SCOOP – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com Sun, 21 Jan 2024 14:29:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.8.3 https://www.luehistory.com/wp-content/uploads/2021/09/cropped-fav-32x32.png SCOOP – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com 32 32 ‘การสักขาลาย’ วัฒนธรรมร่วมแห่งอุษาคเนย์ https://www.luehistory.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c/ Sun, 21 Jan 2024 17:23:04 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22561

จากบทความที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึง การสักขาลาย หรือ การสักขาก้อม ของทางภาคอีสาน ซึ่งได้เปรยไว้ตอนท้ายว่า การสักขาลายนั้นไม่ได้นิยมแต่ในภาคอีสานสมัยโบราณเพียงเท่านั้น หากแต่พบว่ามีการนิยมสักขาลายในหลาย ๆ ชาติพันธุ์ ที่พบกระจายตัวตาม อุษาคเนย์ นับได้ว่าเป็น “วัฒนธรรมร่วม” ที่ชัดเจนอย่างหนึ่งเลย

การสักขาลาย เกิดขึ้นได้อย่างไร

ในทางประวัติศาสตร์พบร่องรอยในการสักยันต์หรือรูปร่างลักษณะลงในผืนหนังของมนุษย์เก่าสุดที่ค้นพบในปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 พันปีที่แล้ว โดยการสักนั้นบางหลักฐานก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าสักเป็นรูปอะไร แต่ก็มีหลาย ๆ หลักฐานที่ส่อว่ามีการนิยมสักรูปสัตว์ต่าง ๆ ที่น่าจะอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับถิ่นฐานของกลุ่มคนที่สัก สะท้อนให้เห็นถึงภาพของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเหล่านั้นและความผูกพันธ์กับสัตว์ อีกทั้งในประวัติศาสตร์กรีก อียิปต์ ก็พบเรื่องของการสัก แสดงให้เห็นว่าการสักในโลกแถบ ๆ นี้ต้องมีมาก่อนยุค กรีก-โรมัน และอียิปต์ แล้ว

ถัดมาในอุษาคเนย์ หรือ ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราการสักก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ส่วนมากการสักจะเน้นไปที่ความศักดิ์สิทธิ์ อย่างในสมัยก่อนการที่ทหารจะออกไปรบเขาก็จะมีการสักยันต์ เพื่อช่วยเรื่องความคงกระพันชาตรี การสักเลขของพวกทาส เพื่อบอกสังกัดของเจ้านายนั้น ๆ ทั้งในจดหมายเหตุลาลูแบร์ (Simon de La Loubèr) ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เข้าในกรุงศรีอยุทธยาก็ได้กล่าวถึงการสัก ทำให้เราเห็นว่าการสักในไทยมีมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุทธยาแน่ ๆ

และตำนานหลาย ๆ ท้องที่เรื่องของที่มาของการสักก็ไปเกี่ยวพันกับศาสนาเสียส่วนใหญ่ เช่น บางพื้นที่ในประเทศไทยก็มีเรื่องเล่าความเป็นมาของการสักว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน กษัตริย์เมืองต่าง ๆ ก็ต่างเดินทางมาแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า จนสุดท้ายก็มี โทณพรามหณ์เข้ามาไกล่เกลี่ยและแบ่งพระธาตุให้นครต่าง ๆ

กษัตริย์แถบยูนนานก็เข้าไปทูลขอพระบรมสารีริกธาตุจากกษัตริย์เมืองกุฉินารายณ์ แต่ปรากฏว่าขณะนั้นไม่มีพระธาตุเหลือแล้ว เหลือแต่พระอังคาร กษัตริย์แถบยูนนานจึงเอากลับไปเมืองของตน พอถึงเมืองพระอังคารก็ได้เข้าไปแทรกซึมในตัวมนุษย์แล้วจึงมีอานุภาพทำให้ร่างกายของมนุษย์นั้นเกิดความคงกระพันชาตรี ( นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่าง ตำนานหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการผูกเรื่องการสักเข้ากับเรื่องความเชื่อศาสนาเพียงเท่านั้น ยังมีอีกหลายตำนาน ที่ไม่สามารถยกเข้ามาอธิบายในบทความเดียวได้ แต่ละพื้นที่ก็มีตำนานของตนเองที่แตกต่างกันออกไป )

และเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของการสักในอุษาคเนย์คือ การสักขาลาย อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนอุษาคเนย์โดยแท้จริง เนื่องจากพบการสักในลักษณะนี้เยอะในแถบล้านนา – อีสาน และพื้นที่อื่น ๆ ใกล้เคียงทั้งรวมไปถึง ชาวปกาเกอะญอ อีกด้วย

การสักนั้นสักด้วยน้ำว่านผสมเขม่าและโดยเฉพาะสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือดีของสัตว์ต่าง ๆ การสักจะมีการไหว้ครูโดยยกขันครูก่อน ในขันครูก็จะมีของเซ่นไหว้เช่น หมากพลู ยาสูบ เงิน น้ำหมึก ฯลฯ เป็นต้น

ในการสักจะมีการผูกแขนด้วยฝ้ายก่อน บางสำนักก็ผูกก่อนหน้าจะสัก บางสำนักก็ผูกหลังการสักแล้วแต่สำนัก โดยในระหว่างสักจะมีการสูบฝิ่น เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ซึ่งทำให้เราเห็นถึงภูมิปัญญาของคนในอดีตที่คิดวิธีบรรเทาความเจ็บปวดในสมัยที่เทคโนโลยียังไม่เข้าถึงชาวชนบทได้เป็นอย่างดี

การสักขาลายจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ไม่มีการกำหนดรูปแบบที่ตายตัว เช่นอีสานบางส่วนอาจจะแตกต่างจากทางล้านนา

ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่องได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้แล้ว ผู้เขียนจึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีก

บทความก่อนหน้าเรื่อง “การสักขาลาย ร่องรอยของความเท่ ของบุรุษเพศ ในอีสานสมัยโบราณ

ลูกป้อจายขาบ่ลาย ก่ออายเขียด

คำกล่าวข้างต้น แปลเป็นภาษากลางได้ว่า

“ลูกผู้ชายขาไม่ลาย ก็อายเขียด” คำกล่าวนี้มิได้พบแต่ในแถบภาคเหนือเพียงเท่านั้น ยังพบคำกล่าวที่มีลักษณะคล้ายกันอยู่นี้ในแถบที่ราบสูงอีสานอีกด้วย ซึ่งเป็นคำกล่าวที่สะท้อนให้เห็นภาพของค่านิยมผู้คนของผู้คนแถบอีสาน – เหนือ ได้เป็นอย่างดี ( ซึ่งในทางประวัติศาสตร์แล้วนั้น ล้านช้าง กับ ล้านนา มีความสัมพันธ์ในเชิงการปกครอง และด้านอื่น ๆ มาช้านาน การที่จะมีวัฒนธรรมที่เหมือนกันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก ) กล่าวคือ การสักขาลาย ยังเป็นบทพิสูจน์ของการเป็นชายแท้อกสามศอกอีกด้วย ( ดังที่กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้าถึงความอดทนและความเจ็บปวดในการสักแต่ละครั้ง )

นอกจากนี้ชายใดที่มีลายสักที่ขา ยังแสดงให้เห็นถึงความเท่ หล่อเหลาจนนารีต่างหมายปอง อยากได้มาเป็นสามี พ่อของลูก เป็นลำดับแรกกันทั้งนั้น

การสักขาลายในประวัติศาสตร์ล้านนาก็ปรากฏในภาพจิตรกรรม วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ วัดภูมินทร์ จ.น่าน อีกทั้งยังปรากฏเรื่องของ “ท้าวขาก่าน” เจ้าเมืองฝาง/น่าน/เชียงแสน ในหลักฐานของทางล้านนาก็กล่าวถึงว่า ท่านเป็น “ที่น่าอัศจรรย์” เนื่องจากขาของท่านนั้นมีการสักด้วยน้ำหมึก ลายพญานาค และลายเครือวัลย์ยาวไปจนถึงน่องขาของท่าน จึงได้ชื่อว่า “ท้าวขาก่าน” ซึ่งมีความหมายนัยยะว่าเป็นผู้มีลายสักที่ขา ( ก่านมีความหมายคล้าย ๆ กับคำว่า “ด่าง” ซึ่งพบในทั้งภาคอีสาน และ ทางภาคเหนือ )

ในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( ร.๕ ) คาร์ล บ็อค ( Carl Bock ) นักเขียน นักสำรวจ ชาวนอร์เวย์ ได้เดินทางเข้ามาสำรวจประเทศสยามในขณะนั้น เมื่อเดินทางไปถึงเมืองลำปาง ก็พบว่ามีการพบช่างสักที่กำลังสักให้กับชายที่นอนราบติดกับพื้น และได้ถอดเป็นภาพออกมาในผืนกระดาษ โดยหลักฐานนี้ทำให้เราเห็นรอยสักการสักขาลายของชาวล้านนาในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งในภาพมีการสักรูปสัตว์ ราชสีห์ เสือ ช้าง ลิง นก ค้างคาว และหนุมาน รวมถึงรูป ลม เมฆ ฯลฯ

การสักของพวกปกาเกอะญอ

การสักของพวกปกาเกอะญอก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองเช่นกัน หากเราดูจากลายสักของผู้เฒ่าปกาเกอะญอจะพบว่า ผู้เฒ่าส่วนใหญ่จะนิยมสัก “ปะลู” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยเราข้ามแม่น้ำไปสู่ภพภูมิที่ดี

ความเสื่อมความนิยม

ขาลายในปัจจุบันโดยเฉพาะภาคอีสาน-เหนือของไทย จะพบว่าการสักนี้จะมีแต่เพียงในเรือนร่างของผู้เฒ่าอายุ 50 ขึ้นไปเท่านั้น เป็นเพราะวัฒนธรรมการสักขาลายนั้นเสื่อมความนิยมลง คาดว่าน่าจะเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น เพราะการมองการสักที่เปลี่ยนไป มองว่าคนที่สักเหล่านั้น เป็น อันธพาลบ้าง เป็นนักเลงบ้าง จนการสักค่อย ๆ ลดความนิยมลง อีกทั้งประกอบกับการสักแต่ละครั้งต้องใช้ความอดทนเนื่องจากได้รับความเจ็บปวดอย่างยิ่ง อีกทั้งวัฒนธรรมอื่นได้แผ่เข้ามา มีลายสักที่หลากหลายมากขึ้น ตัวเลือกการสักจึงมีมากกว่าเดิม

แต่หลาย ๆ ชนเผ่าเช่น ปะกาเกอะญอ ก็ยังมีคนหลายกลุ่มคงการสักขาลายแบบดั้งเดิมไว้อยู่ แต่ก็เริ่มเลือนรางลงไปเรื่อย ๆ และเกือบจะไม่มีให้ได้พบเห็นแล้ว ดั่งอุปมาโบราณสถานใหญ่ ๆ หลาย ๆ ที่ ที่อาจจะเคยใหญ่โต รุ่งเรือง เปี่ยมล้นด้วยศรัทธาของผู้คน เมื่อเวลาผ่านไป การมองหรือทรรศนะของผู้คนก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เหลือไว้เพียงความเป็นมรดกให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา

อ้างอิง :

[1] เมฆา วิรุฬหก , ศิลวัฒนธรรม , ตำนานความเชื่อเรื่อง “รอยสัก” มาจากอิทธิฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[2] urbancreature , ศราวุธ แววงาม ชาว punk ที่ผันเป็นช่างสักขาลาย อนุรักษ์รอยสักล้านนาโบราณที่แทบสาบสูญ , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[3] adenaa , ประวัติศาสตร์แห่งรอยสัก Magazine , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[4] จดหมายเหตุลาลูแบร์ , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566
[5] ประวัติศาสตร์นอกตำรา , สักขาลาย รอยประวัติศาสตร์ผ่านน้ำหมึก ที่เริ่มเป็นเพียงภาพจำของอดีต , สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ 2566

]]>
‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ตอนที่ 9 https://www.luehistory.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-9/ Sat, 18 Nov 2023 21:09:02 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22318

บทความโดย นายปฎิพล อภิญญาณกุล

ช่วงต้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ก่อนที่คอนสแตนติน ฟอลคอน จะได้รับความไว้วางใจให้เป็น พระยาวิไชเยนทร์ บทบาทการค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในความรับผิดชอบของแขกเปอร์เซีย

ที่จริงในกลุ่มข้าราชการที่ทำงานให้กรุงศรีอยุธยามีหลากหลายชนชาติ ทั้งที่เป็นคนจีน คนมอญ คนญี่ปุ่น และพวกคนแขก คนแขกในที่นี้รวมหมายถึงแขกที่มาจากฝั่งเปอร์เซีย และแขกมลายู แขกจาม (แขกจาม รกรากเดิมอยู่ที่อาณาจักรจามปา บริเวณประเทศเวียดนาม และกัมพูชา)

แต่ในเวลานั้นแขกเปอร์เซียหรือแขกอิหร่าน มีบทบาททางการค้ามากที่สุด โดยรับผิดชอบดูแลกรมท่าขวา (ดังที่เคยเขียนไปในตอนก่อนหน้านี้ว่า กรมการค้าสมัยอยุธยาจะมี 2 กรมหลัก ๆ คือ

* กรมท่าขวา รับผิดชอบดูแลการค้าทางด้านเอเซียใต้ อาหรับ อินเดีย ศรีลังกา คาบสมุทรมลายู หมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยใช้ภาษาอาหรับและมลายูเป็นหลัก / * ส่วนกรมท่าซ้าย จะรับหน้าที่ดูแลการค้าทางด้านตะวันออก จีน ญี่ปุ่น หมู่เกาะริวกิว และเกาหลี)

นอกจากแขกเปอร์เซียจะรับราชการด้านการค้าแล้ว ยังมีกลุ่มคนแขกส่วนหนึ่งเข้ามาทำงานเป็น “ทหารอาสา” ให้กับพระเจ้าแผ่นดินและรับใช้เจ้านายในอยุธยา ยิ่งทำให้บทบาทของแขกเปอร์เซียอิหร่านโดดเด่นขึ้น

นายอับดุล ราซัค คือหัวหน้าแขกที่ได้เข้าร่วมศึกชิงบัลลังก์จากสมเด็จพระศรีธรรมราชาในคราวพิธีตะเซยัต หลังจากนั้นสมเด็จพระนารายณ์ทรงได้ตั้งให้เป็นออกญาพิชิต ดูแลการค้ากรมท่าขวา – ในทางการเมืองไม่ใช่แค่การตอบแทนความดีและผลงานเท่านั้น แต่เป็น “การตั้งผู้นำชุมชนเปอร์เซีย” ให้ขึ้นมาเพื่อควบคุมกลุ่มแขกเปอร์เซียด้วยกันที่มีอยู่จำนวนมากในอยุธยา

การตั้งคนต่างชาติที่ไม่ใช่คนสยามในตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง แสดงให้เห็นถึงการพิจารณาคนจากภาระกิจของงาน มิใช่พิจารณาคนจากคนของใคร

แต่เหรียญมักมี 2 ด้านเสมอ .. อับดุล ราซัค หรือออกญาพิชิต แม้จะทำหน้าที่การค้าได้ดี หาประโยชน์และรายได้เข้าราชสำนักอยุธยาได้มาก แต่ก็ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองในการหาประโยชน์ ด้วยการแอบค้าขายหนังกวางส่งให้กับทางญี่ปุ่น

ด้วยการใช้คนเดินเรือที่เป็นชาวจีน และชักธงชาติโปรตุเกสขึ้นบนเสาเพื่อปกปิดไม่ให้รู้ว่าเป็นเรือสินค้าของตน ล่องสำเภาไปค้าขายหนังกวางกับญี่ปุ่น โดยทั้งที่รู้ว่าการค้าสินค้าหนังกวางนั้นเป็นสินค้าที่บริษัทการค้าฮอลันดาได้ผูกขาดการขายแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ฮอลันดาจับได้และเป็นเหตุให้เกิดการปิดอ่าวไทย ดังที่ได้เขียนเล่าไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้

ช่วงเวลาตรงนี้นายคอนสแตนติน ฟอลคอน ดูเหมือนได้เข้ามาตรวจสอบบัญชี รายรับ รายจ่าย และระบบการเงินการค้าของกรมท่าขวาและราชสำนัก พบว่ามีกลุ่มแขกได้ทำการยักยอกทรัพย์ของหลวงไปเป็นของตนเองจำนวนมาก เป็นเหตุให้ออกญาพิชิต หรือนายอับดุล ราซัค ถูกปลดออกจากราชการกรมท่าขวา

เมื่อความผิดหนึ่งถูกจับได้ ความผิดที่สอง ที่สาม ที่สี่ ซึ่งเคยปกปิดไม่เคยมีใครรู้ก็ผุดขึ้นตามมา .. พบว่าอับดุล ราซัค เป็นคนขี้เมา ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้อื่น คนจำนวนมากต่างไม่พึงพอใจ แต่เพราะอำนาจจากตำแหน่งออกญาพิชิตที่มีอยู่ ทุกคนจึงได้แต่อดกลั้นไม่สามารถทำอะไรได้ จะทำหนังสือร้องเรียนก็ไม่ถึงมือผู้รับผิดชอบ – ออกญาพิชิตจึงถูกคุมขังในคุก และถูกลงอาญาอย่างรุนแรงจนเสียชีวิต

จากนั้นตำแหน่งหัวหน้าผู้ดูแลการค้ากรมท่าขวา จึงว่างลง .. ย่อมเป็นที่หมายปองของข้าราชการกลุ่มต่าง ๆ และดูเหมือนสมเด็จพระนารายณ์ไม่ยอมให้ตำแหน่งหัวหน้าทางการค้านี้กับคนไทย หรือขุนนางสยามคนไหน – พระองค์ได้แต่งตั้งขุนนางที่เป็นแขกอิหร่านอีกคนหนึ่ง เข้ามาเป็นหัวหน้าดูแลกรมการค้าแทน นั้นคือ “อกา มะหะหมัด” ได้รับการตั้งยศให้เป็น “ออกพระศรีเนาวรัตน์”

ทำไมตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ถึงต้องเป็นคนแขก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น – ถ้ามองในการค้าการธุรกิจ ในช่วงเวลานั้นการค้าฝั่งอาหรับ อินเดีย ไกลไปจนถึงยุโรป มีความสำคัญอย่างมาก ทางด้านประเทศอินเดียมีบริษัทการค้าของต่างชาติใหญ่ ๆ ตั้งสถานีการค้าอยู่ เช่น อังกฤษ ฮอลันดา ฝรั่งเศส การใช้คนเปอร์เซียจึงเป็นการใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ อันจะหาคนไทยคนไหนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเช่นนี้ไม่ได้

ขณะเดียวกัน กลุ่มแขกหลายกลุ่มซึ่งได้อพยพเข้ามาค้าขาย รับราชการ รวมถึงเป็นกองกำลังอาสาให้กับอยุธยา มีจำนวนมาก มีการตั้งหมู่บ้านเฉพาะกลุ่มอยู่รอบ ๆ กรุงศรีอยุธยา จัดเป็นชุมชนแขกขนาดใหญ่ เมื่อคนมากปัญหาย่อมต้องมากตามมา ดังนั้นการตั้งให้คนแขกมีอำนาจในราชสำนัก เท่ากับเป็นการตั้งตัวแทนกลุ่มมุสลิมให้เป็นที่เคารพยกย่องของพวกเขา

