INTERVIEWS – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com Fri, 13 Oct 2023 12:19:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.8.3 https://www.luehistory.com/wp-content/uploads/2021/09/cropped-fav-32x32.png INTERVIEWS – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว | LUEhistory.com https://www.luehistory.com 32 32 เราโชคดีที่มี ‘พระเจ้าแผ่นดิน’ ที่ทำทุกสิ่งเพื่อประชาชน https://www.luehistory.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99/ Fri, 13 Oct 2023 06:42:46 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21773

การพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ที่เคยทุรกันดารหลายแห่งของไทย คือผลสำเร็จจากการริเริ่มและทุ่มเททรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า จุดเริ่มต้นของผลสำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

หลายคนอาจไม่รู้ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทุ่มเทปฏิบัติตลอดกว่า 70 ปีที่ทรงครองราชย์ จนเกิดผลเป็นรูปธรรมนั่นคือความสุขของประชาชน และในหลวงรัชกาลที่ 10 ท่านก็ได้ทรงสืบสาน ต่อยอด อย่างเงียบๆ มาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งท่านทรงปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อนครองราชย์ด้วยซ้ำ

สิ่งเหล่านี้ คนรุ่นใหม่หลายคนอาจไม่เคยรู้ ท่ามกลางกระแสคำบิดเบือนต่างๆ นานา ซึ่งแน่นอนว่าการให้ร้ายโจมตีและส่งต่ออคตินั้นเป็นเรื่องง่าย การพูดเพื่อทำลายง่ายกว่าการทำเพื่อประกอบสร้าง

แต่ผลของการกระทำจากความมุ่งมั่นนั้น ยั่งยืนคงทนกว่า

ดังเช่นที่คุณจิรัฎฐ์ ว่องแพร่วิทย์ ได้ใช้เวลาออกไปสัมผัส ออกไปค้นหา จนพบเจอข้อเท็จจริง เห็นสิ่งที่ในหลวงท่านทรงทำ ทรงสร้างไว้ให้ประชาชน และนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าให้ทีมงาน ฤๅ ฟัง เพื่อให้ใครอีกหลายคนได้รับรู้ว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ทุ่มเททรงงานเพื่อประชาชนมามากมายขนาดไหน

สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการบอกให้ใครต่อใครได้รับรู้ ท่ามกลางกระแสสื่อของโลกสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากเราเปิดใจออกไปสัมผัสถึงการทรงงานจริงๆ ของพระองค์ เราจะเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมมากมาย ผลสำเร็จที่แม้แต่ต่างชาติยังยอมรับและบอกกลับมาว่า…เราโชคดีที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ทำทุกสิ่งเพื่อประชาชน

]]>
‘มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก’ กับพันธกิจสำคัญเพื่อประชาชนเสมอมา และจะตลอดไป https://www.luehistory.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%af-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%9b/ Fri, 06 Oct 2023 13:22:32 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21708

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

หลายคนอาจยังไม่เคยรับทราบข้อมูลและรายละเอียดการดำเนินงานในปัจจุบันของทางมูลนิธิฯ ซึ่งวันนี้ คุณฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิฯ ได้ให้เกียรติเล่าให้ทีมงาน ฤๅ ฟังเกี่ยวกับภารกิจ และอัปเดตแนวทางการปฏิบัติงานของทางมูลนิธิฯ ให้พวกเราได้รับทราบ

โดยภารกิจของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มีด้วยกัน 3 ด้าน คือ

  1. การเฝ้าระวังก่อนเกิดอุทกภัย
  2. การบรรเทาทุกข์ขณะเกิดอุทกภัย
  3. การฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัย

ในส่วนของการเฝ้าระวังนั้น ปัจจุบันนอกจากการขยายผลในประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ทางมูลนิธิฯ ยังได้ไปจัดอบรมและติดตั้งสถานีโทรมาตรที่ สปป.ลาว ด้วย เพื่อลดความสุญเสียที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยและเพิ่มแหล่งน้ำใช้ในภาวะแล้ง

สำหรับในส่วนการบรรเทาทุกข์ ทางมูลนิธิฯ ได้มีการรวบรวมองค์ความรู้ ค้นคว้าจัดหานวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้งานด้านการบรรเทาทุกข์ได้ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น รวดเร็วขึ้น ในจำนวนผู้ปฏิบัติงานที่เหมาะสม ซึ่งทุกวันนี้ทางมูลนิธิฯ ก็ได้มีการฝึกฝนอบรมทีมอาสาปฏิบัติการภัยพิบัติอยู่ตลอดเวลา

