลงเชื่อคำบิดเบือนที่ว่า ในหลวงไม่ทรงงาน

ซึ่งจริงๆ แล้วท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนมาโดยตลอด และทรงปฏิบัติมาตั้งนานแล้วก่อนท่านจะขึ้นครองราชย์ด้วยซ้ำ ถ้าสังเกตให้ดี ไม่ว่าจะในรูป หรือในคลิปการทรงงานของทั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะเห็นว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ท่านตามเสด็จฯ ไปทุกที่ทุกแห่ง ซึ่งเท่าที่เราย้อนหาข้อมูลมาได้ ท่านทรงงานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2508 นั่นคือเกือบ 60 ปีมาแล้ว และจนถึงทุกวันนี้ท่านก็ยังทรงงานอยู่

ย้อนไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ในหลวงเมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งด้านการพบปะประชาชน การทำนุบำรุงศาสนา การศึกษา และด้านอื่นๆ มากมาย

ในเรื่องของการทำนุบำรุงศาสนานั้น นอกจากการเสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ท่านยังทรงใส่ใจสนับสนุนกิจการศาสนาอิสลามมาอย่างสม่ำเสมอด้วย อย่างเช่นพิธีเปิดงานเมาลิดกลาง ที่ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติฯ ในหลวงท่านเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในพิธี เป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521

สำหรับการศึกษา ในหลวงท่านทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาในทุกระดับ ในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการก็ได้น้อมเกล้าฯ ถวายโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาหลายโรงเรียนทั่วประเทศ เป็นโรงเรียนในพระราชูปถัมภ์

หรือแม้แต่ทุน ม.ท.ศ. ที่ท่านสนับสนุนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ก็ได้สร้างโอกาสให้แก่นักเรียนนักศึกษามาแล้วมากมาย นับถึงปัจจุบันนี้ มีนักเรียนที่ได้รับทุนไปแล้วทั้งหมดเกือบๆ 2,000 คน และทุนที่พระราชทานไปทั้งสิ้นกว่า 600,000,000 บาท นับเป็นการต่อยอดพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพด้วยการศึกษา ซึ่งนักเรียนทุนเหล่านั้นก็ได้นำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเมืองต่อไป

นอกจากนี้ ในด้านการทหารหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า พระองค์ท่านก็เคยทรงร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหารในแนวหน้ามาแล้วในช่วงปี พ.ศ. 2511 – 2525 ซึ่งตอนนั้นหลายพื้นที่ในประเทศไทยเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่ถูกผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์แทรกซึม และมีการใช้กำลังอาวุธเข้าต่อสู้กับรัฐบาลมาโดยตลอด ซึ่งความกล้าหาญและเสียสละของพระองค์ยืนยันได้จากผู้ที่เคยตามเสด็จฯ อย่างใกล้ชิดในสนามรบว่าเวลาเสด็จฯ ไปออกหน่วยรบ ท่านทรงใช้ชีวิตเหมือนทหารคนอื่นๆ และทรงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

จากพระราชกรณียกิจข้างต้น ยังไม่นับการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงพระราชทานพระราชทรัพย์และโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธย เพื่อเป็นประโยชน์แก่หน่วยงานต่างๆ และมอบความสุขให้กับประชาชนคนไทย ดังที่เราทุกคนได้รับทราบกันดีในปัจจุบัน โดยรายละเอียดต่างๆ นั้น ทาง ฤๅ ได้นำเสนอไว้ในคลิปวิดีโอนี้แล้ว

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในการทรงงานของในหลวง ซึ่งยังมีอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ไม่เห็น และนี่คือพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนที่พระองค์ทรงปฏิบัติมาอย่างเงียบๆ อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มแรก จนถึงปัจจุบัน และจะยังมีอีกมากมายที่เราจะได้รับรู้ต่อไปในอนาคต

]]>
“I do things that I think are useful and that’s all…” รับสั่งเรียบง่ายของในหลวง สู่ผลสำเร็จยิ่งใหญ่ที่ไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ https://www.luehistory.com/i-do-things-that-i-think-are-useful-and-thats-all-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%94%e0%b9%86/ Fri, 13 Oct 2023 09:09:31 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21740

วันนี้ ฤๅ ขอนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านได้ทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายในการพัฒนาบ้านเมืองมาตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ เพื่อให้ประชาชนได้พ้นจากความทุกข์ยาก โดยทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจจากเฟซบุ๊กของคุณ ปัณฑา พล ซึ่งเราเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะทำให้คนที่ยังไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับการทรงงานของพระองค์ท่าน รวมถึงคนที่ได้รับฟังคำบิดเบือนมาแบบผิดๆ ได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