การที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงเลือกให้ อกา มะหะหมัด ซึ่งเป็นขุนนางทำงานในราชสำนักมาอยู่ก่อนแล้ว ขึ้นเป็นออกพระศรีเนาวรัตน์ มิใช่จะมีหน้าที่ดูแลการค้าเท่านั้น ยังมีหน้าที่ดูแลควบคุมกลุ่มมุสลิมต่าง ๆ ในอยุธยาอีกด้วย

ด้วยเหตุที่กลุ่มคนแขกต่าง ๆ หลายกลุ่มเหล่านี้ เป็นกลุ่มคนที่เข้ามาพึ่งพิงและทำงานในสยาม จึงไม่ใช่ไพร่และทาสในระบบการปกครอง ไม่ตกอยู่ในกลุ่มข้าราชการสยามเดิม ๆ ที่แต่ละคนแต่ละสายเคยสร้างบุญคุณต่อกันและกัน สืบทอดอำนาจบารมีกันมาในหลายสมัย จนสามารถสะสมเป็นขุมพลังข้าราชการขุมใหม่ขึ้นมากดดันกษัตริย์

กลุ่มแขกเปอร์เซียและกลุ่มทหารอาสาต่าง ๆ จึงไม่มีความผูกพันเก่ากับขุมอำนาจข้าราชการเก่าเหล่านั้น

อกา มะหะหมัด ได้ว่าจ้างทหารรับจ้างชาวอิหร่านที่อยู่ในอินเดีย จำนวน 200 คน ให้เข้ามาเป็นทหารรักษาพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์ กองกำลังทหารอาสาแขกที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นอิสระจากอำนาจของขุนนางฝ่ายปกครองใด ๆ โดยเป็นกลุ่มกองกำลังส่วนพระองค์แต่ผู้เดียว

แม้แขกจะมีบทบาทในราชสำนักสยาม แต่ใช่ว่าคอนสแตนติน ฟอลคอน จะไม่สามารถเจาะทะลุเข้าไปมีบทบาทแทนได้ – คนเรานั้นจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีทั้งความสามารถที่มาพร้อมกับโอกาส – มีแต่ความสามารถแต่ไม่มีโอกาส ก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพแห่งความสามารถนั้นได้ .. โอกาสจึงสำคัญที่สุด .. แล้วโอกาสของคอนสแตนติน ฟอลคอลก็มาถึง

การรุกรานทางการค้าของฮอลันดา ขยายขอบเขตไปสู่การรุกรานดินแดน – ข่าวการรบของทัพเรือฮอลันดาบุกเข้าแย่งชิงฐานที่มั่นในบริเวณคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาชวา ซึ่งโปรตุเกสเคยใช้ตั้งสถานีการค้ามาก่อน เมื่อฮอลันดาชนะและยึดครองดินแดนได้ ก็บังคับให้คนพื้นเมืองเพาะปลูกพืชพันธุ์ต่าง ๆ ตามที่ตนเองต้องการ และบังคับกดขี่ราคาสินค้าของชาวเมือง

สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่า โปรตุเกสอ่อนแอลง ทั้งกำลังทหารและการค้า ไม่สามารถกลับมารุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อน ฮอลันดากลายเป็นพ่อค้าคนกลางที่มาแรงในขณะนี้ เพียงแต่ฮอลันดาชอบการผูกขาดการค้าเพียงเจ้าเดียว สยามคงไม่อาจค้าขายให้กับฮอลันดาเพียงลำพัง ควรที่จะมองหาคู่ค้าเจ้าใหม่เข้ามา พระองค์จึงให้ความสนใจไปยังชาติอังกฤษ

อกา มะหะหมัด หรือออกพระศรีเนาวรัตน์ สนับสนุนแนวคิดที่จะมุ่งทำการค้ากับอังกฤษแทนฮอลันดา ตรงนี้นับเป็นจังหวะเปิดโอกาสให้คอนสแตนติน ฟอลคอน ได้ใช้ความสามารถของตนเข้ามาช่วยงานติดต่อการค้ากับอังกฤษ

คอนสแตนติน ฟอลคอน อดีตกะลาสีเรือของอังกฤษ เริ่มต้นเข้ามารับราชการเป็นล่าม เป็นที่ปรึกษาทางการค้า ซึ่งฟอลคอนรู้ไส้รู้พุงตื้นลึกหนาบางของอังกฤษดี ได้ช่วยราชการทำการค้ากับอังกฤษอย่างราบรื่นอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่ต่อมาจะถวายคำแนะนำให้สมเด็จพระนารายณ์ว่า ทางด้านอังกฤษนั้นวางใจไม่ได้เช่นกัน ควรหันทิศทางไปทางฝรั่งเศสเพื่อเป็นตัวเลือกใหม่ ในการคบหาและทำการค้าขายด้วยมากที่สุด ประจวบกับในขณะนี้คณะมิชชันนารีฝรั่งเศส ได้เข้ามาตั้งโบสถ์ ตั้งโรงเรียน ทำการเผยแพร่ศาสนาอยู่พอดี

ฟอลคอน ให้ความเห็นว่า ควรอาศัยจังหวะที่คณะมิชชันนารีฝรั่งเศสเข้ามาในสยาม พูดคุยต่อยอดทางการค้า ด้วยการขอให้บาทหลวงฝรั่งเศส ไปบอกกับบริษัทการค้าของฝรั่งเศสให้เข้ามาตั้งสถานีการค้าในอยุธยา โดยทางสมเด็จพระนารายณ์จะพระราชทานสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้กับบริษัทการค้าฝรั่งเศสเป็นกรณีพิเศษ ประหนึ่งเสมือนการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในยุคปัจจุบัน

คอนสแตนติน ฟอลคอน อาสาเป็นตัวหมาก ในการเดินหมากไปเชื่อมทำความรู้จักกับคณะมิชชันนารีของฝรั่งเศส เพื่อปูทางสู่การค้า ในขณะที่ทางคณะเผยแพร่ศาสนาของฝรั่งเศส ก็ใช้โอกาสนี้เช่นกัน โอกาสที่ฟอลคอนเข้ามาหา หวังใช้เขาเป็นตัวหมาก เพื่อปูทางสู่การขยายคริสต์ศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคแห่งนี้

ต่างคนต่างมีเป้าหมายคนละอย่างอยู่ในใจ .. เกมการเมืองและเกมการค้าจึงเดินไปด้วยจุดมุ่งหมายที่ต่างคนต่างคิด

…..

เดือนกันยายน ค.ศ. 1680 (พ.ศ. 2223) เรือเลอโวตูร์ ของบริษัทการค้าฝรั่งเศสเดินทางมาถึงน่านน้ำที่ป้อมบางกอก ทางกัปตันเรือเลอโวตูร์ ได้แจ้งขอยิงสลุตเพื่อเป็นเกียรติให้กับสยาม แต่บนป้อมบางกองของสยามไม่มีธงชาติ ทหารเรือฝรั่งเศสจึงบอกว่าต้องชักธงชาติขึ้นก่อน ถึงจะยิงสลุตให้ได้

(*การยิงสลุต เป็นประเพณีโบราณ เมื่อเรือเดินสมุทรไปถึงยังท่าเรือของประเทศใดประเทศหนึ่ง จะใช้ปืนใหญ่หน้าเรือยิงออกไปเพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความเคารพกับประเทศนั้น ๆ โดยปกตินั้นจะยิงปืนใหญ่จำนวน 7 นัด และครั้งนี้นับเป็นการยิงสลุตครั้งแรกที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินสยาม)

เวลานั้นสยามไม่มีธงประจำชาติ ตลอดเวลาที่เรือของอยุธยาเดินทะเลค้าขายไปยังที่อื่น ๆ นั้น สยามได้ใช้ธงของฮอลันดาอยู่เสมอ เพราะเข้าใจว่าธงชาติฮอลันดาคือธงการค้า ทหารฝ่ายสยามที่มาต้อนรับเรือเลอโวตรูของฝรั่งเศสจึงเข้าใจเอาว่า ควรชักธงฮอลันดาขึ้นบนเสา

เมื่อธงฮอลันดาถูกชักขึ้นปลิวบนเสาฝั่งสยาม นายเรือฝรั่งเศสที่เห็นธงนั้น พากันปฏิเสธไม่ยอมยิงสลุตและไม่นำเรือเข้ามาในอยุธยา ด้วยเหตุผลว่าจะไม่ยิงสลุตให้กับชาติยุโรปใด ๆ

ทำให้สยามในตอนนั้นหยิบเอา “ธงสีแดง” หรือผ้าสี่เหลี่ยมสีแดง ซึ่งไม่ได้มีความหมายอะไรมาก่อน แต่มาใช้แทนความเป็นชาติสยามชั่วคราว ชักขึ้นบนป้อมและบนเสาเรือของสยาม เรือฝรั่งเศสจึงยิงสลุตแสดงความเคารพอาณาจักรสยาม และปืนใหญ่บนป้อมบางกอกก็ได้ยิงสลุตตอบกลับไป

(* นับจากนั้น ธงสีแดง จึงกลายเป็นธงชาติผืนแรกของสยามอย่างไม่เป็นทางการ ได้ใช้เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เพิ่มรูปจักรสีขาวลงตรงกลางธงสีแดง เพื่อให้ทราบว่าธงแดงที่มีรูปจักรเป็นเรือหลวง ส่วนธงสีแดงล้วน ๆ แบบเดิม ๆ นั้น คือธงราษฎร – หลักจากนั้นธงชาติไทยก็มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอยู่หลายครั้ง จนกลายเป็น “ธงไตรรงค์” ในปัจจุบัน)

เมื่อบริษัทการค้าของฝรั่งเศสมาถึง พระสังฆราชฟรองซัว ปัลลู หัวหน้าคณะเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยาม ได้นำผู้แทนบริษัทการค้าของฝรั่งเศสเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงอนุญาตให้ฝรั่งเศสมีสิทธิทำการค้าได้ทั่วราชอาณาจักร และถ้าฝรั่งเศสสนใจในท่าเรือแห่งหนึ่งแห่งใดก็จะพระราชทานให้ใช้ และยังพระราชทานไม้ เครื่องเรือนเครื่องก่อสร้าง สำหรับใช้สร้างบ้านเรือนของชาวฝรั่งเศสขึ้นด้วย

สมเด็จพระนารายณ์ทรงมองไปไกลว่า ไหน ๆ ก็จะคบหาเป็นมิตรกันแล้ว – จึงมีดำริว่า สยามควรจัดส่งทูตไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีต่อกันอย่างเป็นทางการ

ความสัมพันธ์ทางศาสนา การค้า ผลประโยชน์ แขกมุสลิม ฝรั่งเศส ฟอลคอน ขุนนางสยาม และสมเด็จพระนารายณ์ จึงก่อเกิดเรื่องราวอันซับซ้อน ทั้งเกิดความคาดหวังและเกิดขัดแย้งกันไปตลอดทั้งรัชสมัยของพระองค์

อ้างอิง :

[1] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ
[2] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
[3] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับ วลิต
[4] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 79 จดหมายเหตุวันวลิต – หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช 
[5] สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (ว.ช) ภูมิรัฐศาสตร์กับความมั่นคงของประเทศไทย
[6] กรมศิลปากร. เอกสารของฮอลันดา สมัยอยุธยา
[7] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร เล่ม 27 , เล่ม 34 , เล่ม 42
[8] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารไทยรบพม่า
[9] มิวเซียมไทยแลนด์. (Museum Thailand) อยุธยาในบันทึกของสเปน
[10] นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์
[11] ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
[12] สถาปัตย์ เชื้อมงคล. สยามประกาศสงครามกับอังกฤษ 
[13] อานนท์ จิตรประภาส. การค้าและการเมืองในสมเด็จพระนารายณ์
[14] ศิลปวัฒนธรรม. ฉากแรกสัมพันธ์อยุธยา-โปรตุเกส การรับทูตตะวันตกครั้งแรกในอยุธยา
[15] นันทา สุตกุล. (แปล) เอกสารฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยา
[16] ภาณุดา วงศ์พรหม. พลิกแผ่นดิน จากใต้เงาปีกมหาอำนาจสู่อิสรภาพของประเทศในเอเซีย
[17] วชิรญาณ. จดหมายเหตุฟอร์บัง

]]>
นี่มัน ‘เคลม’ หรือ ‘วัฒนธรรมร่วม’ สู่ผลกระทบจากความไม่เข้าใจ https://www.luehistory.com/%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88/ Fri, 17 Nov 2023 21:20:19 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22328

หากจะกล่าวถึงวัฒนธรรมร่วมของกลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ ในแถบอุษาคเนย์แล้วนั้น ก็มีหลาย ๆ สิ่งที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่น การสักขาลาย การแสดงโขน ฯลฯ อื่น ๆ อีกมากมาย

ผู้เขียนเชื่อว่าหลาย ๆ คนเมื่อได้ยินคำว่า “วัฒนธรรม” แล้วนั้นเราอาจจะนึกถึงภาพของประเพณีของภาคต่าง ๆ วัฒนธรรมของภาคอีสานคือบุญบั้งไฟ ภาคเหนือคือบวชลูกแก้ว ภาคใต้คือประเพณีลากพระ ภาคกลางคือการแข่งเรือ ฯลฯ

ซึ่งการเข้าใจคำว่า “วัฒนธรรม” ในแง่ของประเพณีอย่างเดียวนั้นเป็นความเข้าใจที่ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก เพราะความหมายของมันจริง ๆ กว้างกว่านั้น ดั่งที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายไว้ว่า

“สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ”

หากตีความจากตัวพจนานุกรมฯแล้วนั้นจะพบว่า ความหมายของคำว่า วัฒนธรรม ไม่ได้หมายถึงประเพณีเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงสิ่งที่นำความเจริญความงอกงามมาให้แก่หมู่คณะ แสดงให้เห็นว่า คำว่าวัฒนธรรมนั้นอาจจะเป็น เครื่องนุ่งห่ม สิ่งของเครื่องใช้ หรือแม้แต่เรื่องอาหารการกินก็นับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมได้ แปลว่าไม่จำเป็นต้องเป็นประเพณีเพียงอย่างเดียว

วัฒนธรรมร่วม/ความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พหุวัฒนธรรม” ก็เกิดจากการหลอมรวมของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น วิถีชีวิต/การดำรงชีวิต หรือ ความเชื่อ/ศาสนา ที่แตกต่างหลากหลาย ตกผลึกผสมผสานจนกลายเป็น พหุวัฒนธรรม อย่างที่เราเข้าใจกันปัจจุบัน

หากจะย้อนไปถึงรากของการแลกเปลี่ยนจริง ๆ ก็ต้องย้อนไปในสมัยก่อนที่ผู้คนในอุษาคเนย์ ( สมัยที่ยังไม่มีความคิดในเรื่องของการเป็นชาติ ) ในสมัยที่บ้านเมืองเหล่านั้นยังมีลักษณะเป็นชุมชนเล็ก ๆ มีลักษณะเป็นเมืองกันอยู่ กลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ ไปมาหาสู่กันด้วยความที่อาจจะมีพื้นที่ใกล้เคียงกัน มีการเกี่ยวดองกันบ้าง จึงมีการผสมผสาน มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แลกเปลี่ยนสิ่งของ/ความเชื่อ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่างด้วยกัน

และเรื่องของศาสนาก็มีบทบาทสำคัญด้วยเช่นกัน อย่างที่อาจจะเป็นที่ทราบกันดีว่า ศาสนาหรือความเชื่อดั้งเดิมของคนในอุษาคเนย์นั้นจะเน้นไปในเรื่องของความเชื่อเรื่อง “ผี” หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ ( ผีในความหมายสมัยก่อนไม่ได้เป็นแบบที่เราเข้าใจในปัจจุบัน ผีในความเข้าใจยุคโบราณคือสิ่งเหนือธรรมชาติ/สิ่งที่เป็นที่เคารพ สักการะ/อาจจะใช้เรียกกษัตริย์ก็ได้ดั่งหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 2)

เมื่อรับศาสนาพรามหณ์ – ฮินดู และ พระพุทธศาสนามา คำสอนของศาสนาใหม่ที่แพร่เข้ามา ก็อาจจะขัดแย้งไม่ลงรอยกับความเชื่อดั้งเดิม ภายหลังอาจจะมีการปรับตัวให้อยู่ด้วยกันควบคู่กันไป ดังจะเห็นได้จากประเพณีในหลาย ๆ พื้นที่/ท้องถิ่นในปัจจุบัน

มีมุมมองที่น่าสนใจคือถ้าหากเราตัดเรื่องของพรมแดนระหว่างประเทศออกแล้วมองย้อนไปถึงรากของวัฒนธรรมเหล่านั้นจริง ๆ จะพบว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ร่วมที่เกิดจากรากเดียวกัน และเป็นอาจจะเป็นสิ่งเดียวกันนั้นเอง แต่ภายหลังเมื่อความคิดเรื่องชาติเริ่มเข้ามาแล้ว ทั่วโลกหรือในอุษาคเนย์บ้านเมืองต่าง ๆ มีความเป็นประเทศกันหมด เพราะกาลเวลาและบริบททางสังคมในสมัยต่าง ๆ สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรม ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับบริบทสิ่งแวดล้อมในสมัยนั้น มันจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และแต่ละประเทศก็ค่อย ๆ สร้างความเป็นอัตลักษณ์ ที่โดดเด่นเฉพาะตัวขึ้นมา

ยกตัวอย่างเช่น ศิลปะ ( ภาพวาด พระพุทธรูป พระธาตุ พระเจดีย์ ฯลฯ ) ของประเทศกัมพูชา ประเทศเมียนมาร์ ประเทศไทย ประเทศลาว แม้มีหลายสิ่งที่คล้ายเคียงกัน แต่เราก็สามารถแยกออกมาได้อยู่ดีว่า อันนี้คืออัตลักษณ์/เอกลักษณ์ ของกัมพูชานะ ส่วนอันนี้เป็นเอกลักษณ์ของไทย ฯลฯ

ทุกอย่างมันมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของมัน ที่มันเคยมีร่วมกัน เพียงแค่ปัจจุบันแต่ละประเทศก็พยายามหาเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของตัวเอง ทำให้เกิดการแบ่งแยกกันว่าของใครเก่ากว่า และใครเป็นเจ้าของ

คนที่ไม่เข้าใจเรื่องวัฒนธรรมร่วมก็จะมีการหยิบยกวัฒนธรรมที่มีตามพื้นที่ของตนเองมาเพื่อ “เคลม” ว่าวัฒนธรรมของพื้นที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันนั้นเป็นสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่และ “ก็อป” ของเขามา อีกทั้งแนวคิดชุดนี้ก็เป็นผลพวงที่ทำให้เกิดการถกเถียงจนถึงขั้นทำให้เกิดการบูลลี่กันเกิดขึ้น อย่างที่เห็นในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะที่เห็นเด่นชัดที่สุดอย่างกรณีของการแสดงโขน ซึ่งสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นหากเราได้เข้าใจ “วัฒนธรรมร่วม”