ภารกิจสำคัญอีกด้านคือภารกิจด้านการฟื้นฟูทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในเรื่องของ Big Cleaning หลังอุทกภัย หรือการเสริมสร้างอาชีพให้แก่ผู้ประสบภัย รวมถึงการจัดการฟื้นฟูแหล่งน้ำต่างๆ โดยทีมงานและทีมอาสาของมูลนิธิได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานในภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

และในการลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทุกครั้ง ทั้งพระองค์โสมฯ และพระองค์ภาฯ ได้ทรงปฏิบัติพระองค์เพื่อเป็นต้นแบบแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน ทรงทุ่มเททั้งกำลังพระวรกายและกำลังพระสติปัญญา โดยจะทรงคำนึงถึงผู้ประสบอุทกภัยเป็นหลัก

ทั้งหมดคือแรงบันดาลใจสำคัญของคุณฐิติวัฒน์ และผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงทีมอาสาของมูลนิธิฯ ทุกคนที่ได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง และมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด เพื่อสนองพระนโยบายที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิฯ นั่นคือการเป็น “ศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย” (Center of Excellence in Flood Relief and Management) ในด้านสังคมและมนุษย์

ซึ่งนี่คือพันธกิจที่ทางมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ยืดมั่นอยู่ตลอดเวลาในการเป็นที่พึ่งพาแก่ประชาชนเสมอมา และจะตลอดไป

ปัจจุบันทางมูลนิธิฯ มีร้านพาเฟ่ (PAfé) ร้านกาแฟในพระดำริ “สุขที่ได้แบ่งปัน” ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารมหินทรเดชานุวัตน์ ที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีการจำหน่ายกาแฟและสินค้าที่ได้วัตถุดิบมาจากชุมชนที่มูลนิธิฯ ช่วยฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัย

นอกจากนี้ยังมีขนมตำหรับชาววังที่หาทานยาก อาทิ ขนมลิ้นแมวและเค้กมะตูมจากวังเลอดิส ชอร์ทเบรดจากวังรื่นฤดี สาคูไส้เห็ดจากมูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสา และเมนูอื่นๆอีกมากมาย

ร้าน PAfé ตั้งอยู่ภายในอาคารมหินทรเดชานุวัตน์ สำนักงานแห่งใหม่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย บนถนนเพชรบุรี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.00 – 17.00 น.

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามและจองที่นั่งล่วงหน้า หรือต้องการร่วมบริจาคกับทางมูลนิธิฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สามารถสอบถามผ่านช่องทาง ดังนี้ Line Official : @friendsofpashop หรือโทร. 0-2054-6546 หรือ Inbox Facebook มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และ Facebook ร้านเพื่อนพึ่งภาฯ

]]>
‘ทรงงานด้วยชีวิต’ พระราชกรณียกิจเพื่อคนไทย และมุมมองต่อสถาบันกษัตริย์ของคนรุ่นใหม่ https://www.luehistory.com/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/ Fri, 15 Sep 2023 15:41:20 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21294

ในสมัยก่อนภาคเหนือของไทยมีแต่พื้นที่ทุรกันดาร เดินทางก็ลำบาก หลายพื้นที่แทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวเขาในพื้นที่เหล่านั้นล้วนมีชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้นและต่างพากันปลูกฝิ่น จนกลายเป็นปัญหายาเสพติด นำความเสียหายมาสู่ประเทศอย่างใหญ่หลวง จนกระทั่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเข้ามาพัฒนาพื้นที่รวมทั้งช่วยเหลือชาวเขาให้เลิกปลูกฝิ่นจนสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชาวเขาเหล่านั้น และพระองค์ยังได้พระราชทานความช่วยเหลือให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับสัญชาติไทยและอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย เป็นพสกนิกรของพระองค์ และร่วมกันพัฒนาพื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน

หรือแม้แต่ดอยตุงซึ่งเมื่อก่อนมีแต่ภูเขาหัวโล้นและป่าเสื่อมโทรม ชาวเขาบนดอยตุง ต่างก็มีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจน ต้องอยู่กันอย่างแร้นแค้นและขาดโอกาสในการใช้ชีวิต จนกระทั่งสมเด็จย่าทรงริเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุง ในขณะที่พระองค์มีพระชนมายุ 87 พรรษาแล้ว จนกระทั่งสามารถพลิกฟื้นดอยตุงจนกลับมาสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ทำให้ชาวเขาและชาวบ้านต่างมีงานทำ มีรายได้ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นี่คือความจริงที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ของการทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจของทั้งสองพระองค์ท่าน เพื่อให้คนไทยได้พ้นจากความทุกข์ยาก