ในปี พ.ศ.2522 นักข่าวบีบีซีเคยทูลถามรัชกาลที่ 9 ถึงงานของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ ซึ่งท่านได้รับสั่งว่า “I do things that I think are useful and that’s all…” นั่นคือ “ทรงทำในสิ่งที่ทรงคิดว่าเป็นประโยชน์”

รับสั่งของพระองค์ท่านเรียบง่ายเช่นนั้น ทว่าสิ่งที่ท่านทรงปฏิบัติหลังจากนั้น และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นคือการที่คนไทยได้พ้นจากความลำบากยากแค้น หลายพื้นที่เจริญขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นต่างหากคือคำตอบอันชัดเจนที่แทบไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ เลย

ในช่วงที่รัชกาลที่ 9 ทรงเริ่มออกพบปะประชาชนใหม่ๆ ท่านเสด็จไปทุกพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศจนได้พบเห็นปัญหาความเดือดร้อนของคนไทย ทั้งปัญหายาเสพติดจากการปลูกฝิ่นทางภาคเหนือ ความแห้งแล้งในภาคอีสาน และปัญหาคุณภาพดินที่ใช้ในการเพาะปลูกในพื้นที่ภาคใต้ เรียกได้ว่าแต่ละแห่งมีปัญหาสุมเต็มไปหมด

ท่านจึงทรงริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ อย่างภาคเหนือท่านก็นำพืชเมืองหนาวและกาแฟไปให้ชาวเขาปลูกแทนฝิ่น จนปัญหาเรื่องการปลูกฝิ่นหมดไป ทำให้ชาวเขามีอาชีพที่ยั่งยืน หรือเรื่องภัยแล้งท่านก็ริเริ่มพัฒนาฝนเทียมจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จนเกิดเป็นโครงการฝนหลวงที่นอกจากจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนแล้ว โครงการฝนหลวงยังได้รับการยอมรับไปทั่วโลก และพระองค์ยังได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรจากต่างชาติด้วย

ในคลิปวิดีโอนี้เป็นเพียงผลสำเร็จส่วนหนึ่งจากการทรงงานของพระองค์ท่านเท่านั้น ยังมีโครงการในพระราชดำริต่างๆ อีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึงที่ได้ช่วยให้คนไทยอยู่ดีกินดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้

ซึ่งผลสำเร็จเหล่านี้มาจากการทุ่มเททรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 จากการที่ท่านเสด็จลงพื้นที่ทั่วถิ่นทุรกันดาร ทรงทุ่มเทศึกษา ประมวลผลจากทั้งหลักวิชา จากพื้นที่จริง และจากคนจริงๆจนเกิดเป็นองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้ช่วยแก้ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน

ดังรับสั่งของท่านที่ว่า “ทรงทำในสิ่งที่ทรงคิดว่าเป็นประโยชน์”

และผลสำเร็จก็เกิดขึ้นแล้วในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ในชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะรับรู้และทำความเข้าใจ

ขอแค่เพียงลองเปิดใจ ก็จะมองเห็นได้ถึง “ความจริง”

]]>
เราโชคดีที่มี ‘พระเจ้าแผ่นดิน’ ที่ทำทุกสิ่งเพื่อประชาชน https://www.luehistory.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99/ Fri, 13 Oct 2023 06:42:46 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21773

การพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ที่เคยทุรกันดารหลายแห่งของไทย คือผลสำเร็จจากการริเริ่มและทุ่มเททรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า จุดเริ่มต้นของผลสำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

หลายคนอาจไม่รู้ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทุ่มเทปฏิบัติตลอดกว่า 70 ปีที่ทรงครองราชย์ จนเกิดผลเป็นรูปธรรมนั่นคือความสุขของประชาชน และในหลวงรัชกาลที่ 10 ท่านก็ได้ทรงสืบสาน ต่อยอด อย่างเงียบๆ มาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งท่านทรงปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อนครองราชย์ด้วยซ้ำ

สิ่งเหล่านี้ คนรุ่นใหม่หลายคนอาจไม่เคยรู้ ท่ามกลางกระแสคำบิดเบือนต่างๆ นานา ซึ่งแน่นอนว่าการให้ร้ายโจมตีและส่งต่ออคตินั้นเป็นเรื่องง่าย การพูดเพื่อทำลายง่ายกว่าการทำเพื่อประกอบสร้าง