อ้างอิง :

[1] longdo dict , วัฒนธรรม , dict.longdo.com, สืบค้นเมื่อวันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ 2566
[2] ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร , ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย | จารึกวัดศรีชุม , สืบค้นเมื่อวันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ 2566

]]>
‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ตอนที่ 8 https://www.luehistory.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-8/ Sat, 11 Nov 2023 21:02:31 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22133

บทความโดย นายปฎิพล อภิญญาณกุล

ก่อนหน้าที่สยามจะเซ็นสัญญากับฮอลันดา 2 ปี

ใน ค.ศ.
1662 (พ.ศ. 2205) คณะมิชชันนารีโรมันคาทอลิกจากฝรั่งเศส ได้เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาเพื่อเผยแพร่ศาสนา ทางกรุงศรีอยุธยาได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ไม่มีการห้ามปรามการนับถือศาสนาเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่คณะมิชชันนารีเคยเดินทางไปเผยแพร่

มองซิเออร์ เดอลามอต ลูแบร์ ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้เขียนบันทึกเป็นจดหมายไว้ว่า

“ข้าพเจ้าเชื่อว่าโลกนี้จะหาเมืองไหนที่จะมีศาสนามาก และอนุญาตให้ปฏิบัติตามศาสนานั้นได้เท่ากับเมืองสยาม เห็นจะหาไม่ได้อีกแล้ว – พวกไม่ได้นับถือคริสต์ศาสนาก็ดี พวกที่นับถือเข้ารีดก็ดี หรือพวกมะหะหมัดก็ดี ต่างแยกกันอยู่เป็นหมู่ ปฏิบัติศาสนากิจตามลัทธิของตนได้โดยไม่มีข้อห้ามปรามอย่างใด

พวกชาวโปรตุเกส อังกฤษ ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น เขมร มอญ แขกมะละกา ญวนและชาติอื่น ๆ ก็มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองสยาม”

(* ในกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นเมืองท่าการค้าระดับโลก จึงปรากฏหมู่บ้านต่าง ๆ ของชาวต่างชาติขึ้นหลายแห่ง เช่น หมู่บ้านญี่ปุ่น หมู่บ้านจีน หมู่บ้านแขก หมู่บ้านโปรตุเกส หมู่บ้านอังกฤษ หมู่บ้านฝรั่งเศส)

นั้นคือความเสรีทางศาสนา ที่มองซิเออร์ เดอลามอต ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสได้พบเห็นและเขียนไว้ ขณะเดียวกันความเสรีทางการค้า ก็มีพ่อค้าชาวฝรั่งเศสได้บันทึกไว้ว่า

“ในชมพูทวีปไม่มีเมืองใดที่จะแลกเปลี่ยนสินค้ามากมายเท่ากับสยาม สินค้าขายได้ดีมากในสยายและการซื้อขายใช้เงินสด เมืองท่าของสยามในเวลานั้นมีอยู่หลายเมืองด้วยกัน ได้แก่ มะริด ตะนาวศรี ภูเก็ต ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช เพชรบุรี และบางกอก”

บันทึกของพ่อค้าชี้ให้เห็นการเมืองการปกครองประการหนึ่งว่า ในเวลานั้น มะริด ตะนาวศรี ปัตตานี อยู่ในอำนาจของสยาม (อยุธยา) อยู่ก่อนแล้ว

หลังเซ็นสัญญากับฮอลันดาได้ 2 ปี

ใน ค.ศ
1666 (พ.ศ. 2208) สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ที่เมืองละโว้ (ลพบุรี) – หลายคนมักให้ความเห็นว่า เป็นการไปเตรียมตั้งราชธานีใหม่เพื่อป้องกันการบุกของฮอลันดา .. ซึ่งไม่น่าจะใกล้เคียงความจริง

การขึ้นไปสร้างพระราชวังที่เมืองละโว้ น่าจะเป็นความชอบส่วนพระองค์ ผู้เขียนคาดคะเนว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงได้เคยไปละโว้ (ลพบุรี) มาแล้วก่อนหน้านี้ และละโว้ในยุคสมัยนั้นต้องมีความสำคัญไม่แพ้เมืองสุพรรณบุรี ด้วยละโว้เองเคยเป็นเมืองที่มีอิทธิพลบารมีมาก่อนที่จะเกิดการตั้งกรุงศรีอยุธยาขึ้นมา

สิ่งที่บ่งบอกถึงความชอบส่วนพระองค์ก็คือ สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดการล่าสัตว์ การคล้องช้าง การประพาสป่า พระองค์ทรงใช้เวลาในพระราชวังใหม่แห่งนี้ไปกับการเดินป่าล่าสัตว์ และถ้าอยู่ในเมืองหลวงกรุงศรีอยุธยาพระองค์จะทรงกระทำเช่นนั้นเป็นประจำไม่ได้

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เขียนไว้ในหนังสือการเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์ว่า – พระนารายณ์เสด็จมาประทับอยู่ลพบุรีเป็นเวลานาน การปรับปรุงพระราชวังมิได้สอดคล้องกับการหาที่มั่นเพื่อต้านทานการบุกของกำปั่นรบฮอลันดา อันที่จริงสันดอนปากน้ำเจ้าพระยาก็เป็นที่กีดขวางการเข้ามาของเรือใหญ่ที่กินน้ำลึกอยู่แล้ว

ดังนั้นผู้เขียนมองว่า เหตุผลของการบอกว่า การไปสร้างพระราชวังที่ลพบุรีเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่อาจเกิดสงครามกับฮอลันดา จึงเป็นเหตุผลที่เบาเกินไป

เพราะถ้าฮอลันดาจะบุกมายึดสยามจริง การเข้ามายึดเอากรุงศรีอยุธยาก็เท่ากับยึดสยามได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องบุกขึ้นไปยึดถึงลพบุรี เพราะที่่กรุงศรีอยุธยาคือศูนย์กลางของประเทศ เป็นศูนย์การทำงานการสั่งการ ทั้งหน่วยราชการและหน่วยงานเอกชนบริษัทต่าง ๆ ส่วนที่พระราชวังลพบุรีมีเพียงพระมหากษัตริย์ ทหารอาสา และข้าราชบริพารส่วนพระองค์เท่านั้น

สำหรับสมเด็จพระนารายณ์ เมืองละโว้ (ลพบุรี) ได้สร้างลักษณะความรู้สึกว่า เป็นมิตรกับพระองค์มากกว่านครหลวงอย่างกรุงศรีอยุธยา – ความรู้สึกเป็นมิตรเกิดจากความรู้สึกถึงความมีเสรี ห่างไกลจากการประจบ ห่างใจจากความหวาดระแวง ห่างไกลจากเหล่าขุนนาง ห่างไกลจากเกมการแย่งชิงอำนาจตลอดเวลา

คณะมิชชันนารีฝรั่งเศสเมื่อมาถึงกรุงศรีอยุธยา จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอตั้งโรงเรียนและโบสถ์ขึ้นเพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางศาสนา และหลังจากกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงอนุญาตให้ตามที่ขอ คณะมิชชันนารีจึงได้มีจดหมายไปถึงประเทศของตนขอให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมีพระราชสาส์นมาส่งกลับมายังกษัตริย์สยามเพื่อจะได้เป็นไมตรีอย่างเป็นทางการ

ครั้งต่อมาพระสังฆราชของฝรั่งเศสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ และได้เล่าเรื่องประเทศฝรั่งเศสให้ฟัง รวมถึงเรื่องสงครามที่ฝรั่งเศสสามารถชนะพวกฮอลันดาในอินเดีย ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ทราบถึงความเป็นมหาอำนาจตะวันตกของชาติฝรั่งเศส จึงรู้สึกชื่นชมยินดี

การชื่นชมยินดีและการมีไมตรีของสมเด็จพระนารายณ์ ได้ทำให้คณะมิชชันนารีฝรั่งเศสคิดว่าสามารถเปลี่ยนพระองค์หันมานับถือศาสนาคริสต์ของตนได้

สมเด็จพระนารายณ์ก็หวังให้คนฝรั่งเศสเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาเพื่อทำการค้าแข่งกับฮอลันดา ทั้งสองต่างเป็นชาติตะวันตกด้วยกันและยังเคยรบ รู้ตื้นลึกหนาบางกันมาก่อน ยังไงก็ต้องสามารถคานอำนาจกันได้ – เพียงแต่พระองค์ไม่สามารถลงไปเล่นเกมนี้ได้อย่างเต็มตัว พระองค์จำเป็นต้องหาตัวแทน

แล้วชายหนุ่มชาวกรีกที่ชื่อว่า คอนสแตนติน ฟอลคอน ก็เข้ามาได้ถูกจังหวะพอดี

คอนสแตนติน ฟอลคอน มีประวัติในอดีตที่น่าสนใจ พอ ๆ กับลักษณะการขี้โม้โอ้อวดจนเป็นที่หมั่นไส้ของคนหลายคน

ฟอลคอน เป็นคนชนชาติกรีก ออกจากบ้านตั้งแต่เด็กประมาณ 10 ขวบ ไปทำงานเป็นลูกเรือให้กับบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษ (East India Company) อยู่หลายปี จนสามารถเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง จึงได้ทำการเช่าเรือเป็นการส่วนตัวเพื่อทำการค้าด้วยตนเอง

ฟอลคอน ได้เล่าเรื่องของตนเองให้กับบาทหลวงชาวฝรั่งเศสฟังว่า “ตอนเช่าเรือทำการค้า เรือเกิดแตกทำให้ฟอลคอนต้องว่ายน้ำหนีขึ้นบก นอนริมชายหาดแล้วหลับฝันไป ในฝันเห็นคนคนหนึ่ง ท่าทางสง่าผ่าเผยยืนหัวเราะอยู่ แล้วพูดกับฟอลคอนว่า กลับเกิด กลับไปตามทางเดิมที่มานั้นเถิด”

เมื่อตื่นขึ้นมา ฟอลคอนเดินไปมาอยู่ริมชายทะเลกำลังครุ่นคิดว่าจะกลับไปยังสยาม ตามทางที่เคยมานั้นดีหรือไม่ ? แล้วก็หันไปมองเห็นคน ๆ หนึ่ง ตัวเปียกน้ำชุ่มโชก หน้าตาเศร้าหมอง เดินเข้ามาหา – นับเป็นโชคชะตาอัศจรรย์มาก เพราะคนที่เปียกน้ำคนนั้นเป็นราชทูตของพระเจ้ากรุงสยาม ที่เดินทางกลับจากเปอร์เซียและเรือมาแตกตรงที่นี้เหมือนกัน

แล้วทั้งสองคน ราชทูตสยามและฟอลคอนจึงได้ปรึกษากัน โดยฟอลคอนเอาเงินที่ยังเหลืออยู่ 10,000 แฟรงค์ ซื้อเรือลำเล็ก ๆ และซื้อเสื้อผ้า เสบียงอาหาร แล้วแล่นเรือมุ่งสู่เมืองสยาม – จากนั้นราชทูตจึงได้นำฟอลคอนเข้าถวายตัวกับพระเจ้าแผ่นดินสยาม จนสามารถทำงานรับราชการได้ดิบได้ดีจนทุกวันนี้

นั้นคือเรื่องเล่า ที่ฟอลคอนเล่าให้บาทหลวงฝรั่งเศสที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาฟัง เล่าในช่วงเวลาที่ฟอลคอนมีตำแหน่งเป็นเสนาบดีใหญ่แล้ว ดังนั้นในคำบอกเล่าเมื่อคราวมีอำนาจย่อมเจือปนไปด้วยคำโอ้อวด

แต่ก็นับได้ว่า ฟอลคอนเข้ามารับราชการที่กรุงศรีอยุธยาได้ถูกจังหวะ ด้วยการรู้ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส อีกทั้งยังคุ้นเคยกับการค้าการเดินเรือ จึงสามารถทำหน้าที่เริ่มต้นเป็นล่ามทางการค้าได้ดี จากนั้นค่อย ๆ ขยับสู่อำนาจใหญ่ดูแลการค้าทั้งหมด

การปรากฏตัวของฟอลคอน ที่มาพร้อมกับความสามารถในการค้าการเจรจา มาในจังหวะที่ฝรั่งเศสส่งคณะมิชชันนารีเข้ามาในอยุธยา ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ที่กำลังมองหา “ตัวหมาก” เพื่อใช้เป็นตัวแทนในการเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศอยู่นั้น พลันถูกจังหวะอย่างพอเหมาะพอเจาะ

ฟอลคอนเองหรือจะไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นหมากของเกมการเมืองระหว่างประเทศ ผสมเข้ากับเกมการชิงอำนาจของขุนนางในราชสำนักสยาม เพียงแต่โอกาสเช่นนี้ไม่มีให้อีกแล้วในชีิวิต จึงคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเล่นมัน

ฟอลคอนเองก็มองสมเด็จพระนารายณ์เป็นหมากตัวหนึ่งเช่นกัน ถ้าฟอลคอนเป็นหมากตัวเบี้ย แล้วสมเด็จพระนารายณ์เป็นหมากตัวขุน หมากตัวขุนดังพระมหากษัตริย์นี้จะต้องคอยปกป้องเบี้ยตัวนี้ไม่ให้ถูกหมากอื่นกิน เพราะถ้าเบี้ยตัวนี้ถูกหมากของคู่แข่งกินไป หมากตัวขุนก็ตกอยู่ในสภาวะอันตรายเช่นกัน

อ้างอิง :

[1] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ
[2] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
[3] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับ วลิต
[4] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 79 จดหมายเหตุวันวลิต – หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช 
[5] สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (ว.ช) ภูมิรัฐศาสตร์กับความมั่นคงของประเทศไทย
[6] กรมศิลปากร. เอกสารของฮอลันดา สมัยอยุธยา
[7] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร เล่ม 27 , เล่ม 34 , เล่ม 42
[8] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารไทยรบพม่า
[9] มิวเซียมไทยแลนด์. (Museum Thailand) อยุธยาในบันทึกของสเปน
[10] นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์
[11] ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
[12] สถาปัตย์ เชื้อมงคล. สยามประกาศสงครามกับอังกฤษ 
[13] อานนท์ จิตรประภาส. การค้าและการเมืองในสมเด็จพระนารายณ์
[14] ศิลปวัฒนธรรม. ฉากแรกสัมพันธ์อยุธยา-โปรตุเกส การรับทูตตะวันตกครั้งแรกในอยุธยา
[15] นันทา สุตกุล. (แปล) เอกสารฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยา
[16] ภาณุดา วงศ์พรหม. พลิกแผ่นดิน จากใต้เงาปีกมหาอำนาจสู่อิสรภาพของประเทศในเอเซีย
[17] วชิรญาณ. จดหมายเหตุฟอร์บัง

]]>
‘สักขาลาย’ ร่องรอยความ ‘เท่’ ของบุรุษเพศในอีสานสมัยโบราณ https://www.luehistory.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93/ Mon, 06 Nov 2023 21:06:58 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22143

“ขาลายก้อมมอมโตเดียวซิเตะส่ง
ขาลายแล้วแอวบ่ลายกะบ่ค่อง
คันบ่สักนกน้อยงอยแก้มกะบ่คือ”

หากเราได้ชมการแสดงการประกวดดนตรีพื้นบ้านวงโปงลางฯ ที่จัดโดยกรมพละศึกษาเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้

หลาย ๆ วงที่เข้าร่วมการประกวด จะหยิบยกการ “สักขาลาย” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง

ซึ่งหากมองผิวเผินเราอาจจะเกิดข้อสงสัยในใจว่า ตรงขาที่เป็นรอยสักที่สวยงามโดยใช้หมึกสีดำสักลงไปแทบทั้งขานั้น มันคืออะไร ? แล้วมันมีความหมายว่าอย่างไร ?

ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า ในอดีตพื้นที่อีสานนั้นจะมีความเชื่อหรือวัฒนธรรมอันหนึ่งที่นิยมกันในหมู่บุรุษเพศ คือ การสักขาลาย หรือ เรียกอีกอย่างว่า ขาลายก้อม โดยจะใช้หมึกสีดำสักบริเวณต้นขาจนไปถึงน่องขาทั้งสองข้าง ข้างบนมักจะสักเป็นลายมอม ( สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะคล้าย เสือ สิงห์ : ถูกใช้แทนสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ความอดทน ) ส่วนข้างล่างบางพื้นที่ก็สักเป็น ลายดอกบัว ลายดอกผักแว่น ลายนกขอด และลายอื่น ๆ ฯลฯ บางครั้งก็อาจสักถึงหน้าอกด้วย

การสักจะใช้เวลาข้ามวัน มักจะสักทีละขา หากสักขาหนึ่งเสร็จแล้ว ( ไม่จำกัดว่าต้องสักขาซ้ายหรือขวาก่อน ) จะเว้นระยะห่างเพื่อให้ผู้ที่ถูกสักพักเพื่อให้ความเจ็บนั้นหายไปก่อน ค่อยกลับมาสักอีกขาหนึ่ง

การสักขาลายนี้เป็นที่นิยมเฉพาะบุรุษเพศนั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน แต่ส่วนมากจะเป็นปัจจัยในเรื่องของวัยรุ่นหนุ่มสาว จะเป็นค่านิยมที่ว่า หญิงสาวอีสานในสมัยโบราณจะมีรสนิยมชื่นชอบ ผู้ชายที่สักขาลาย มองว่า ผู้ชายที่สักขาลายนั้น “เท่” “หล่อ” ส่วน ผู้ชายที่ขาขาว ( ไม่มีการสักฯ ) “แนมเห็นแล้วซิฮาก” ( เห็นแล้วจะอ้วก )

จนมีคำกล่าวยุคนั้นว่า

“ขาบ่ลายมันอายเขียด”
“ขาบ่ลายอายผู้สาว”
“ขาบ่ลายจำเหง้า อย่าหวังเอาลูกสาวเพิ่น
ขาบ่ลายจำเบี้ยง อย่าหวังเลี้ยงแม่ผู้สาว”

อีกทั้ง ยังมีเรื่องของความอดทนว่า ผู้ที่สักฯจะต้องมีความอดทนอย่างยิ่ง เพราะการสักแต่ละครั้งในอดีตไม่มีการฉีดยาหรือใช้ยาเพื่อทำให้ชาก่อนสักแต่อย่างใด เป็นการสักแบบสด ๆ ส่วนอุปกรณ์ในการสักแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันไป แต่หลัก ๆ จะใช้เข็มในการสัก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เวลาจะสักแต่ละที ผู้ที่ตัดสินใจสักต้องตัดสินใจดี ๆ เพราะจะต้องทนกับความเจ็บปวดความทรมานจนถึงตอนสักเสร็จ บางพื้นที่ก็จะมีการผูกแขน ( เพื่อเรียกเอา ” ขวัญ ” ก่อนจะทำการสัก )

นอกจากการสักขาลายจะใช้ในแง่ที่กล่าวมาแล้ว ยังเกี่ยวพันในแง่ของความเชื่ออีกว่า การสักขาลายช่วยเรื่องคงกระพันชาตรี สักแล้วจะช่วยให้แทงไม่เข้า