หลายคนอาจไม่เคยรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ บางคนเกิดมาก็เห็นผลสำเร็จของการพัฒนาเหล่านั้นแล้ว โดยอาจไม่รู้ว่านั่นคือผลจากความอุตสาหะ จากการทรงงานของพระองค์ เพื่อพลิกฟื้นแผ่นดินจากความแร้นแค้นสู่ความอุดมสมบูรณ์ และบางคนอาจหลงเชื่อคำบิดเบือนของคนบางกลุ่มที่พยายามโจมตีการทรงงานของพระองค์ว่าเป็น propaganda จนเกิดความเข้าใจผิดและเกิดความรู้สึกด้านลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

แต่หากเราเปิดใจลงไปสัมผัสชีวิต สัมผัสการทรงงานของพระองค์จริงๆ ก็จะได้คำตอบว่า แท้จริงแล้วความทุ่มเทของพระองค์คือ propaganda ตามที่มีคนกล่าวหาหรือไม่

เอาง่ายๆ แค่เรื่องสภาพภูมิประเทศ สมัยนั้นการเดินทางยากลำบากกว่าทุกวันนี้เป็นสิบๆ เท่า ต้องเดินเท้าบุกป่าฝ่าดง ขึ้นเขาลงห้วยเป็นระยะเวลานาน แต่ในหลวงและสมเด็จย่าท่านก็เสด็จไปในทุกพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งจริงๆ แล้วพระองค์ไม่มีความจำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ แต่ท่านก็ทำ แม้พระชนมายุมากแล้ว แต่พระองค์ก็ยังทรงงาน เพื่อพสกนิกรคนไทย

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามหรือคำกล่าวหาต่างๆ นานามากมาย ที่มีคนไม่หวังดีพยายามโจมตีพระองค์มาโดยตลอด

อยากให้หลายคนที่ยังคลางแคลงหรือยังคงมีคำถามต่อการทรงงานของพระองค์ท่าน ได้ลองเปิดใจ ลองศึกษา ลองสัมผัสในสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชนดู เชื่อว่าคำตอบที่ได้รับจะทำให้เรามองเห็น “ความจริง” ที่ประจักษ์ชัด ว่าความทุ่มเททั้งหมดนั้นมาจากความปรารถนาดีอย่างแท้จริงของพระองค์ เพื่อพสกนิกรชาวไทยทุกคน

]]>
‘ฝนหลวง’ องค์ความรู้เพื่อประชาชน หรือผลจาก Propaganda ? https://www.luehistory.com/%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-propaganda/ Fri, 08 Sep 2023 13:50:22 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21159

ในปี พ.ศ. 2498 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชนในภาคอีสานย่านบริเวณเทือกเขาภูพาน จนได้พบกับปัญหาความแห้งแล้งอย่างหนัก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากสภาพอากาศที่มีฝนตกน้อยหรือไม่ตกเลย เป็นความแห้งแล้งที่เกิดจากธรรมชาติอย่างแท้จริง

ในตอนนั้นเอง พระองค์ได้ทอดพระเนตรบนท้องฟ้า และทรงสังเกตว่ามีปริมาณเมฆปกคลุมเหนือพื้นที่เป็นจำนวนมากแต่ไม่สามารถรวมตัวจนเกิดเป็นฝนได้ กระทั่งมีพระราชดำริว่า ทำอย่างไรจึงจะดึงเมฆนี่ให้ลงมาได้

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “โครงการฝนหลวง” เพื่อประชาชน

เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯ ในตอนแรกโครงการฝนหลวงนี้แทบจะไม่มีใครรับสนองงานเลย เพราะหลายคนมองว่าการทดลองนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ กระทั่งพระองค์ทรงลงมือทดลองด้วยพระองค์เองโดยได้รับความช่วยเหลือจากหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล โดยใช้เวลาค้นคว้าวิจัยลองผิดลองถูกถึง 12 ปี เพราะรัฐบาลขณะนั้นก็ไม่ได้สนับสนุนด้านงบประมาณ

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2512 จึงได้มีการเริ่มทดลองทำฝนเทียมอย่างจริงจัง ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้พระราชทานคำแนะนำ ปรับปรุงวิธีการหลายๆ อย่าง และติดตามการปฏิบัติงานทดลองอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน บางครั้งทรงควบคุมการทำฝนหลวงด้วยพระองค์เองเลยทีเดียว