แต่ผลของการกระทำจากความมุ่งมั่นนั้น ยั่งยืนคงทนกว่า

ดังเช่นที่คุณจิรัฎฐ์ ว่องแพร่วิทย์ ได้ใช้เวลาออกไปสัมผัส ออกไปค้นหา จนพบเจอข้อเท็จจริง เห็นสิ่งที่ในหลวงท่านทรงทำ ทรงสร้างไว้ให้ประชาชน และนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าให้ทีมงาน ฤๅ ฟัง เพื่อให้ใครอีกหลายคนได้รับรู้ว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ทุ่มเททรงงานเพื่อประชาชนมามากมายขนาดไหน

สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการบอกให้ใครต่อใครได้รับรู้ ท่ามกลางกระแสสื่อของโลกสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากเราเปิดใจออกไปสัมผัสถึงการทรงงานจริงๆ ของพระองค์ เราจะเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมมากมาย ผลสำเร็จที่แม้แต่ต่างชาติยังยอมรับและบอกกลับมาว่า…เราโชคดีที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ทำทุกสิ่งเพื่อประชาชน

]]>
‘มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก’ กับพันธกิจสำคัญเพื่อประชาชนเสมอมา และจะตลอดไป https://www.luehistory.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%af-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%9b/ Fri, 06 Oct 2023 13:22:32 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21708

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

หลายคนอาจยังไม่เคยรับทราบข้อมูลและรายละเอียดการดำเนินงานในปัจจุบันของทางมูลนิธิฯ ซึ่งวันนี้ คุณฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิฯ ได้ให้เกียรติเล่าให้ทีมงาน ฤๅ ฟังเกี่ยวกับภารกิจ และอัปเดตแนวทางการปฏิบัติงานของทางมูลนิธิฯ ให้พวกเราได้รับทราบ

โดยภารกิจของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มีด้วยกัน 3 ด้าน คือ

  1. การเฝ้าระวังก่อนเกิดอุทกภัย
  2. การบรรเทาทุกข์ขณะเกิดอุทกภัย
  3. การฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัย

ในส่วนของการเฝ้าระวังนั้น ปัจจุบันนอกจากการขยายผลในประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ทางมูลนิธิฯ ยังได้ไปจัดอบรมและติดตั้งสถานีโทรมาตรที่ สปป.ลาว ด้วย เพื่อลดความสุญเสียที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยและเพิ่มแหล่งน้ำใช้ในภาวะแล้ง

สำหรับในส่วนการบรรเทาทุกข์ ทางมูลนิธิฯ ได้มีการรวบรวมองค์ความรู้ ค้นคว้าจัดหานวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้งานด้านการบรรเทาทุกข์ได้ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น รวดเร็วขึ้น ในจำนวนผู้ปฏิบัติงานที่เหมาะสม ซึ่งทุกวันนี้ทางมูลนิธิฯ ก็ได้มีการฝึกฝนอบรมทีมอาสาปฏิบัติการภัยพิบัติอยู่ตลอดเวลา

ภารกิจสำคัญอีกด้านคือภารกิจด้านการฟื้นฟูทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในเรื่องของ Big Cleaning หลังอุทกภัย หรือการเสริมสร้างอาชีพให้แก่ผู้ประสบภัย รวมถึงการจัดการฟื้นฟูแหล่งน้ำต่างๆ โดยทีมงานและทีมอาสาของมูลนิธิได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานในภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

และในการลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทุกครั้ง ทั้งพระองค์โสมฯ และพระองค์ภาฯ ได้ทรงปฏิบัติพระองค์เพื่อเป็นต้นแบบแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน ทรงทุ่มเททั้งกำลังพระวรกายและกำลังพระสติปัญญา โดยจะทรงคำนึงถึงผู้ประสบอุทกภัยเป็นหลัก

ทั้งหมดคือแรงบันดาลใจสำคัญของคุณฐิติวัฒน์ และผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงทีมอาสาของมูลนิธิฯ ทุกคนที่ได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง และมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด เพื่อสนองพระนโยบายที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิฯ นั่นคือการเป็น “ศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย” (Center of Excellence in Flood Relief and Management) ในด้านสังคมและมนุษย์

ซึ่งนี่คือพันธกิจที่ทางมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ยืดมั่นอยู่ตลอดเวลาในการเป็นที่พึ่งพาแก่ประชาชนเสมอมา และจะตลอดไป

ปัจจุบันทางมูลนิธิฯ มีร้านพาเฟ่ (PAfé) ร้านกาแฟในพระดำริ “สุขที่ได้แบ่งปัน” ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารมหินทรเดชานุวัตน์ ที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีการจำหน่ายกาแฟและสินค้าที่ได้วัตถุดิบมาจากชุมชนที่มูลนิธิฯ ช่วยฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัย

นอกจากนี้ยังมีขนมตำหรับชาววังที่หาทานยาก อาทิ ขนมลิ้นแมวและเค้กมะตูมจากวังเลอดิส ชอร์ทเบรดจากวังรื่นฤดี สาคูไส้เห็ดจากมูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสา และเมนูอื่นๆอีกมากมาย

ร้าน PAfé ตั้งอยู่ภายในอาคารมหินทรเดชานุวัตน์ สำนักงานแห่งใหม่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย บนถนนเพชรบุรี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.00 – 17.00 น.