ในสมัยโบราณการสักขาลาย ยังถูกใช้ในการเรียกแบ่งคนกลุ่มคนที่ทางราชสำนักสยามเรียกว่า “ลาว” ด้วย

ซึ่งจะแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ

  1. ลาวพุงขาว หมายถึงกลุ่มคนที่สักจากต้นขาไปจนถึงน่องขา ไม่สักที่พุงหรือเอว ( ส่วนมากจะถูกใช้เรียกคนในมณฑลอีสาน มณฑลอุดร)
  2. ลาวพุงดำ หมายถึง กลุ่มคนที่สักตั้งแต่พุงลงไปถึงเข่า ( มักใช้เรียกกลุ่มคนล้านนา )

แสดงให้เห็นว่าในยุคสมัยหนึ่งนั้นก็มีการหยิบยกการสักขาลายมาเป็นการใช้เรียกแบ่งกลุ่มคน

นอกจากนี้การสักขาลายยังไม่ได้มีแค่ในภาคอีสานเพียงเท่านั้น การสักขาลายนี้ยังพบมากในคนหลาย ๆ กลุ่ม หลากหลายพื้นที่  ไม่ว่าจะเป็นล้านนา อย่างที่กล่าวไป และอีกมากมายที่พบใน southeast asia ซึ่งจะมากล่าวเจาะลึกลงรายละเอียดในบทความหน้า

( ขอบคุณภาพจากคุณ kiri jung )

ภาพจิตรกรรม ( ฮูปแต้ม ) วัดป่าเลไลย์ ต.ดงบัง อ.นาดูน จังหวัด มหาสารคาม ( ขอขอบพระคุณภาพจากคุณ anant narkkong )

อ้างอิง :

[1] อดิศักดิ์ สาศิริ , บทความว่าด้วยการสักขาลายในภาคอีสาน , สืบค้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ 2566
[2] ดร. วิศัลย์ โฆษิตานนท์ , ไทหล่มและลาวพุงขาว , wisonk.wordpress.com , สืบค้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ 2566

]]>
‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ตอนที่ 7 https://www.luehistory.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-7/ Sat, 04 Nov 2023 21:52:57 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22120

บทความโดย นายปฎิพล อภิญญาณกุล

สถานการณ์ทางการค้าของฮอลันดา ดูเหมือนไม่สามารถผูกขาดการค้า “หนังกวาง” เพื่อขายให้กับญี่ปุ่นได้เพียงเจ้าเดียว แม้จะเคยมีข้อตกลงกับอยุธยาในสมัยพระเจ้าปราสาททองมาแล้วก็ตาม

สถานการณ์การค้าในช่วงเวลานั้น พ่อค้าคนจีนที่อยู่ในสยามและอยู่ในจีน ได้ลักลอบค้าขายหนังกวางให้กับพ่อค้าญี่ปุ่น ขณะเดียวกันคนจีนที่มีความสามารถในการเดินเรือก็ได้ช่วยเดินเรือให้กับเรือสินค้าของนายอับดุล ราซัค หรือออกญาพิชิต เพื่อทำการค้ากับญี่ปุ่น

นั่นเป็นแค่แรงกดดันการแข่งขันหนึ่งเท่านั้นที่ฮอลันดาได้รับ แต่แรงกดดันที่หนักกว่าอยู่ที่เกาะไต้หวัน อันเป็นอาณานิคมสถานีหลักของฮอลันดาถูกยึดคืนกลับไป

ขอเล่าเรื่องเกาะไต้หวันเป็นเกร็ดเล็ก ๆ นิดหนึ่ง

ก่อนที่ฮอลันดาจะมายึดเอาเกาะไต้หวันมาเป็นของตนเอง เกาะไต้หวันแม้นจะอยู่ในเขตอิทธิพลของจีนแต่ราชสำนักจีนก็ดูไม่ใส่ใจ ปล่อยทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เอาไว้ เหตุเพราะแผ่นดินผืนใหญ่ตรงกลางของจีนยังมีปัญหามากมายที่ต้องบริหารจัดการ

เมื่อสมัยปลายราชวงศ์หมิงอ่อนแอ ชนชาวแมนจูได้พยายามเข้ามารุกรานยึดครองแผ่นดินจีน พยายามอยู่ถึง 26 ปีจึงสามารถผ่านกำแพงเมืองจีนเข้ามาได้ (ค.ศ. 1618 – ค.ศ. 1644) จากการทรยศของ “อู๋ซานกุ้ย” ที่เปิดด่านซันไฮ่กวน ให้ทัพแมนจูเข้ามา และก่อตั้งขึ้นเป็นราชวงศ์ชิงขึ้นปกครองแผ่นดินจีน

(* ช่วงเวลาที่แมนจูบุกแผ่นดินจีน ผ่านเข้าด่านซันไฮ่กวนและเข้ายึดกรุงปักกิ่ง ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง)

เมื่อแมนจูก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้นมา แต่ใช่ว่าจะสามารถปกครองได้อย่างสงบสุข เพราะทายาทราชวงศ์หมิงผู้หลงเหลือบางส่วนสามารถหลบหนีซ่อนตัว ยังคงสะสมกำลัง รวมถึงแม่ทัพนายกองของราชวงศ์หมิงเอง ยังมีความพยายามจะก่อการฟื้นราชวงศ์หมิงขึ้นมาใหม่อยู่ตลอด

จนถึงสมัย “จักรพรรดิคังซี” แห่งราชวงศ์ชิงขึ้นครองราชย์ จักรพรรดิคังซีมีนโยบายจัดเต็มให้กวาดล้างแม่ทัพนายกองและทายาทที่ยังหลบหนีของราชวงศ์หมิงให้สิ้นซากหมดสิ้น

(* จักรพรรดิคังซีของจีน คือบุคคลร่วมสมัยเดียวกับ สมเด็จพระนารายณ์ของกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้น)

นโยบายกวาดล้างหมิงของจักรพรรดิคังซี ได้ทำให้ “เจิ้งเจิงกง” อดีตแม่ทัพหนุ่มของราชวงศ์หมิง ซึ่งตั้งกองกำลังกู้ชาติอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ถูกรุกไล่จนไม่อาจตั้งมั่นที่เดิมได้ เจิ้งเจิงกงจึงนำทหารกว่า 25,000 นาย รวมถึงกองเรือของเขา ถอยร่นออกจากแผ่นดินใหญ่ข้ามทะเลสู่เกาะไต้หวัน

ขณะนั้นบนเกาะไต้หวัน มีกองกำลังทหารของฮอลันดายึดเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว โดยใช้เป็นศูนย์กลางการค้าในย่านทะเลจีนใต้ ญี่ปุ่น และหมู่เกาะต่าง ๆ รอบ ๆ

ทหารจีนภายใต้การนำทัพของเจิ้งเจิงกง เปิดฉากสู้รบโดยปิดล้อมเกาะไต้หวันนานถึงกว่า 7เดือน ทำให้ฮอลันดาไม่สามารถทำการค้า จำต้องถอนสถานีการค้าออกจากเกาะไต้หวัน ด้วยที่ผ่านมานั้นฮอลันดาได้ยึดเกาะไต้หวันครองไว้เป็นอาณานิคมนานถึง 38 ปี

นับจากนั้น เจิ้งเจิงกง ได้ใช้เกาะไต้หวันเป็นฐานตั้งมั่นสะสมกำลังและทรัพยากรเพื่อต่อต้านราชวงศ์ชิงของพวกแมนจู โดยริเริ่มคำขวัญว่า “โค่นชิง กู้หมิง”

คำปลุกใจ “โค่นชิง กู้หมิง” จึงกลายเป็นสโลแกนนับจากนั้น มันถูกใช้ปลุกระดมความเป็นชาวฮั่นมาถึง 270 ปี จนเกิดปฏิกิริยารักชาติครั้งใหญ่ขึ้นในรัชสมัยของซูสีไทเฮา และก่อให้เกิดการปฏิวัติใหญ่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน

….

ที่เขียนเล่ามา เพื่อฉายให้เห็นภาพกว้างว่า ฮอลันดาถูกสถานการณ์แวดล้อมหลาย ๆ อย่าง ทำให้สูญเสียรายได้และโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะเกาะไต้หวันถูกยึดกลับคืนไป

ที่สำคัญคือเมื่อเกาะไต้หวันตกอยู่ในการปกครองของแม่ทัพเจิ้งเจิงกง ซึ่งตั้งหลักปักฐานบนเกาะแห่งนี้ ก็ได้หันมาหารายได้ด้วยการทำการค้า โดยพักเรื่องสงครามอันบอบช้ำเอาไว้ก่อน

เจิ้งเจิงกงแห่งเกาะไต้หวัน หันมาทำการค้าโดยตรงกับกรุงศรีอยุธยา เพราะในอาณาเขตรอบ ๆ ทะเลจีนใต้จรดยาวไปถึงฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ในช่วงเวลานั้นมีเพียงกรุงศรีอยุธยาเท่านั้นที่เป็น “สถานีเมืองท่าโลก” แหล่งของการค้าและการแลกเปลี่ยนระหว่างซีกโลกตะวันออกกับซีกโลกตะวันตก

การที่ไต้หวันหันมาทำการค้าโดยตรงกับกรุงศรีอยุธยาโดยไม่ผ่านคนกลาง ทำให้บริษัท VOC ของฮอลันดา เกิดความไม่พอใจมากกว่าเดิม – ผสมกับเหตุการณ์ที่ฮอลันดาบุกค้นจับเรือสินค้าที่น่าสงสัย แล้วพบว่ามีเรือสินค้าของขุนนางอยุธยาแอบค้าขายหนังกวางกับญี่ปุ่น แต่ได้ชักธงชาติโปรตุเกสเอาไว้ตรงหัวเรือเพื่อปกปิดร่องรอยการกระทำผิด

ทำให้ฮอลันดาเดือดดาล จนเอาเรือรบมาปิดอ่าวไทย เพื่อไม่ให้เรืออยุธยาออกทะเลไปค้าขายกับจีนและญี่ปุ่น และไม่ให้เรือสินค้าจีนหรือญี่ปุ่นเข้ามาทำการค้าแลกเปลี่ยนกับอยุธยา

ด้านสมเด็จพระนารายณ์เมื่อเสร็จศึกจากการตีเชียงใหม่และพม่า ทรงทราบว่าอ่าวไทยถูกปิดจึงค่อนข้างวิตกยิ่งนัก เมื่อได้สอบสวนทวนความ เห็นว่าสาเหตุหนึ่งนั้นเกิดจากการที่ขุนนางของอยุธยาทำการค้าซะเอง พระองค์จึงได้ปลดออกญาพิชิต หรือนายอับดุล ราซัค หัวหน้ากลุ่มมุสลิมที่เคยช่วยเหลือพระองค์เมื่อคราวบุกชิงบัลลังก์ ออกจากตำแหน่งกรมท่าที่ดูแลการค้า

จากนัั้นทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งตัวแทนไปขอประนีประนอมกับทางบริษัท VOC (บริษัทอินเดียตะวันออกแห่งฮอลันดา) ซึ่งมีเรือรบปิดอ่าวไทยอยู่ ทางบริษัทฮอลันดาจึงถือโอกาสนี้เรียกร้องให้มีการเซ็นสัญญาระหว่างสยามกับบริษัท VOC ขึ้นมา

สมเด็จพระนารายณ์ตระหนักดีถึงกองกำลังรบทางเรือของสยามว่า ไม่มีความสามารถที่จะชนะฝ่ายฮอลันดาได้ถ้าคิดจะเปิดศึกทางทะเลเพื่อเปิดน่านน้ำอ่าวไทย พระองค์จึงยอมตกลงในสัญญาร่วมฉบับนั้น

สัญญาระหว่างกรุงศรีอยุธยากับบริษัท VOC ฮอลันดา ลงวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1664 (หรือ พ.ศ. 2207) อันมีสาระหลัก ๆ ในสัญญา ดังนี้

  1. ฮอลันดาสามารถทำการค้ากับสยามได้โดยเสรี ไม่มีข้อจำกัดในสินค้า (หมายถึงไม่มีการกีดกันว่าเป็นสินค้าชนิดใด แม้จะเป็นสินค้าต้องห้ามเฉพาะของกรุงศรีอยุธยาก็ตาม เช่น ช้าง งาช้าง ฯลฯ)
  2. การจะจัดส่งหนังกวางและหนังโคออกจากประเทศสยาม ให้เป็นการผูกขาดของบริษัทฮอลันดาเพียงผู้เดียว
  3. สยามต้องห้ามจ้างคนจีน คนญี่ปุ่น หรือคนญวน ให้มาทำงานในเรือสำเภาของอยุธยา ถ้าพบว่าบนเรือสำเภามีคนดังกล่าวอยู่ ฮอลันดาจะยึดเอาไว้เสีย
  4. และถ้าคนของบริษัทฮอลันดากระทำความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง กษัตริย์กรุงสยามไม่มีสิทธิพิจารณาพิพากษา ต้องส่งตัวให้หัวหน้าของบริษัทฮอลันดาลงโทษตามกฎหมายของฮอลันดา

ข้อที่ระบุว่า ห้ามสยามลงโทษคนที่กระทำผิดของฮอลันดา ต้องส่งตัวให้ฝ่ายฮอลันดาตัดสินพิจารณาเองเท่านั้น นับเป็นการ “เสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตครั้งแรก” ของสยาม

 (* เพียงแต่การเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและกฎหมาย ในคราวนั้นเกิดขึ้นไม่นาน พอหลังจากสมเด็จพระเพทราชาขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้มีการยกเลิกข้อตกลงกับชาวต่างชาติทั้งหมด

– การเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยจริง ๆ มีจุดเริ่มต้นจากสนธิสัญญาเบาริ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2398 ซึ่งยาวนานมาถึง 83 ปี กว่าไทยจะสามารถยกเลิกสนธิสัญญาต่าง ๆ กับหลาย ๆ ชาติได้หมดสิ้น ก็ในปี พ.ศ. 2481)

….

เหตุการณ์การปิดอ่าว จนเกิดการทำสัญญาระหว่างกรุงศรีอยุธยากับบริษัท VOC ของฮอลันดา ย่อมทำให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงตระหนักดีว่า ฮอลันดามีความดุดันที่จะมุ่งมั่นทำการค้ามากกว่าชาติโปรตุเกส ในเวลานั้นบริษัทฮอลันดาเป็นชาติเดียวที่ไม่สนใจเรื่องการเผยแพร่ศาสนาใด ๆ ในขณะที่ชาติโปรตุเกสยังมีกิจกรรมด้านการเผยแพร่ศาสนาควบคู่กับการค้าไปด้วย

ส่วนทางด้านอังกฤษ แม้จะเข้ามาทำการค้ากับกรุงศรีอยุธยาในระยะหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ไม่ประสบความสำเร็จทางการค้า อีกทั้งสถานีการค้าหลักของอังกฤษที่ตั้งขึ้นในประเทศอินเดีย (บริษัทอินเดียตะวันออกของบริเตน : British East India Company) ก็เกิดปัญหาการทุจริต ทำให้บทบาทการค้าของอังกฤษในกรุงศรีอยุธยาสู้ฮอลันดาไม่ได้

จังหวะเดียวกันนั้น ได้มีคณะมิชชันนารีของฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา ในวันที่ 22สิงหาคม ค.ศ. 1662 (พ.ศ. 2205) – หรือ 2 ปีก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์กองเรือฮอลันดาปิดอ่าวไทย – คณะมิชชันนารีของฝรั่งเศสที่เดินทางไปทั่วโลก โดยอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ประจวบกับชายหนุ่มชาวกรีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า คอนสแตนติน ฟอลคอล ได้เข้ามามีบทบาทในราชสำนักอยุธยาอย่างพอเหมาะพอเจาะ

แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์เพิ่งผ่านจากการเปลี่ยนราชบัลลังก์มาไม่นาน แล้วขึ้นไปปราบเมืองเชียงใหม่ จากนั้นเข้าตีพม่าเพื่อประกาศความเข้มแข็งของสยาม จนเกิดเหตุการค้าระหว่างสยามกับฮอลันดา ซึ่งล้วนแต่เป็นภารกิจที่ต้องแก้ปัญหาทั้งสิ้น

ทำให้ในปี พ.ศ. 2208 สมเด็จพระนารายณ์ทรงไปสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นที่ละโว้ (ลพบุรี) เพื่อใช้เป็นที่พักส่วนพระองค์ หลีกหนีจากความขัดแย้งแย่งชิงและความหวาดระแวงในราชธานีกรุงศรีอยุธยา

ถึงแม้นจะย้ายไปอยู่พระราชวังที่ละโว้ แต่เกมความขัดแย้งและการถ่วงดุลอำนาจ ก็เดินทางไปถึงโดยไม่อาจหลีกหนีหลบเลี่ยงไปได้

และได้ก่อเกิดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างสมเด็จพระนารายณ์กับฝรั่งเศส โดยมีคอนสแตนติน ฟอลคอล เป็นแกนกลางของเกมนี้

โปรดติดตามต่อ ในตอนที่ 8

….

ติดตามอ่าน ‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ครบทุกตอนได้ที่นี่

อ้างอิง :

[1] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ
[2] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
[3] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับ วลิต
[4] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 79 จดหมายเหตุวันวลิต – หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช 
[5] สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (ว.ช) ภูมิรัฐศาสตร์กับความมั่นคงของประเทศไทย
[6] กรมศิลปากร. เอกสารของฮอลันดา สมัยอยุธยา
[7] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร เล่ม 27 , เล่ม 34 , เล่ม 42
[8] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารไทยรบพม่า
[9] มิวเซียมไทยแลนด์. (Museum Thailand) อยุธยาในบันทึกของสเปน
[10] นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์
[11] ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
[12] สถาปัตย์ เชื้อมงคล. สยามประกาศสงครามกับอังกฤษ 
[13] อานนท์ จิตรประภาส. การค้าและการเมืองในสมเด็จพระนารายณ์
[14] ศิลปวัฒนธรรม. ฉากแรกสัมพันธ์อยุธยา-โปรตุเกส การรับทูตตะวันตกครั้งแรกในอยุธยา
[15] นันทา สุตกุล. (แปล) เอกสารฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยา
[16] ภาณุดา วงศ์พรหม. พลิกแผ่นดิน จากใต้เงาปีกมหาอำนาจสู่อิสรภาพของประเทศในเอเซีย
[17] วชิรญาณ. จดหมายเหตุฟอร์บัง.

]]>
‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ตอนที่ 6 https://www.luehistory.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-6/ Thu, 26 Oct 2023 21:51:19 +0000 https://www.luehistory.com/?p=22059

บทความโดย นายปฎิพล อภิญญาณกุล

เจ้าแสนสุรินทร์ไมตรี เป็นผู้ถือสารจากเจ้าเมืองเชียงใหม่มาให้กรุงศรีอยุธยารีบขึ้นไปช่วยเหลือเมืองเชียงใหม่ ครั้นพอสมเด็จพระนารายณ์และกองทัพยกไปได้เพียงครึ่งทาง เจ้าแสนสุรินทร์ไมตรีคนถือสารของเชียงใหม่แอบหนีหายไป

เมื่อส่งทหารสอดแนมไปดู จึงรู้ว่าเจ้าแสนสุรินทร์ไมตรีได้รับจดหมายลับจากเชียงใหม่ ให้กลับมาไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากอยุธยาอีกแล้ว เพราะทัพจีนฮ่อได้ถอยกลับไปแล้ว

“จีนฮ่อ” เรามักจะได้ยินคำนี้อยู่หลายครั้ง … เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดสงครามปราบฮ่อ – พอไปภาคเหนือ ขึ้นเขาไปจะพบหมู่บ้านจีนฮ่อ ทั้งเชียงใหม่และเชียงราย

จีนฮ่อ ในเอกสารหลายชิ้นบอกว่าเป็นจีนมุสลิมที่ลงมาจากประเทศจีน ถือว่าไม่ถูกต้องเลยทีเดียว เพราะคนจีนที่ลงมาอาศัยบนภูเขาในภาคเหนือของไทยนั้น มีทั้งมุสลิมและจีนยูนนาน .. ส่วนที่ขายขาหมูหมั่นโถวกันเต็มไปหมด ล้วนเป็นจีนจากยูนนาน ทั้งสิ้น

จีนฮ่อ เป็นแค่คำเรียกรวม ด้วยความไม่รู้ว่าคือจีนอะไร ? ในสมัยก่อนแมนจูก็ถือว่าจีน ชาวฮั่นก็ถือว่าจีน ชาวซินเจียงก็ถือว่าจีน

ดังนั้นจะขออธิบายพอสังเขป ไม่ลงลึกในเรื่องแผ่นดินจีนมากไป

จีนฮ่อ ที่ยกลงมาในคราวราว พ.ศ. 2203 จนทำให้เชียงใหม่ตกใจนั้น จนต้องมาขอกำลังจากสมเด็จพระนารายณ์นั้น ก็คือจีนจากกองทัพ “อู๋ซานกุ้ย” ซึ่งไล่ล่าการหลบหนีของ “จูโหย่วหวาง” หรือฮ่องเต้หย่งลี่ เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์หมิงที่หลงเหลือจากการโค่นล้มของชนชาติแมนจู

อู๋ซานกุ้ย ถูกสถานการณ์บีบให้ทรยศราชวงศ์หมิงเข้าด้วยกับพวกแมนจู และได้รับคำสั่งให้จับเอาเชื้อพระวงศ์หมิงที่หลบหนีนั้นกลับมา – ฮ่องเต้หย่งลี่ได้หลบหนีลงใต้มาเรื่อย ๆ จนถึงมณฑลยูนนานและเข้ามาอยู่ในเขตอังวะของพม่า กองทัพของอู๋ซานกุ้ยจึงไล่ตามมาเพื่อจะจับกลับไป 

ฝ่ายพม่าเมื่อเห็นทัพใหญ่จากจีน พระเจ้ากรุงอังวะจึงได้ดึงเอากำลังส่วนหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เพื่อไปรับศึกกับจีน และทำให้ทหารในเชียงใหม่มีน้อย เจ้าเมืองเชียงใหม่หวาดกลัวว่าทัพจีนจะรุกรบลงมาจนถึงเมืองเชียงใหม่ จึงได้แสดงตนเป็นพวก “ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย” ด้วยการรีบไปขอกำลังจากกรุงศรีอยุธยามาช่วยเหลือ

พอเจ้าเมืองเชียงใหม่ ทราบจากกรุงอังวะว่า กองทัพอู๋ซานกุ้ยได้ถอยกลับไป จึงรีบบอกให้นายแสนสุรินทร์ไมตรีผู้ถือสารขอความช่วยเหลือ แอบหนีกลับมา ทิ้งให้ทางกรุงศรีอยุธยาถูกหลอกให้เดินทัพอย่างเสียเที่ยว

นั้นคือจีนฮ่อ ที่ถูกเขียนเป็นคำเรียก อันหมายถึงทัพจีนของอู๋ซานกุ้ย

ส่วนจีนฮ่อที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 .. คือคนจีนที่เป็นพรรคพวกกบฏไท่ผิง หลบหนีจากปราบปรามในยุคราชวงศ์ชิง รัชสมัยของพระนางซูสีไทเฮา ซึ่งกลุ่มกบฏไท่ผิงเหล่านี้หลบนี้ผ่านเข้ามาทางเวียดนามและลาว เข้ามาก่อกวนที่ “เมืองสิบสองปันนา” และ “เมืองพวน” และ “เมืองหลวงพระบาง” – ซึ่งทั้งสามเมืองดังกล่าวเป็นอาณาเขตของฝ่ายไทย (ก่อนที่จะถูกฝรั่งเศส อ้างและยึดเอาไป)

ส่วนจีนฮ่อที่เราเรียกในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงรายนั้น ที่จริงคือจีนในมณฑลยูนนานที่มีอาณาเขตติดกับพม่า ลาว เวียดนาม ได้อพยพหนีภัยการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ของ เหมาเจ๋อตุง กับพรรคก๊กมินตั๋งของ เจียงไคเช็ค 

และเมื่อเจียงไคเช็คแพ้ให้กับเหมาเจ๋อตุง กองพลต่าง ๆ ที่หลงเหลือตกค้างของก๊กมินตั๋งจึงได้หนีข้ามมาอาศัยบนภูเขาทางภาคเหนือของไทยเพื่อตั้งรกรากชีวิตใหม่

นั่นคือเรื่องราวของจีนฮ่อซึ่งต่างเวลาต่างเรื่องราว แต่เอกสารต่าง ๆ มักจะเขียนเป็นคำรวมคำเดียว

….

เมื่อทัพสมเด็จพระนารายณ์ทรงทราบว่า ที่แท้กรุงศรีอยุธยาแค่ถูกหลอกให้มาช่วยเหลือ โดยที่เชียงใหม่ไม่มีความจริงใจมอบให้ต่อกัน พระองค์ทรงเคืองพระทัย ครั้นจะยกทัพตีเชียงใหม่ในฐานลวงล่อหลอกใช้ กำลังทัพของกรุงศรีอยุธยาที่ยกมาก็ยังไม่พร้อมหรือมีมากพอ พระองค์จึงได้ยกทัพเสด็จกลับไป

ถัดมาอีกปีหนึ่ง ชนชาวมอญที่ถูกพม่ากดขี่ข่มเหงได้ลุกฮือขึ้นจับเอา มังนันทมิตร (เป็นอาของพระเจ้าอังวะ) ที่คุมเมืองเมาะตะมะ ฆ่าทิ้งและเผาเมือง แล้วหลบหนีเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี เพื่อพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระนารายณ์จึงโปรดให้รับเอาไว้ดูแล และให้ไปตั้งบ้านเรือนชาวมอญอยู่ที่บ้านสามโคก (อยู่ในจังหวัดปทุมธานี)

พอปีถัดไป พ.ศ. 2205 ทางพม่าเกิดเรื่อง โดยพระเจ้าเมืองแปรได้เข้ามาสังหารพระเจ้าเมืองอังวะแล้วยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ คราวนี้เมืองเชียงใหม่ที่เคยขึ้นกับอังวะก็เคว้งคว้าง ไม่รู้จะเอายังไงดี จะขึ้นกับใครดี – สมเด็จพระนารายณ์เห็นว่านี้คือจังหวะโอกาสที่พม่ากำลังวุ่นวาย เหมาะแก่การจะตีเอาเชียงใหม่มาเป็นของกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่พระเจ้าเมืองแปรจะยกทัพบุกมาตีเอาเมืองเชียงใหม่ไปอีก

กองทัพอยุธยาจึงเดินทางขึ้นเหนือเป็นครั้งที่ 2 .. โดยสมเด็จพระนารายณ์ได้จัดกองกำลังไว้ถึง 40,000 คน ให้แม่ทัพหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กเป็นแม่ทัพใหญ่เป็นผู้คุมทัพ นั้นคือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เดินทัพหน้าล่วงไปก่อน สมเด็จพระนารายณ์จะออกศึกนำทัพหลวงอีกจำนวนกว่า 20,000 คน ตามไปเสริม

ทางด้านเมืองอยุธยาอันเป็นราชธานี ได้มอบหมายให้เพื่อนอีก 2 คน เฝ้ารักษาดูแล – เพื่อนทั้งสองคนนั้นคือ นายปาน (ต่อมาคือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี ปาน) และนายทองคำ (ต่อมาคือ พระเพทราชา) 

แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระนารายณ์มีความไว้วางใจต่อนายปานและนายทองคำ ให้ร่วมกันปกป้องราชบัลลังก์ ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์การแย่งชิงราชบัลลังก์ต่างเกิดจากคนใกล้ตัว ได้เกิดขึ้นติดต่อกันมาหลายสมัย คาวเลือดแห่งอำนาจยังไม่ทันจางหายไปจากความทรงจำของผู้คน

[* สาเหตุหลักที่สมเด็จพระนารายณ์ไว้ใจพระสหายทั้ง 3 คน เพราะเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงเป็นกษัตริย์ พระราชเทวี (ตำแหน่งมเหสีองค์หนึ่ง) ได้สิ้นพระชนม์ด้วยโรคฝีดาษ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงต้องหาคนมาดูแลพระราชโอรสที่ยังเด็ก

พระองค์นึกขึ้นได้ว่า มีญาติห่าง ๆ อยู่คนหนึ่ง เขามีภรรยาอยู่ 2 คน จึงได้เดินทางไปหาและพบว่าญาติได้เสียชีวิตไปแล้ว เหลือแต่ภรรยาม่ายทั้งสองคน คนหนึ่งชื่อว่า “บัว” อีกคนหนึ่ง “เปรม” สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงได้ให้มาเป็นแม่นมช่วยเลี้ยงพระโอรส

นางบัว กลายเป็นแม่นมเอก ซึ่งต่อมาได้รับการกล่าวขานชื่อว่า “เจ้าแม่วัดดุสิต” เป็นเพราะได้รับพระราชทานตำหนักให้ตั้งอยู่ริมวัดดุสิดาราม – นางบัวหรือเจ้าแม่วัดดุสิต มีบุตรชาย 2 คนและบุตรสาว 1 คน

บุตรชายคนโต ชื่อว่า เหล็ก (เจ้าพระยาโกษาธิบดี) , บุตรสาวคนที่ 2 ชื่อว่า แช่ม (ท้าวศรีจุฬาลักษณ์) , บุตรชายคนที่ 3 ชื่อว่า ปาน (เจ้าพระยาโกษาธิบดี)

ส่วนนางเปรม ได้เข้ามาอยู่ในวังพร้อมกับนางบัว มีบุตรชายคนหนึ่ง ชื่อว่า ทองคำ (ต่อมาคือ พระเพทราชา)

ทั้งเหล็ก ปาน ทองคำ และพระนารายณ์ เติบโตและเรียนหนังสือ เรียนวิชาการต่อสู้ ร่วมกันมาตั้งแต่เด็ก , พระนารายณ์ได้รับน้ำนมจากนางบัวผู้เป็นแม่นม เช่นเดียวกับลูกชายลูกสาวของนาง]

กองทัพของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เคลื่อนทัพออกจากกรุงศรีอยุธยา มุ่งตรงเข้าตีเอาเมืองลำปาง เมืองลำพูน พอไปถึงเชียงใหม่ก็ยังไม่เข้าตีทันที หยุดพักกองทัพให้หายเหนื่อย แล้วล้อมเชียงใหม่เพื่อรอทัพหลวง ระหว่างการรอเมื่อหายเหนื่อยก็เข้าตีเมืองเชียงใหม่เพื่อสร้างความฮึกเหิมให้กองทัพ และเขย่าความเสียขวัญให้กับคู่ต่อสู้

รอจนทัพหลวงของสมเด็จพระนารายณ์มาถึง จึงได้ตีเข้าพร้อม ๆ กันในทุกด้าน ไม่นานทัพเมืองเชียงใหม่ก็แตกพ่าย เจ้าเมืองเชียงใหม่ถูกจับ

สมเด็จพระนารายณ์ทรงประทับอยู่ที่เชียงใหม่ 15 วัน เพื่อจัดการการปกครองเสียใหม่ จากนั้นในขากลับได้อัญเชิญ “พระพุทธสิหิงค์” กลับลงมาที่กรุงศรีอยุธยา

ครั้นเสร็จสิ้นจากการตีเชียงใหม่ เป็นช่วงเวลาที่การเมืองภายในของพม่าก็ยังไม่นิ่ง สมเด็จพระนารายณ์จึงถือโอกาสที่ทหารกรุงศรีอยุธยายังสด มีรับสั่งให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เคลื่อนทัพบุกเข้าไปตีถึงเมืองตองอู เมืองแปร เพื่อเป็นการสั่งสอนหรือแสดงความสามารถของทหารกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น

การบุกตีพม่าของสมเด็จพระนารายณ์ ไม่ได้มุ่งหวังเอาชนะ เพราะกองกำลังที่ยกมาก็แค่หวังตีเพียงเมืองเชียงใหม่ให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจเท่านั้น .. ถ้าจะก่อสงครามกับพม่าจริง ๆ พระองค์ต้องยกทัพเสริมตามมาอีกจำนวนมาก – การเข้าไปตีพม่าแล้วกลับออกมาในครั้งนี้ เป็นเหมือนประกาศศักยภาพที่่เข้มแข็งของสยาม ทำให้พม่าไม่ได้เดินทัพมาเปิดศึกกับสยามอีกเลยหลายรัชสมัย จวบกระทั่งกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2

ในขณะที่สมเด็จพระนารายณ์ ทรงยุ่งอยู่กับสงครามภาคเหนือและตีพม่า เหตุการณ์ทางกรุงศรีอยุธยาก็เกิดเรื่องขึ้น โดยเรือของบริษัท VOC ฮอลันดาบุกเข้ายึดเรือสินค้าของกรุงศรีอยุธยา บริเวณทะเลจีนใต้แถวเกาะไหหลำ

เรือสินค้าอยุธยาลำที่ถูกยึดเป็นของนายอับดุล ราซัค หรือออกญาพิชิต โดยเรือดังกล่าวได้ชักธงชาติโปรตุเกสเพื่อทำการซื้อขายสินค้าจากจีนและญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่โปรตุเกสกับฮอลันดาต่างเป็นศัตรูกัน เมื่อฮอลันดาเห็นธงของเรือศัตรูวิ่งทับเส้นทางของตนจึงเข้าบุกจับ .. สุดท้ายที่แท้ก็เป็นเรือของขุนนางอยุธยาใช้ธงโปรตุเกส

ในเวลานั้นทั้งทางราชสำนักอยุธยาและทางขุนนางอยุธยาต่างมีเรือสำเภาสินค้าของตน ต่างคนต่างค้าขาย ราชสำนักใคร่ค้า-ค้า , ขุนนางใคร่ขาย-ขาย .. อะไรที่สามารถปกปิดฉ้อราษฎรบังหลวงได้ ก็ทำกันไป

ทั้งราชสำนักอยุธยาและขุนนางบางกลุ่มบางพวก ใช้ความได้เปรียบความเป็นเจ้าของแผ่นดินนำเอาสินค้าที่เป็นหนังกวางและฝางมาขายให้กับญี่ปุ่น ส่วนเครื่องเทศอื่น ๆ ก็ไปขายให้จีนเอง ทั้ง ๆ ที่บริษัท VOC ได้มีข้อตกลงผูกขาดการขายหนังกวางกับญี่ปุ่นเพียงเจ้าเดียวมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

เมื่อถูกเจ้าบ้านแย่งลูกค้า ฮอลันดาจึงไม่พอใจ ประจวบกับเหตุการณ์ทางฝั่งจีนและทางฝั่งเกาะไต้หวัน บีบคั้นให้ฮอลันดาไม่สามารถค้าขายได้ ความไม่พอใจในหลาย ๆ เรื่องถูกผสมผสานเข้ามา 

ทำให้ฮอลันดาประกาศยึดเอาเรือต่าง ๆ ในท้องทะเล และถึงขั้นปิดอ่าวไทย บีบสมเด็จพระนารายณ์ให้ทรงยอมเซ็นสัญญาข้อตกลง

โปรดติดตามในตอนที่ 7

….

ติดตามอ่าน ‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ครบทุกตอนได้ที่นี่

อ้างอิง :

[1] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ
[2] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
[3] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับ วลิต
[4] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 79 จดหมายเหตุวันวลิต – หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช 
[5] สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (ว.ช) ภูมิรัฐศาสตร์กับความมั่นคงของประเทศไทย
[6] กรมศิลปากร. เอกสารของฮอลันดา สมัยอยุธยา
[7] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร เล่ม 27 , เล่ม 34 , เล่ม 42
[8] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารไทยรบพม่า
[9] มิวเซียมไทยแลนด์. (Museum Thailand) อยุธยาในบันทึกของสเปน
[10] นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์
[11] ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
[12] สถาปัตย์ เชื้อมงคล. สยามประกาศสงครามกับอังกฤษ 
[13] อานนท์ จิตรประภาส. การค้าและการเมืองในสมเด็จพระนารายณ์
[14] ศิลปวัฒนธรรม. ฉากแรกสัมพันธ์อยุธยา-โปรตุเกส การรับทูตตะวันตกครั้งแรกในอยุธยา
[15] นันทา สุตกุล. (แปล) เอกสารฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยา
[16] ภาณุดา วงศ์พรหม. พลิกแผ่นดิน จากใต้เงาปีกมหาอำนาจสู่อิสรภาพของประเทศในเอเซีย
[17] วชิรญาณ. จดหมายเหตุฟอร์บัง

]]>
‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ตอนที่ 5 https://www.luehistory.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-5/ Sat, 21 Oct 2023 21:18:12 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21926

บทความโดย นายปฎิพล อภิญญาณกุล

ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ นั่นคือ การเตรียมก่อกบฏโดยพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ น้องชายต่างมารดาของสมเด็จพระนารายณ์

ครั้นต่อมา รุ่งเช้าสมเด็จพระนารายณ์เสด็จไปยังพระนครหลวง ทรงม้าต้นพระที่นั่งราชพาหะ ให้พระอินทราชาทรงม้าตัวหนึ่ง (พระอินทราชา เป็นอนุชาของพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ด้วยมีพระมารดาคนเดียวกัน) ให้พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ทรงม้าตัวหนึ่ง พวกเสนาบดีมนตรีขุนนาง เสด็จตามหน้าหลังซ้ายขวา 

สมเด็จพระนารายณ์ขี่ม้าออกไปกลางทุ่งกว้างหน้าพระตำหนักพระนคร ประหนึ่งเหมือนรีรออะไรบางอย่าง และประหนึ่งเหมือนพร้อมจะรับมือกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง

ในทางยุทธศาสตร์ ที่โล่งกว้าง ๆ เท่ากับการเปิดโอกาส เหมาะสำหรับการรุกหรือบุกเข้าชิงชัยได้ในทุกมุม ไม่มีทางให้ถอยหนี ในทางกลับกัน ที่โล่งกว้าง ๆ ก็เท่ากับปิดการถอยของตนเอง ไม่ให้มีช่องได้แอบซ่อน ถ้าการรุกรบนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ที่ทรงม้าตามเสด็จอยู่ด้านหลังก็ไม่มีปฎิกิริยาอันใด ข้ารับใช้ของพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ที่ตามมาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร ? พื้นที่อาจจะเหมาะแก่การรุก แต่ไม่เหมาะแก่การถอย .. ทุกอย่างคงต้องเลื่อนและรอไปอีกครั้ง

แต่ไม่มีครั้งที่ 3 อีกแล้ว !!