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามและจองที่นั่งล่วงหน้า หรือต้องการร่วมบริจาคกับทางมูลนิธิฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สามารถสอบถามผ่านช่องทาง ดังนี้ Line Official : @friendsofpashop หรือโทร. 0-2054-6546 หรือ Inbox Facebook มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และ Facebook ร้านเพื่อนพึ่งภาฯ

]]>
เปิดหลักฐาน ซัดวาทกรรมอคติ ข้อเท็จจริงยันชัด สยามแผ่อำนาจสุดแหลมมลายู https://www.luehistory.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b9/ Mon, 25 Sep 2023 15:36:08 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21427

เมื่อไม่นานมานี้มีกระแสวาทกรรมหนึ่งที่ถูกจุดขึ้นมา นั่นก็คือการเคลมว่า ‘ปัตตานี’ ตลอดจนถึง ‘แหลมมลายูทั้งปวง’ ไม่เคยตกอยู่ใต้อำนาจของสยาม ประมาณว่าสยามไม่เคยแผ่อำนาจไปถึงดินแดนมลายูที่อยู่ใต้เมืองนครศรีธรรมราชเลย ทั้งหมดเป็นแค่การทึกทักไปเองของชนชั้นสูงสยามเท่านั้น

นักวิชาการบางคนถึงกับโยนความผิดว่า ความเห็นของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ทรงเห็นว่าอำนาจของสยามในสมัยโบราณน่าจะแผ่ไปถึงคาบสมุทรมลายูนั้น เป็นการ ‘พูดเกินจริง’

แต่ปรากฏว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ทั้งจากฝั่งสยาม และจากบันทึกของชาวตะวันตก กลับยืนยันตรงกันถึง “การมีอยู่จริงของอำนาจของสยามที่แผ่ไปถึงดินแดนมลายูมา” แต่ครั้งอดีต

โดยเฉพาะหลักฐานเด็ดซึ่งถือเป็นปากคำของชาวมลายูเอง นั่นก็คือ ‘Sejarah Melayu’ หรือ ‘พงศาวดารของราชสำนักมะละกา’ ที่เป็นเอกสารเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี โดยเอกสารดังกล่าวนั้น ทางราชสำนักมะละกาได้ยอมรับอย่างตรงๆ ว่า อำนาจของสยามได้แผ่ไพศาลมาถึงพื้นที่แห่งนี้ ‘อยู่ก่อนแล้ว’ โดยปกคลุมไปถึงยะโฮร์ (อุยงตะนะ) และแม้กระทั่งเมืองกับชื่อแม่น้ำก็ยังเป็นชื่อสยามก่อนการมาถึงของมลายูด้วย

การระบุเช่นนี้ใน Sejarah Melayu ย่อมเป็นการยืนยันว่าอำนาจของสยามนั้นแผ่ไปถึงคาบสมุทรจริงๆ อีกทั้งในกรณีของเมืองปัตตานีนั้น ทางมะละกาก็ชี้ชัดว่า ‘ปฐมราชวงศ์ศรีวังสาคือสยาม’ ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลที่นำเสนอมาก่อนนี้ว่า ตามประวัติศาสตร์แล้วอยุธยากับปัตตานีมีความสัมพันธ์ดุจญาติพี่น้องกันมาตั้งแต่ต้น

ข้อโต้แย้งวาทกรรม “สยามไม่เคยแผ่อำนาจไปถึงดินแดนมลายู” ยังมีอะไรอีกบ้าง เรามาไล่ดูหลักฐานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์โดยละเอียดกันในคลิปวิดีโอนี้ครับ

ใดๆ ก็ตาม การเห็นแย้งในทางวิชาการไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะวิชาการเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้บนข้อเท็จจริงและหลักฐานชั้นต้นต่างๆ แต่ถ้าการโต้แย้งนั้นเป็นการด้อยค่าความเห็นอื่นๆ โดยที่คนเห็นแย้งก็ไม่มีการศึกษาหาข้อมูลอย่างรอบด้าน แบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการถกเถียงกันด้วยอคติ ซ้ำร้ายจะกลายเป็นการก่อร่างวาทกรรมที่สร้างความเข้าใจผิดๆ ให้กับสังคมในที่สุด

]]>