ในคืนนั้นมีการค้างแรมในพระราชวังพระนครหลวง มีคนเห็นพระไตรภูวนาทิตยวงศ์เข้าไปในห้องเพื่อพักผ่อน แล้วพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ได้ให้คนไปเรียกพระองค์ทองเข้ามา (พระองค์ทอง เป็นน้องชายอีกคนหนึ่งของพระไตรภูวนาทิตยวงศ์) แล้วให้พระองค์ทองนำเอาพระแสงหอก ออกไปซ่อน

ดึกดื่นคืนค่ำ พระไตรภูวนาทิตยวงศ์อาจจะกลัวถูกจับตาดูจึงไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร แต่ผู้ที่เคลื่อนไหวแทนก็คือพระองค์ทอง .. ค่ำคืนนั้น ก็มีเงาคนที่คอยเฝ้าสังเกต หลบไปรายงานกับสมเด็จพระนารายณ์

เช้าวันรุ่งขึ้น พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระองค์ทอง พระอินทราชา สามพี่น้อง ก็มาเข้าเฝ้าพร้อมกัน เหล่าข้าหลวงเสนาบดีต่างก็มาพร้อมเพียงเช่นเดียวกัน – แล้วสมเด็จพระนารายณ์จึงตรัสถามว่า เราจะกลับลงไปยังวังหน้า พวกท่านคิดว่าจะไปทางสถลมารคดี หรือไปทางชลมารคดี ถ้าไปทางชลมารคก็มีเรือพร้อม ไปทางสถลมารคก็มีช้างม้าพร้อมเช่นกัน

พระยาจักรีกราบทูลขึ้นว่า อันทางสถลมารคนั้น ถนนหนทางมีแต่โคลนและหลุมนัก ขอให้เสด็จโดยทางชลมารคจะดีกว่า สมเด็จพระนารายณ์จึงเห็นชอบด้วย พระยาจักรีได้กราบทูลอีกว่า มีโจทก์ได้เอาพระแสงไปฝังไว้ คงเพื่อการบางอย่างในการเสด็จกลับ ขอพระราชทานอนุญาตให้ขุดเอามาบัดนี้ – สมเด็จพระนารายณ์ตรัสว่าเอาเถิด

จากนั้นเจ้าหน้าที่พนักงานซึ่งได้มีการเตรียมการอยู่พร้อม จึงพากันตรงเข้าจับกุมพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระอินทราชา พระองค์ทอง ในข้อหาเตรียมก่อการกบฏ แต่สำหรับพระอินทราชานั้นสมเด็จพระนารายณ์ พิจารณาทรงยกโทษให้ เพราะมิได้เข้าด้วยกับพระไตรภูนาทิตยวงศ์

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น สมเด็จพระนารายณ์ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่ง มีเรือเสนาบดีมนตรีมุขหลายลำ ก็เข้าเป็นกระบวนโดยเสด็จตามทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง กลับไปยังวังหน้า หรือพระราชวังบวรสถานมงคล ที่ประทับของพระองค์

นับจากนั้น สถานะความเป็นพระมหากษัตริย์ของสมเด็จพระนารายณ์มีความมั่นคงยิ่งขึ้น แต่ขุนนางเก่ง ๆ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามถูกจับ ประหารหรือปลด หรือไล่ให้ไปเป็นไพร่เป็นทาส  ขุนนางสยามเก่าแก่ที่จะไว้ใจได้จึงมีน้อยลง 

นับว่ายังโชคดีที่สมเด็จพระนารายณ์ยังมีขุนนางหนุ่มเก่ง ๆ เข้ามาช่วยราชการ  พวกเขาเป็นทั้งขุนนางและเป็นทั้งเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก แถมยังเป็นลูกของแม่นมที่เลี้ยงพระองค์มาด้วย นั้นคือ นายเหล็ก นายปาน นายทองคำ

นายเหล็ก ต่อมาก็คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
นายปาน ต่อมาก็คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)
นายทองคำ ต่อมาก็คือ สมเด็จพระเพทราชา

เรื่องราวของบุคคลทั้งสาม ค่อยเขียนเล่าในคราวหลัง … เมื่อเรื่องราวดำเนินเรื่องไปถึง

หลังเสด็จสิ้นกบฏพระอนุชา กรุงศรีอยุธยาก็เว้นว่างจากเรื่องยุ่ง ๆ ไป 4 ปี จึงมุ่งแต่ทำการค้ากับต่างชาติเพื่อหารายได้เข้าพระคลัง ในขณะนั้นชาวดัตช์หรือชาวฮอลันดาได้กลายเป็นชนชาติที่มุ่งทำการค้าอย่างจริง ๆ 

ชนชาติโปรตุเกส ทำการค้าไปผนวกกับการเผยแพร่ศาสนาไป อีกทั้งได้เดินทางมาถึงดินแดนในแถบนี้ก่อนใคร จึงได้เปรียบทางการค้ากว่าทุกชาติ 

ฮอลันดา เดินทางมาถึงช้ากว่าโปรตุเกส แต่มุ่งทำการค้าอย่างเดียวโดยไม่คิดเผยแพร่ศาสนา เริ่มต้นก็เข้าไปทำสงครามยึดเอาเมืองต่าง ๆ ที่เกาะชวา เกาะสุมาตรา จากนั้นก็ตั้งสถานีการค้าขึ้นหลายแห่ง เริ่มที่เมืองบันทัม เมืองแอมบอยนา ติมอร์ และมากัสซาร์ ที่ต่างอยู่รอบ ๆ บริเวณอินโดนีเซีย  

เทียบช่วงเวลาให้ดูง่ายขึ้นก็คือ ฮอลันดาได้เข้ามายึดเอาเมืองรอบ ๆ อินโดนีเซีย เป็นเมืองท่า ตั้งแต่ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทำสงครามยึดเมืองท่าเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อยึดเมืองหนึ่งได้ก็ตั้งบริษัทขึ้นแห่งหนึ่ง พอยึดเมืองต่อไปก็ตั้งเป็นบริษัทอีกชื่อหนึ่ง

ต่อมาจึงรวบรวมเอาบริษัทการค้าต่าง ๆ ที่ได้ตั้งขึ้นในเมืองท่าหลายแห่งนั้น เข้ามารวมกันเป็นชื่อเดียวกัน คือ “บริษัทอินเดียตะวันออกแห่งฮอลันดา (Verenigde Oost-Indische Compagnie = ภาษาดัตช์ หรือชื่อย่อว่า VOC – หรือในภาษาอังกฤษคือ Dutch East India Company) – ซึ่งคนสยามเรียกกันในชื่อว่า “วิลันดา”

ชาววิลันดาหรือชาวฮอลันดา เข้ามาติดต่อกับอยุธยาในปลายสมัยสมเด็จพระนเรศวร แต่ในเวลานั้นคนสยามรู้จักเพียงแต่โปรตุเกส ทำการค้าแต่กลุ่มโปรตุเกส – พอถึงสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถจึงได้ติดต่อค้าขายกับฮอลันดากันอย่างเป็นจริงเป็นจัง

การค้าที่เริ่มต้นกับสยาม ฮอลันดาสู้โปรตุเกสไม่ได้ เพราะโปรตุเกสเข้ามาก่อน รู้จักสินค้าว่าจะหาอะไร ส่งไปไหน ติดต่อใคร อย่างไร – แต่ไม่นานนักฮอลันดาก็หาช่องว่างทางการตลาดได้ถูก คือได้ญี่ปุ่นเป็นตลาดสร้างรายได้ ด้วยการเอาหนังกวาง ฝาง จากอยุธยาไปส่งขายที่นั้น กลายเป็นสินค้าที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ

ญี่ปุ่นไม่ค้าขายกับชาติตะวันตกไม่ว่าจะชาติไหน ๆ .. ดูเหมือนจะปิดกั้นตัวเองไม่ให้ชาติฝรั่งเข้ามา เพราะล้วนแต่แอบแฝงด้วยการเผยแพร่ศาสนาทั้งสิ้น แต่ญี่ปุ่นเปิดทำการค้ากับฮอลันดา เนื่องด้วยฮอลันดาทำการค้าอย่างเดียว ไม่มีหมอสอนศาสนาเข้ามาตั้งโบสถ์ใด ๆ

สถานีการค้าของฮอลันดาที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยของ นายเยเรเมียส ฟาน ฟลีต ที่ได้เข้ามาทำงานตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และเขาได้เขียนบันทึกเหตุการณ์ที่พบเห็นไว้เป็นเอกสาร ซึ่งต่อมาเราเรียกกันว่า “จดหมายเหตุวันวลิต” อันมีเรื่องราวของสยามไว้ถึง 3 เล่ม

เยเรเมียส ฟาน ฟลีต  หรือวันวลิต เดินทางออกจากสยามประมาณ พ.ศ. 2185 เป็นช่วงเวลาก่อนสมเด็จพระนารายณ์ขึ้นครองราชย์ 14 ปี  

จากนั้นเอกสารเก่าแก่ของสยามที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือ .. “พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐนิติ” 

[พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ : มาจากที่ – พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ครั้งที่ยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ ได้พบต้นฉบับสมุดไทยเล่มหนึ่ง ที่บ้านราษฎรในจังหวัดเพชรบุรี หญิงชรากำลังจะนำไปเผา เมื่อเปิดดูเห็นเป็นบันทึกที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีรับสั่งให้ขุนนางเสนาบดีหรือผู้ที่ทำหน้าด้านอักษร เขียนเรียบเรียงบันทึกเหตุการณ์ขึ้น]

….

ฮอลันดาสามารถหากำไรจากการซื้อหนังกวางกรุงศรีอยุธยา แล้วส่งไปขายกับญี่ปุ่นอยู่ฝ่ายเดียว ในเวลานั้นผู้ดูแลกรมท่าขวา (ซึ่งเป็นกรมที่หารายได้เข้าพระคลังของกรุงศรีอยุธยา) มีนายอับดุล ราซัค เป็นหัวหน้ากลุ่มชาวอิหร่าน 

นายอับดุล ราซัค เป็นกลุ่มมุสลิมในสังกัดของสมเด็จพระนารายณ์ ได้รับยศเป็น “ออกญาพิชิต” เมื่อคราวช่วยเหลือสมเด็จพระนารายณ์ นำกองกำลังทหารอาสาเปอร์เซียบุกชิงบัลลังก์ในงานพิธีตะเซยัต 

ด้วยความเป็นคนที่เคยต่อสู้ร่วมกันมา อีกทั้งมีกลุ่มชาวเปอร์เซียเป็นแรงหนุน ที่สำคัญกว่าก็คือแขกชาวเปอร์เซียมีความเชี่ยวชาญในการทำการค้า และมีความสามารถในการเดินเรือได้ดี นายอับดุล ราซัค หรือออกญาพิชิตจึงได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ “กรมท่าขวา” เพื่อหารายได้เข้าท้องพระคลัง

 (* หน่วยงานที่ดูแลการค้าในสมัยอยุธยา จะมีกรมอยู่ 2 กรม คือ กรมท่าขวากับกรมท่าซ้าย

 – กรมท่าขวา ดูแลการค้าที่อยู่ทางทะเลด้านขวา ซึ่งเป็นเอเซียใต้ ประกอบด้วยประเทศอินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ ศรีลังกา จนมาถึงคาบสมุทรมลายู และหมู่เกาะอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอาหรับ กับมลายู ผู้ดูแลกรมนี้จึงเหมาะสมกับชนชาติชาวเปอร์เซีย

– กรมท่าซ้าย  ดูแลการค้าที่อยู่ฝั่งทะเลด้านซ้าย หรือทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หมู่เกาะริวกิว รวมถึงอาณานิคมที่ชาวฮอลันดายึดครองอยู่ในบริเวณอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ภาษาจีนในการสื่อสาร)

ออกญาพิชิต มองเห็นกำไรจากค้าหนังกวางกับญี่ปุ่นที่เป็นตลาดกำลังมาแรง จึงพยายามเข้าไปมีผลประโยชน์ทำการค้าด้วย ทั้ง ๆ ที่สินค้าหนังกวาง บริษัท VOC ของฮอลันดาได้ทำ “สัญญาผูกขาด” จัดหาแต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

สมเด็จพระนารายณ์ไม่ได้รู้เรื่องรายละเอียดในการค้า ด้วยเพราะได้มอบหมายให้เสนาบดีที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เป็นเวลาเดียวกันในขณะนั้น ทางกรุงศรีอยุธยาได้รับจดหมายจากเมืองเชียงใหม่ให้ไปช่วยโดยด่วน เนื้อความจดหมายบอกว่า จีนฮ่อจะลงมาตีเมืองเชียงใหม่

พ.ศ. 2203 – กองทัพกรุงศรีอยุธยาจึงเดินทัพขึ้นไปภาคเหนือ เพื่อหวังจะช่วยเชียงใหม่ .. ส่วนปัญหาความวุ่นวายทางการค้าในส่วนของราชสำนักอยุธยากับฮอลันดา สมเด็จพระนารายณ์คงไม่ทราบและคิดว่ามันเป็นปกติ – แต่เหตุการณ์มันไม่ใช่อย่างที่พระองค์คาดคิด

พักฉากเรื่อง ความขัดแย้งทางการค้าของฮอลันดากับของพระคลังการค้าไว้ก่อน .. เดี๋ยวค่อยกลับมาใหม่

ตอนนี้ตัดฉากมาที่ สงครามช่วยเชียงใหม่จากจีนฮ่อ ตามที่มีจดหมายข่าวแจ้งมากันก่อน

….

เมืองเชียงใหม่อยู่ในอำนาจของพม่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2101 เรื่อยมา มีเพียงในในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่พระองค์ได้ยกทัพขึ้นไปปลดเชียงใหม่ให้เป็นอิสระจากพม่า พอหลังรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรเพียงได้ไม่กี่ปี เชียงใหม่ก็ตกไปอยู่ในอำนาจของพม่าอีกเช่นเดิม 

 (* เชียงใหม่ตกอยู่ในอำนาจของพม่า มาตั้งแต่ พ.ศ. 2101 จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในปี พ.ศ. 2317  พระเจ้าตากสินทรงได้เสด็จขึ้นไปตีพม่าให้พ้นจากเชียงใหม่ จากการยึดครองมาถึง 216 ปี เมืองเชียงใหม่จึงเป็นอิสระอย่างแท้จริง)  

เมื่อพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่ ส่งข่าวเร็วมาบอกให้อยุธยาขึ้นไปช่วย เนื่องด้วยอาจจะถูก “จีนฮ่อ” มาล้อมตีเอาเมือง สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่า พม่าที่เป็นเมืองราชาธิราชของเชียงใหม่ในเวลานั้นคงไม่มีปัญญาช่วยเหลือ เป็นเพราะคงขัดแย้งเรื่องแย่งอำนาจกันอยู่ภายในก็ได้

ดังนั้นสมเด็จพระนารายณ์เห็นเป็นโอกาสดี ที่กรุงศรีอยุธยาจะได้แผ่อำนาจขึ้นไปทางเหนืออีกครั้ง และดึงเอาเชียงใหม่ออกมาเป็นอิสระ โดยเข้ารวมเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา 

4 ปีนับจากเริ่มครองราชย์  นี้คือศึกแรกที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงทำศึกสงครามเพื่อหวังขยายอำนาจของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

โปรดติดตามต่อ ในตอนที่ 6

ติดตามอ่าน ‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ครบทุกตอนได้ที่นี่

อ้างอิง :

[1] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ
[2] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
[3] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับ วลิต
[4] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 79 จดหมายเหตุวันวลิต – หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช 
[5] สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (ว.ช) ภูมิรัฐศาสตร์กับความมั่นคงของประเทศไทย
[6] กรมศิลปากร. เอกสารของฮอลันดา สมัยอยุธยา
[7] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร เล่ม 27 , เล่ม 34 , เล่ม 42
[8] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารไทยรบพม่า
[9] มิวเซียมไทยแลนด์. (Museum Thailand) อยุธยาในบันทึกของสเปน
[10] นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์
[11] ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
[12] สถาปัตย์ เชื้อมงคล. สยามประกาศสงครามกับอังกฤษ 
[13] อานนท์ จิตรประภาส. การค้าและการเมืองในสมเด็จพระนารายณ์
[14] ศิลปวัฒนธรรม. ฉากแรกสัมพันธ์อยุธยา-โปรตุเกส การรับทูตตะวันตกครั้งแรกในอยุธยา
[15] นันทา สุตกุล. (แปล) เอกสารฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยา
[16] ภาณุดา วงศ์พรหม. พลิกแผ่นดิน จากใต้เงาปีกมหาอำนาจสู่อิสรภาพของประเทศในเอเซีย
[17] วชิรญาณ. จดหมายเหตุฟอร์บัง

]]>
‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ตอนที่ 4 https://www.luehistory.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4/ Sat, 14 Oct 2023 21:10:14 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21796

บทความโดย นายปฎิพล อภิญญาณกุล

งาน “พิธีตะเซยัต” เป็นงานพิธีของมุสลิมนิกายชีอะห์ เวลานั้นมุสลิมนิกายชีอะห์เข้ามาอยู่ในอยุธยากันมาก หรือที่เรียกกันว่า แขกมัวร์ คือมุสลิมที่มาจากแถบเปอร์เซีย อาหรับ อินเดีย – บ้างมาค้าขายแลกเปลี่ยน บ้างมารับจ้างเดินเรือ และส่วนหนึ่งมาเป็นทหารกองอาสาให้กับกษัตริย์หรือเจ้านาย

พระนารายณ์ ทรงได้ทหารอาสาแขกมัวร์เป็นกองกำลังสำคัญไว้ในบังคับบัญชา นับเป็นจุดสำคัญในการชิงอำนาจครั้งนี้ เพราะถ้าเป็นทหารที่มาจากไพร่หลวง ข่าวการก่อการอาจรั่วไหลออกไป

อีกทั้งกำลังขุนนางและไพร่หลวงในระยะเปลี่ยนผ่านตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเรื่อยมา ล้วนอ่อนแอยากจะไว้วางใจ หลายครั้งที่เมื่อแสดงตนว่าอยู่ด้วยกับฝ่ายหนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็ทรยศหักหลังไปอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่ง จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กษัตริย์เมื่อขึ้นครองราชย์ ต้องขจัดขุนนางสองหน้าและไพร่หลวงสองราง ออกจากราชสำนัก เพื่อรักษาสถานะกษัตริย์ให้มั่นคง ทำให้ขุนนางเก่ง ๆ มีน้อยลง

ชาวเปอร์เซียที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาไม่แน่ชัดว่าเริ่มต้นตั้งแต่สมัยใด อาจจะเข้ามาในยุคแรกของการก่อตั้งสถาปนาเมืองอยุธยาเลยก็ได้ แต่ที่ปรากฏเป็นชื่อเสียงขึ้นก็เมื่อรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม คือ “เฉกอะหมัด” ผู้เป็นต้นสกุลบุนนาค – และพิธีตะเซยัต คงเกิดขึ้นบนแผ่นดินอยุธยาตามจำนวนชาวเปอร์เซียที่เข้ามากันเยอะ และมีมาอย่างต่อเนื่องโดยได้รับพระราชอนุญาติให้มีงานเฉลิมฉลองเป็นประเพณีเช่นนี้ทุกปี

งานครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้หัวหน้าชุมชนชาวมุสลิมไปขออนุญาตสำนักพระราชวังเหมือนทุก ๆ ปี ให้มีการเดินขบวนพิธีเฉลิมฉลอง โดยจุดสุดท้ายการจบของขบวนพิธีจะไปหยุดตรงหน้าพระราชวัง เพื่อส่งตัวแทนเข้าไปแสดงความเคารพต่อกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา

งานเริ่มเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตก หลังเวลาบ่ายโมงกว่า ๆ หรือบ่ายสองโมงกว่า ๆ – ขบวนพิธีแห่ออกจากสถานที่ตั้งไปตามถนน แขกมัวร์หรือคนเปอร์เซียทั้งที่เป็นทหารอาสา อิหม่าม พ่อค้า จนถึงประชาชนมุสลิมธรรมดา ต่างพากันมาร่วมขบวนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ปีหนึ่งมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าในขบวนพิธีมีกองทหารอาสาแขกในสังกัดของพระนารายณ์ร่วมขบวนไปด้วย

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ได้เขียนเหตุการณ์ในช่วงนี้ไว้ค่อนข้างยาว ขอคัดย่อและเรียบเรียงมาส่วนหนึ่งเพื่อให้เห็นภาพ

 “ในวันพฤหัสบดี เดือน 12 ขึ้น 10 ค่ำ เพลาชายแล้ว 5 นาฬิกาเศษ, สมเด็จบรมบพิตรพระเป็นเจ้า (พระนารายณ์) แต่งพระองค์สรัพ (สรัพ หมายถึง สรรพ = ความพร้อม) สำหรับการพิชัยยุทธ์ .. จึงทรงพระทักษิโณทกอธิฐาน (กรวดน้ำอธิฐาน) แล้วก็เสด็จช้างต้นพลายมงคลไอยรา ตรัสให้พระเทพเดชาเป็นกลางช้างพระที่นั่ง ให้พระอินทราชาผู้เป็นพระอนุชา ทรงช้างต้นพังกระพัดทอง ฯลฯ

ครั้งได้ศุภวารมหุดิฤกษ์เพลาอันประเสริฐ ก็เสด็จกรีธาพลพยุหยาตรา ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์ ให้พระยาเสนาภิมุข พระยาไชยาสุระ คุมยี่ปุ่น (ญี่ปุ่น) 40 คน มากราบถวายบังคมทูลขออาสาราชการ แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทางชีกุน (ชีกุน คือถนนและสะพาน จังหวัดอยุธยา) .. ฯลฯ”

จากข้อความพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ข้างต้น จะพบว่า นอกจากทหารอาสาแขกมัวร์ที่เดินทางล่วงหน้าไปพร้อมขบวนแห่พิธีตะเซยัต ในทัพของพระนารายณ์ยังมีกองทหารอาสาชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

….

ขบวนพิธีตะเซยัต เมื่อไปถึงหน้าพระราชวัง คนเปอร์เซียฝ่ายพระนารายณ์ก็แสดงตัวออกมา ด้วยการเข้าปิดล้อมบริเวณต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อรอทัพพระนารายณ์ที่เคลื่อนตามมาด้านหลัง

กองกำลังพระนารายณ์มาถึงก็เย็นย่ำค่ำลงแล้ว ฝ่ายสมเด็จพระศรีสุธรรมราชารู้ตัวว่าถูกล้อม ต่างฝ่ายต่างรบพุ่งกันตั้งแต่ค่ำจนรุ่งเช้า – พอสาย ๆ ของอีกวัน พระนารายณ์สั่งให้เอาปืนใหญ่ 3 กระบอก ตั้ง ณ ท้องสนาม ยิงเข้าไปในพระราชวังหลายนัด .. กระสุนตกลงคราใด ควันเพลิงโชยขึ้นข้างในครานั้น พระนารายณ์ทรงช้างต้นพระที่นั่ง สั่งแม่ทัพต่าง ๆ บุกเข้าไป

สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ทรงช้างออกมายืนอยู่หลังศาลาลูกขุน พระนารายณ์เห็นจึงขับช้างพระที่นั่งตรงไปหา ทหารอาสาฝ่ายพระนารายณ์ยิงปืนนกสับ ไปถูกพระพาหุสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราช (พาหุ = ต้นแขน)

ขณะเดียวกันทหารฝ่ายสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ก็ได้ยิงปืนนกสับสวนออกมา เฉียดพระบาทพระนารายณ์ – แล้วสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาจึงหันกลับเข้าไปข้างใน ไพร่พลแตกซ่านเซ็นหนีเข้าไปข้างในเช่นกัน

ทหารฝ่ายพระนารายณ์บุกค้นในรอบพระราชวัง พบว่าสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาทรงแอบอยู่ที่วังหลัง จึ่งถูกจับไปสำเร็จโทษ ณ โคกพระยา ตามราชประเพณี

สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ครองราชย์ได้เพียง 2 เดือน 20 วัน .. กรุงศรีอยุธยาผลัดเปลี่ยนพระมหากษัตริย์ใหม่อีกครั้ง ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนารายณ์

ยุคสมัยแห่งการท้าทายของสมเด็จพระนารายณ์ เริ่มต้นขึ้นแล้ว

พระองค์ครองราชย์เมื่อพระชมน์ 25 พรรษา นับว่าเป็นกษัตริย์หนุ่ม ครองราชย์ท่ามกลางความขัดแย้งของอำนาจขุนนางรุ่นกลาง ขุนนางรุ่นเก่า ที่ยังมีซ่อนอยู่เต็มราชสำนักกรุงศรีอยุธยา

ขุนนางหลายคน เคยเป็นข้าเก่าในรัชกาลก่อน, บางคนเคยได้รับบุญคุณจากขุนนางรุ่นก่อน ขุนนางข้าราชการหลายคนที่ทำราชการมานาน ต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันและหวังมีอำนาจเพื่อมารักษาหรือคุ้มครองผลประโยชน์ที่ตนมีนั้นไม่ให้หลุดหายไป

ขุนนางที่มีกำลังและบารมี กลายเป็นขุมอำนาจใหม่ขึ้นมาในระบบ ทำให้พระมหากษัตริย์ต้องระมัดระวัง จะปราบให้หมด ก็ไม่มีคนทำงานให้ – จะใช้งานคนเหล่านี้ ก็ต้องระมัดระวัง อย่าเปิดช่อง

การค้ากับต่างชาติต่างประเทศที่มีมาอย่างต่อเนื่องนับจากรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ก็พุ่งทะยานขึ้นสุดขีดในยุคนี้

การค้าย่อมมาพร้อมการแข่งขัน และการแข่งขันย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์

การแย่งชิงทางการค้าของโปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ ที่ต่างต้องการอภิสิทธิ์ข้อยกเว้น และขอผูกขาดสินค้าแต่เพียงชาติเดียว กดดันให้อยุธยาต้องวางตัววางระเบียบการค้าให้ถูก แถมผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งแขก ลาว เขมร จีน ญี่ปุ่น พากันอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามา ด้วยต่างมีจุดมุ่งหมายขุดทองบนแผ่นดินทองแห่งนี้

เรื่องราวสมัยสมเด็จพระนารายณ์เป็นเรื่องราวคลาสสิค มีเสน่ห์และมีแง่มุมมากมายให้ผู้คนค้นหา จนสามารถผสมจินตนาการลงไปในช่องว่างของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ทำให้ยุคสมัยพระนารายณ์สามารถหยิบมาแต่งเขียนเป็นนิยายได้มากมาย

….

สมเด็จพระนารายณ์ขึ้นครองราชย์ได้แค่ 2 เดือน ก็มีกบฏเกิดขึ้น เป็นกบฏน้องชายต่างมารดา

อำแดงแก่น (อำแดง เป็นคำนามเรียกแทนผู้หญิง : แก่น เป็นชื่อ) ซึ่งเป็นข้ารับใช้พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ได้ยุยงและโกหกสร้างเรื่องให้พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ฟังว่า .. ได้ยินข้าหลวงที่อยู่ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์พูดกันว่า ตอนศึกรบกับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาเมื่อเดือนก่อน พวกเขาเห็นพระไตรภูวนาทิตยวงศ์เข้าช่วยพระศรีสุธรรมราชารบพุ่งกับฝ่ายนี้ ต่อเมื่อพระศรีสุธรรมราชามีแววพ่ายแพ้ปราชัย จึงหันมาเข้าด้วยกับสมเด็จพระนารายณ์

ข้ารับใช้กล่าวประมาณว่า ทางฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์อาจจะระแวงสงสัย ควรที่พระไตรภูวนาทิตยวงศ์จงเตรียมพร้อม (* พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเช่นเดียวกับพระนารายณ์, พระมารดาของพระนารายณ์มีตำแหน่งพระมเหสี ส่วนพระมารดาของพระไตยภูวนาทิตยวงศ์มีตำแหน่งพระสนมเอก .. พ่อเดียวกัน แต่คนละแม่)

พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “วังหลัง” จากสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อจบศึกชิงบัลลังก์ที่ผ่านมา วังหลังมีอำนาจรองจากวังหน้า ก็คือสมเด็จพระนารายณ์ [ตลอดรัชกาลของพระนารายณ์ไม่ปรากฏการแต่งตั้งวังหน้าขึ้น พระองค์เป็นทั้งกษัตริย์และเป็นทั้งวังหน้า]

เกือบทุกค่ำคืน ณ วังหลัง มักจะมีการเคลื่อนไหว มีการนัดแนะขุนนางต่าง ๆ มาพูดคุยหารือและได้สะสมกำลังคนเอาไว้ .. ความเคลื่อนไหวเช่นนี้มิอาจรอดหูตาของฝ่ายเฝ้าจับจ้อง ข้าหลวงได้นำมาทูลให้สมเด็จพระนารายณ์ได้ทราบ แต่พระองค์ไม่ทรงกระทำการใดลงไปก่อนจะแน่ชัด เพียงสั่งให้ข้าหลวงไปฟังข่าวให้แม่นมั่น และทรงแนะนำว่าให้ข้าหลวงทำอุบายหันไปเข้าด้วยกับพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ เพื่อเป็นสายลับ

ผ่านไประยะหนึ่ง พระยาจักรีและพระยาคลัง ก็ได้มากราบบังคมทูลว่า สืบทราบพระไตรภูวนาทิตยวงศ์คิดร้ายเป็นแน่ อันสอดคล้องกับมหาดเล็กได้ไปสืบมาก่อนหน้า สมเด็จพระนารายณ์ทรงเสียพระทัยเมื่อทราบข่าวเช่นนี้ ทรงดำริว่าองค์พระไตรภูวนาทิตยวงศ์เป็นอนุชาที่เราไว้พระทัยสนิทเสน่หานัก

การข่าวคาดคะเนถึงแผนการว่า จะมีการลงมือกับสมเด็จพระนารายณ์ในงาน “พระราชพิธีตรียัมปวาย” ที่จะมาถึง

สมเด็จพระนารายณ์เคยใช้โอกาสในงานพิธีตะเซยัตของมุสลิม ลงมือกับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา / หรือพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะใช้แผนลงมือในลักษณะเดียวกัน ด้วยใช้โอกาสงานพระราชพิธีตรียัมปวาย ซึ่งกษัตริย์ต้องไปร่วมงานทุกปี

 (* พิธีตรียัมปวาย เป็นพิธีกรรมของพราหมณ์-ฮินดู หรือเรียกกันอีกชื่อว่า พิธีโล้ชิงช้า เป็นพิธีที่เปิดรับให้พระอิศวรเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ 10 วัน โดยตั้งเสาสูงขึ้นมาสองเสา ผูกเชือกแขวนแผ่นไม้กระดานตรงกลาง แล้วให้พราหมณ์ 4 คน ขึ้นนั่งบนแผ่นไม้กระดานโล้ชิงช้า)

แม้นสมเด็จพระนารายณ์ทราบข่าวล่วงหน้า แต่พระองค์ก็ตัดสินใจเสด็จไปงานพิธีตรียัมปวายในค่ำคืนนั้น ทรงช้างต้นพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ ประดับด้วยเครื่องราโชปโภคทั้งปวง แลท้าวพระยาเสนาบดีทั้งหลายแห่ซ้ายขวาหน้าหลัง และมีพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็ขึ้นช้างตามมาด้วย

สมเด็จพระนารายณ์เสด็จออกจากพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ข้ามสะพานช้างไปทางถนนชีกุน [สมเด็จพระนารายณ์แม้นจะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ก็ไม่ยอมย้ายไปอยู่ในพระราชวังหลวง ยังคงอยู่วังหน้าเหมือนครั้งที่เคยอยู่มาก่อน ดูเหมือนพระองค์ทรงไม่ไว้ใจสถานที่อันเป็นพระราชวังหลวง พระองค์วางใจข้าเก่าในวังหน้ามากกว่า]

เมื่อขบวนเสด็จข้ามสะพานช้าง สมเด็จพระนารายณ์ทรงแอบเห็นมีคนซุ่มกายอยู่แถวนั้น ล้วนถือปืนนกสับอยู่ข้างสะพาน จึงส่งข้าหลวงไปสืบถามว่าพวกเขามาจากหน่วยไหน 

คนเหล่านั้นบอกเป็นคนของวังหลัง (วังหลัง หมายถึงพระไตรภูวนาทิตย์วงศ์) สมเด็จพระนารายณ์ก็ไม่ได้ตรัสหรือมีพระราชโองการอะไรออกไป พระองค์เสด็จไปถึงเทวสถานของพราหมณ์ ร่วมงานจนเสด็จพิธี แล้วจึงเสด็จกลับมาพระราชวังบวรสถานมงคลอันเป็นที่พัก .. ด้านพระไตรภูวนาทิตย์วงศ์ ก็แยกย้ายกลับไปยังวังหลัง

ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น หรือมันเป็นแค่ข่าวลือ ? หรือยังไม่มีโอกาส ? หรือพระไตรภูวนาทิตย์วงศ์ยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ ในแผนการ ?

* การลงมือทำการใหญ่ต้องรอบคอบและต้องมั่นใจ – เดิมหมากพลาดหมากเดียว อาจล้มทั้งกระดาน

ดูเหมือนพระไตรภูวนาทิตย์วงศ์ ทรงไม่รู้ตัวว่า สมเด็จพระนารายณ์ระแคะระคายบ้างแล้ว หรือพระไตรภูวนาทิตย์วงศ์รู้ว่ากษัตริย์รู้ แต่คิดว่าสามารถเสี่ยงดำเนินการลงมือประสบผลสำเร็จได้

โอกาสครั้งที่ 1 ผ่านไป ประหนึ่งการลองเชิงระหว่างพี่กับน้อง ต่างคนต่างเงียบ .. ผู้น้องพระไตรภูวนาทิตย์วงศ์ ย่อมต้องเฝ้ารอคอยโอกาสที่ดี .. ส่วนผู้เป็นพี่สมเด็จพระนารายณ์ ทรงเห็นว่าควรเปิดโอกาสครั้งที่ 2 ให้คนเป็นน้องได้ลงมืออีกครั้ง

โอกาสครั้งที่ 2 นี้ สมเด็จพระนารายณ์จะทรงขี่ม้าไปกลางทุ่งพระนครหลวง โดยจะชักชวนพระไตรภูวนาทิตย์วงศ์ไปด้วย ทุ่งพระนครหลวงที่โล่ง ๆ เช่นนี้ คงเหมาะแก่การสัประยุทธ์

โปรดติดตามต่อในตอนที่ 5

ติดตามอ่าน ‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ครบทุกตอนได้ที่นี่

อ้างอิง :

[1] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์
[2] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
[3] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับ วลิต
[4] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 79 จดหมายเหตุวันวลิต – หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช 
[5] สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (ว.ช) ภูมิรัฐศาสตร์กับความมั่นคงของประเทศไทย
[6] กรมศิลปากร. เอกสารของฮอลันดา สมัยอยุธยา
[7] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร เล่ม 27 , เล่ม 34 , เล่ม 42
[8] กรมศิลปากร. พระราชพิธีตรียัมปวาย
[9] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารไทยรบพม่า
[10] มิวเซียมไทยแลนด์. (Museum Thailand) อยุธยาในบันทึกของสเปน
[11] นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์
[12] ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
[13] สถาปัตย์ เชื้อมงคล. สยามประกาศสงครามกับอังกฤษ 
[14] อานนท์ จิตรประภาส. การค้าและการเมืองในสมเด็จพระนารายณ์
[15] ศิลปวัฒนธรรม. ฉากแรกสัมพันธ์อยุธยา-โปรตุเกส การรับทูตตะวันตกครั้งแรกในอยุธยา
[16] นันทา สุตกุล. (แปล) เอกสารฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยา
[17] ภาณุดา วงศ์พรหม. พลิกแผ่นดิน จากใต้เงาปีกมหาอำนาจสู่อิสรภาพของประเทศในเอเซีย
[18] วชิรญาณ. จดหมายเหตุฟอร์บัง

]]>
‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ตอนที่ 3 https://www.luehistory.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3/ Sat, 07 Oct 2023 21:40:30 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21657

บทความโดย นายปฎิพล อภิญญาณกุล

สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ครองราชย์มาได้ 25 ปี ช่วงระหว่างตลอดการครองราชย์ก็ได้บั่นทอนกำลังของกลุ่มขุนนางข้าราชการฝ่ายปกครอง ไม่ให้มีอำนาจสะสมจนสามารถก่อการแข็งข้อได้ ซึ่งพระองค์มีมเหสีหลายองค์และมีพระราชโอรสหลายองค์

กษัตริย์สมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ชนชาติใด ล้วนแต่มีมเหสีหลายองค์ โดยมีการตัั้งตำแหน่งขึ้นมาเพื่อบอกถึงลำดับขั้นความสำคัญของมเหสี เช่น พระราชชายา อัครมเหสี พระมเหสี พระชายา พระสนมเอก ฯลฯ ถ้าเป็นประเทศจีนสมัยฮ่องเต้ราชวงศ์ ภรรยาฮ่องเต้ก็มีชื่อตำแหน่งเป็น ฮองเฮา หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย เฟย ผิน ฯลฯ

ในอยุธยาสมัยก่อนนั้นยังไม่มีระเบียบหรือกฎหมายเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติอย่างชัดเจน ดังนั้นจะใช้ยศตำแหน่งเป็นตัวกำหนดความสำคัญหรือระดับของบุคคล / ลูกชาย ลูกสาว หรือพระราชโอรส พระราชธิดา ที่เกิดจากภรรยาระดับพระราชชายา หรือ อัครมเหสี จะมียศ “เจ้าฟ้า” เป็นคำนำหน้า ส่วนลูกที่เกิดจากภรรยาระดับชั้นรองลงมาจะมียศเป็น “พระ” เท่านั้น เช่น เจ้าฟ้าไชย เป็นพระราชโอรสของแม่ที่มาจากตำแหน่งพระราชชายา , พระนารายณ์ราชกุมาร พระราชกัลยาณี เป็นพระโอรสของแม่ที่มาจากตำแหน่งพระมเหสี

ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพระประชวรหนัก พระองค์ไม่ได้ตัดสินใจมอบราชสมบัติให้ใคร เจ้าฟ้าไชยซึ่งถือสิทธิ์การเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ และยังได้ “พระแสงขรรค์ชัยศรี” อยู่ในครอบครอง จึงถือเป็นสิทธิ์ขาดต่อราชสมบัตินั้น / อันการสืบราชสมบัติที่ผ่าน ๆ มา บางครั้งก็ตกแก่น้องชาย บางครั้งก็ตกแก่ลูกชาย แสดงให้เห็นว่าทั้งน้องชายกษัตริย์ และทั้งลูกชายโดยตรงหรือโดยอ้อมของกษัตริย์ ล้วนแต่มีสิทธิทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับใครจะกุมราชสำนักส่วนใหญ่หรือทั้งหมดไว้ได้ดีกว่ากัน

เดี๋ยวก่อนจะไปต่อในเรื่องราวถัดไป พอเขียนมาถึง “พระแสงขรรค์ชัยศรี” จึงชวนให้น่าสนใจเพิ่มเติม

พระแสงขรรค์ชัยศรี คือ 1 ใน 5 ของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อันเป็นเครื่องใช้สำหรับพระบรมราชาภิเษกเพื่อแสดงความเป็นพระราชาธิบดี เครื่องราชกกุธภัณฑ์มีอยู่ 5 อย่างคือ พระพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ศรีชัย ธารพระกร วาลวิชนี และฉลองพระบาทเชิงงอน แต่ในที่นี้จะขอเขียนถึงเฉพาะ พระแสงขรรค์ชัยศรี อย่างเดียว

* (พระแสงขรรค์ชัยศรีในสมัยอยุธยาที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระบรมราชาภิเษก “ไม่ใช่” พระแสงขรรค์ชัยศรีที่ราชวงศ์จักรีกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 110 ทรงใช้ประกอบพระราชพิธี)

“พระแสงขรรค์ชัยศรี” ปรากฎความขึ้นในจารึกวัดศรีชุม หรือจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 เขียนบอกว่า เจ้าเมืองยโสธรปุระของขอม ซึ่งเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ยกลูกสาวที่ชื่อนางสุขรมหาเทวี พร้อมกับขันชัยศรีให้แก่พ่อขุนผาเมือง มีการสันนิฐานว่า พ่อขุนผาเมืองได้นำเอาพระขรรค์ชัยศรีเล่มนั้นเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในช่วงที่กำลังเริ่มต้นสถาปนาเมืองอยุธยาขึ้นมาใหม่ บ้างก็ว่าพ่อขุนผาเมืองเดินทางมายังละโว้ (ลพบุรี) และพระเจ้าอู่ทองที่สถาปนากรุงศรีอยุธยา เดิมก็คือคนละโว้แต่ไปสร้างอยุธยาแยกออกไปต่างหาก บ้างก็ว่าพ่อขุนผาเมืองคือคน ๆ เดียวกับพระเจ้าอู่ทอง .. แต่โดยรวมแล้วชนเผ่าสุโขทัย ละโว้ อยุธยา มีความเกี่ยวพันและอาจจะเกี่ยวดองกันในเครือญาติ

พระแสงขรรค์ชัยศรี เมื่อมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นหนึ่งในตัวแทนสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกรุงศรีอยุธยานับตั้งแต่นั้นมา – จนกระทั่งหลังสมัยพระเจ้าท้ายสระ (สมเด็จพระสรรเพชญที่ 9) ได้เกิดการชิงราชบัลลังก์กันวุ่นวายระหว่างน้องชายกษัตริย์ กับลูกกษัตริย์ หรือภาษาชาวบ้านคืออากับหลานทำศึกสงครามแย่งชิงกัน ฝ่ายหลานแอบเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพิธีพระราชาภิเษกหลบหนีไป เพื่อขัดขวางไม่ให้อาได้พระบรมราชาภิเษกเป็นกษัตริย์

เจ้าฟ้าพร ผู้เป็นอาจำขึ้นเป็นกษัตริย์โดยไม่มีเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพิธี .. เจ้าฟ้านเรนทร ผู้เป็นหลานหอบหิ้วเครื่องราชกกุธภัณฑ์ลงเรือหนีไป .. โชคร้ายที่เรือล่ม ทำเอาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตั้งแต่ตั้งกรุงศรีอยุธยาหายไปหมด

 ครั้งต่อมาไม่นานก็เกิดศึกใหญ่พม่า กรุงศรีอยุธยาแตกเป็นครั้งที่ 2 ทำให้ทรัพย์สมบัติมีค่าสูญหาย ทองคำตามยอดเจดีย์ถูกเผาหลอมละลาย ขนใส่เกวียนบรรทุกกลับพม่าไป หลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือหนังสือตำราบันทึกต่าง ๆ มอดไหม้ไปกับเปลวไฟ

พอถึงสมัยสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงพยายามรื้อฟื้นสมบัติเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาขึ้นมา รวมถึงศิลปะตำรับตำราเก่า ๆ รวม ๆ ข้อมูลต่าง ๆ เท่าที่พบเท่าที่ค้นหาหรือจดจำกันได้ มาเขียนเรียบเรียงใหม่ขึ้น เพื่อตกทอดเป็นมรดกให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้

กรุงรัตนโกสินทร์ผ่านไป 2 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีความคิดที่จะสร้างพระแสงขรรค์ชัยศรี ขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในพระราชพิธีราชาภิเษกในครั้งที่ 2

* (พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2 ครั้ง – ครั้งแรกเมื่อคราวตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2325 เป็นพิธีเพียงแค่สังเขป , ครั้งที่ 2 คือในปี พ.ศ. 2328 เมื่อได้สร้างพระราชมณเฑียร เพื่อใช้ในการทำพิธีพระบรมราชาภิเษกเสร็จ)

แต่แล้วในช่วงเวลานั้น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) [ซึ่งเป็นต้นตระกูล อภัยวงศ์] ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการดูแลเมืองพระตะบองและเมืองเสียมราฐ ได้เข้าเฝ้าเอาพระแสงขรรค์ชัยศรี ที่มีอายุกว่า 1,000 ปี มาถวาย นับเป็นจังหวะอันมหัศจรรย์

เมื่อสืบย้อนอดีตของพระแสงขรรค์ชัยศรี เล่มใหม่ที่รัชกาลที่ 1 ได้รับ ความว่า เป็นพระแสงขรรค์ชัยศรีที่ถูกสร้างอยู่ในยุคสมัยของ พระเจ้าประทุมสุริย์วงษ์ ซึ่งเป็นกษัตริย์ในตำนานแห่งนครวัด นครธม ราชอาณาจักรขอม อันเป็นยุคสมัยเดียวกับพระร่วง

ทั้งหมดเป็นตำนานที่เล่าขานบันทึก ยังไม่มีนักประวัติศาสตร์โบราณคดีคนใดยืนยันชี้ชัดเรื่องพระเจ้าประทุมสุริย์วงษ์ และเรื่องพระร่วงส่วยน้ำลงไปอย่างชัดเจนได้

การเปลี่ยนแปลงและการสงครามต่าง ๆ ของแต่ละยุคสมัย ทำให้พระแสงขรรค์ชัยศรีเล่มยุคสมัยขอมนี้หายไป แล้วมีชาวประมงหาปลาในทะเลสาบเสียมราฐ (หรือเรียกอีกชื่อว่า โตนเลสาป) ทอดแหติดมันขึ้นมา จึงนำมามอบให้กับเจ้าเมือง

พระแสงขรรค์ชัยศรีที่พบอยู่ในสภาพดี ไม่มีผุกร่อน นับเป็นสิ่งอัศจรรย์ใจยิ่งนัก .. สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้เชิญพระแสงขรรค์ชัยศรีเข้ามาไว้ในพระบรมมหาราชวัง .. ระหว่างทางที่พระแสงขรรค์ชัยศรีผ่านประตู ได้ปรากฏท้องฟ้าครึ้ม ฝนตกหนัก มีพายุ และเกิดอสุนีบาตลงมาที่ศาลาลูกขุน

ประตูที่เชิญพระแสงขรรค์ชัยศรีผ่าน มีประตูชั้นนอกและประตูชั้่นใน / ประตูชั้นนอกถูกตั้งนามว่า ประตูวิเศษไชยศรี ส่วนประตูชั้นในมีนามว่า ประตูพิมานไชยศรี

ครั้นต่อมา สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงได้ให้ช่างทำด้ามพระขรรค์หุ้มด้วยทองคำ ลงยาลวดลายเทพพนม และใช้สืบต่อกันมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

กลับมายังเหตุการณ์ในสมัยอยุธยากันต่อ…

พระขรรค์ชัยศรี อันเป็นศาสตราวุธแสงความเป็นพระราชาธิบดีอยู่ในมือของเจ้าฟ้าไชย พร้อมกับฐานันดรยศเจ้าฟ้าและเป็นพระราชโอรสองค์โต .. เจ้าฟ้าไชยจึงขึ้นครองราชย์ได้พระนามว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าไชย” แต่อยู่ได้เพียงประมาณ 9 เดือนเท่านั้น ถูกพระเจ้าอาคือพระศรีสุธรรมราชา กับพระอนุชาที่เป็นลูกคนละแม่คือพระนารายณ์ ร่วมกันชิงราชบัลลังก์

สถานการณ์ตอนปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง วิเคราะห์กันว่าอาจจะเกิดเป็นกลุ่มกำลังกัน 23 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือกลุ่มเจ้าฟ้าไชย กลุ่มพระศรีสุธรรมราชา อีกกลุ่มเป็นของพระนารายณ์

อย่างที่ได้เขียนไป ตอนนั้นกฎหมายการสืบราชบัลลังก์สมัยอยุธยาก็ไม่ชัดเจน ลูกคนไหนจะเป็นก็ได้ น้องชายจะเป็นก็ได้ ไม่มีหลักเกณฑ์กำหนดออกมา ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดจะกุมสภาพราชสำนักได้

เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าไชยขึ้นเป็นกษัตริย์ คงจะเริ่มขจัดอำนาจฝ่ายตรงกันข้ามจนเกิดบาดหมางต่อกัน หรืออาจเกิดจากการขัดผลประโยชน์อะไรบางอย่าง พระนารายณ์จึงร่วมมือกับพระศรีสุธรรมราชา [พระปิตุลา-อา] ชิงราชบัลลังก์ กุมเอาสมเด็จเจ้าฟ้าไชยไปสำเร็จโทษ ณ วัดโคกพระยา แล้วพระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองแผ่นดินเป็นกษัตริย์แทน

สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา เป็นคนอ่อนแอแถมยังมีนิสัยกักขฬะ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วแทนที่จะเป็นผู้ปกครองควบคุมขุนนาง กลับกลายว่าพระองค์เป็นลูกไล่ของขุนนางที่มีอำนาจ

เอกสารของชาวฮอลันดาบันทึกให้เห็นว่า ขุนนางที่มีอำนาจคือออกญาจักรี – ออกญาจักรีได้ทำลายล้างพรรคพวกของสมเด็จเจ้าฟ้าไชย เพื่อไม่ให้กลับมาแก้แค้น จนเกิดการกระทบกระทั่งกับขุนนางฝ่ายของพระนารายณ์ ที่ดำรงตำแหน่งเป็นพระมหาอุปราช

เสือสองตัวไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกัน – ไม่นานขุนนางฝ่ายพระนารายณ์ถูกลอบสังหารและปล้นสะดม พระนารายณ์นับเป็นขุมกำลังเดียวที่เหลืออยู่ในเวลานั้น และยังเป็นขุมกำลังหลักแย่งชิงบัลลังก์สมเด็จเจ้าฟ้าไชย มาให้พระเจ้าอาศรีสุธรรมราชา ดังนั้นจึงมิอาจไม่กำจัด

สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา อายุมากแล้วคงอยู่ได้ไม่นาน พระองค์นั้นไม่มีพระราชโอรส (ไม่แน่ใจว่ามีพระราชธิดาหรือไม่) ออกญาจักรีเสนาบดีคนสนิท แอบคาดหวังว่าตนเองต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป จึงมีการวางแผนจะจับกุมพระนารายณ์ที่เป็นพระมหาอุปราช อันเป็นขวากหนามใหญ่ที่ต้องตัดให้สิ้นเสียก่อน

ข้อมูลอีกด้านหนึ่งบอกว่า สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา เป็นคนมักมากมาตั้งแต่ยังหนุ่มจนแก่ชรา เมื่อเป็นกษัตริย์จึงเกิดความใจกล้าต้องการพระราชกัลยาณี ผู้มีศักดิ์เป็นพระขนิษฐา (น้องสาว) ของพระนารายณ์ ซึ่งมีรูปโฉมงดงาม สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา จึงสั่งให้ขึ้นไปหาพระองค์โดยหวังจะร่วมสังวาสด้วย พระราชกัลยาณีตกใจหนีออกจากพระตำหนัก วิ่งไปหาพระนม (แม่นม)พระนมบอกให้ไปแอบในตู้พระสมุด (หนังสือ) แล้วสั่งบ่าวไพร่ยกตู้ออกไป ทำเหมือนกับกำลังขนย้ายสิ่งของ เพื่อหลบเลี่ยงสายตาคนอื่น ตู้หนังสือถูกยกตรงมาที่พระราชวังบวรสถานมงคล หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า “วังหน้า” อันเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช คือพระนารายณ์

* (เพิ่มเติมเกร็ดเล็กน้อย สำหรับท่านผู้อ่านที่ยังไม่ทราบหรืองง เกี่ยวกับคำว่า วังหน้า-วังหลัง

วังหน้า : เรียกแทนสถานที่อยู่อย่างเป็นทางการว่า พระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งจะตั้งอยู่ข้างหน้าพระราชวังหลวง , วังหน้าเป็นที่อยู่ของพระมหาอุปราช มีอำนาจราชศักดิ์รองจากพระมหากษัตริย์ ส่วนมากวังหน้าจะได้เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป

วังหลัง : เรียกแทนสถานที่อยู่อย่างเป็นทางการว่า พระราชวังบวรสถานพิมุข (ต่างกันตรงคำว่า มงคลกับพิมุข) มักจะตั้งอยู่ทางด้านหลังของพระราชวังหลวง มีอำนาจเป็นอันดับ 3 รองจากพระมหากษัตริย์และรองจากพระมหาอุปราช)

เมื่อตู้หนังสือมาถึงพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า พระราชกัลยาณีรีบออกมาจากตู้ วิ่งไปหาพระนารายณ์ สะอื้นกรรแสงทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้น

พระนารายณ์ ฟังแล้วทรงโทมนัสน้อยพระทัย ตรัสว่า “อนิจจาพระเจ้าอา เราว่าเสด็จพ่อสวรรคตแล้ว ก็ยังมีพระเจ้าอาที่เป็นเสมือนเสด็จพ่ออยู่ จะได้ปกป้องพระบรมวงศานุวงศ์ ควรหรือจะมาเป็นดังนี้ พระเจ้าอาปราศจากหิริโอตตัปปะแล้ว ไหนจะครองราชย์สมบัติเป็นยุติธรรมเล่า น่าจะเดือนร้อนถึงสมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร์ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินโดยแท้”

พระนารายณ์ทรงไตร่ตรองแน่วแน่ หวังเสี่ยงเอาบารมีเป็นที่พึ่ง จึงเรียกหาขุนนางฝ่ายพระองค์เข้ามาในพระราชวังบวรสถานมงคล แจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังทุกประการ เหล่าขุนนางต่างเห็นพ้องต้องกันที่จะปลดและชิงบัลลังก์จากสมเด็จพระเจ้าศรีสุธรรมราชา – จากนั้นพระนารายณ์วางแผนเตรียมการร่วมกับกองกำลังอาสาชาวแขกเปอร์เซียเพื่อบุกไปยังพระราชวังหลวง

สงครามชิงบัลลังก์ครั้งนี้ กองทหารอาสาชาวเปอร์เซียนิกายชีอะห์มีบทบาทสูงมาก มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างดี ด้วยการใช้จังหวะในงานเฉลิมฉลอง “พิธีตะเซยัต” (Taziyat) ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของชาวมุสลิมในสยาม เป็นประเพณีรำลึกเหตุการณ์จำลองจากสงครามการสิ้นประชนม์ของอิหม่านฮุนเซ็นในอดีต

ในวันเริ่มงานพิธีตะเซยัต ผู้คนชนชาติเปอร์เซียและมุสลิมอื่น ๆ หลายร้อยหลายพันคนต่างพากันมาร่วมงานฉลองนี้ กลางท้องถนนเติมไปด้วยคนไทย มอญ ลาว จีน และพ่อค้าชาวต่างชาติอื่น ๆ พากันเฝ้าดูเฝ้าเดินตามอย่างคึกคัก

ในจำนวนผู้คนมากมายที่ร่วมพิธี ไม่มีใครแยกแยะออกว่าได้ว่า ใครคนไหนเป็นใคร ชาวเปอร์เซียคนไหนเป็นมุสลิมธรรมดา ชาวเปอร์เซียคนไหนเป็นทหารกองอาสาในสังกัดของพระนารายณ์

จุดหมายปลายทางของการแห่พิธีตะเซยัต อยู่ที่หน้าพระราชวังหลวง

โปรดติดตามตอนต่อไป ในตอนที่ 4

ติดตามอ่าน ‘อยุธยา ยุทธการ’ เกมอำนาจเมืองท่าขุมทองโลก ครบทุกตอนได้ที่นี่

อ้างอิง :

[1] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์
[2] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
[3] พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. ฉบับ วลิต
[4] ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 79 จดหมายเหตุวันวลิต – หอสมุดแห่งชาติ
[5] สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (ว.ช) ภูมิรัฐศาสตร์กับความมั่นคงของประเทศไทย
[6] กรมศิลปากร. เอกสารของฮอลันดา สมัยอยุธยา
[7] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร เล่ม 27 , เล่ม 34 , เล่ม 42
[8] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารไทยรบพม่า
[9] จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ย้อนรอยสายไหม
[10] มิวเซียมไทยแลนด์. (Museum Thailand) อยุธยาในบันทึกของสเปน
[11] นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์
[12] ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
[13] สถาปัตย์ เชื้อมงคล. สยามประกาศสงครามกับอังกฤษ 
[14] อานนท์ จิตรประภาส. การค้าและการเมืองในสมเด็จพระนารายณ์
[15] ศิลปวัฒนธรรม. ฉากแรกสัมพันธ์อยุธยา-โปรตุเกส การรับทูตตะวันตกครั้งแรกในอยุธยา
[16] นันทา สุตกุล. (แปล) เอกสารฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยา
[17] ภาณุดา วงศ์พรหม. พลิกแผ่นดิน จากใต้เงาปีกมหาอำนาจสู่อิสรภาพของประเทศในเอเซีย
[18] วชิรญาณ. จดหมายเหตุฟอร์บัง

]]>