ในที่สุดการทดลองสร้างฝนเทียมก็ประสบความสำเร็จในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ที่บริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการทดลองสร้างฝนเทียมนี้แรกเริ่มในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงประยุกต์จากสูตรของฝรั่ง ซึ่งต้องเท้าความก่อนว่า ฝนเทียมถูกคิดค้นโดยนักประดิษฐ์ชาวต่างชาติ ในปี ค.ศ. 1946 แต่วิธีการนั้นก็ยังไม่ได้ผลที่ดีนัก ฝนเทียมในต่างประเทศจึงไม่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้ต่อเนื่อง ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงดัดแปลงสูตรและกรรมวิธีให้เหมาะสมกับภูมิประเทศของไทย จนกระทั่งทรงค้นพบวิธีการที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ประเทศไทยจริงๆ

โครงการฝนหลวงประสบความสำเร็จ และมีการสร้างฝนเทียมในหลายพื้นที่ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเริ่มได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ โดยได้รับงบประมาณเป็นครั้งแรกจากกระทรวงเกษตรฯ จำนวน 2 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2514

โครงการฝนหลวงยังได้รับการยอมรับจากต่างชาติ โดยทางอนุกรรมการภูมิอากาศอาเซียนได้ให้ไทยเป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทำฝนเทียมในภูมิภาคอาเซียน และอนุมัติให้ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้กับประเทศอื่นๆ ได้

ต่อมาในปี พ.ศ. 2524 รัฐบาลได้อนุมัติให้โครงการฝนหลวงขึ้นทะเบียนกิจกรรมดัดแปลงสภาพอากาศกับองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกในเครือสหประชาชาติและได้จัดให้มีสัมมนาเกี่ยวกับการดัดแปลงสภาพอากาศในกลุ่มอาเซียนเป็นครั้งแรก และมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติมาศึกษาโครงการฝนหลวงของไทยเป็นจำนวนมาก

เทคนิคการทำฝนเทียมของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้รับการจดสิทธิบัตร ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 5 ได้รับการเผยแพร่และเป็นที่ยอมรับขององค์กรและสถาบันอุตุนิยมวิทยาทั่วโลก รวมถึงได้ร่วมจัดแสดงในงานนิทรรศการ Brussels Eureka 2001 ด้วย และในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 พระองค์ท่านได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตร “ฝนหลวง” โดยสำนักสิทธิบัตรยุโรป (EPO) หมายเลข EP1491088 อีกทั้งสิทธิบัตรในฮ่องกงและของประเทศอื่นๆ อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้อพิสูจน์ว่า ‘ฝนหลวง’ ไม่ใช่การลอกเลียน ไม่ใช่ propaganda ตามที่มีคนกล่าวหา หากแต่ ‘ฝนหลวง’ คือองค์ความรู้สำคัญ คือความสำเร็จที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม อันเป็นผลมาจากการทุ่มเทกำลังพระวรกายและกำลังพระสติปัญญาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นความปรารถนาดีอย่างแท้จริงของพระองค์ เพื่อให้ประชาชนคนไทยพ้นจากความทุกข์ยาก

]]>
‘ปาตานี’ ประวัติศาสตร์ที่ ‘ไม่มีจริง’ เมื่อกลุ่มการเมืองอุปโลกน์อดีตและบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่ความชอบธรรมของการแบ่งแยกดินแดน https://www.luehistory.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87/ Fri, 01 Sep 2023 06:30:17 +0000 https://www.luehistory.com/?p=21029

ปาตานี’ ไม่ใช่อาณาจักรก่อนที่จะเป็นรัฐชาติ แต่เป็นคำที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ และในสมัยก่อนมีการใช้แต่เพียงคำว่า ‘ปัตตานี’ หรือ ‘ปตานี’ เท่านั้น ซึ่งหากพูดถึงอาณาจักรปัตตานีโบราณนั้น ก็ไม่ได้มีดินแดนครอบคลุม 4 อำเภอของสงขลาในปัจจุบันซึ่งก็คือ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย นาทวี ตามที่มีการบิดเบือนกัน

ดังนั้นการใช้คำว่า ‘ปาตานี’ ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อไม่ให้ลืมประวัติศาสตร์ของพื้นที่ชายแดนใต้ จึงเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะ ‘ปาตานี’ ในแง่ของพื้นที่ทางประวัติศาสตร์นั้น ‘ไม่มีจริง’ เป็นแต่เพียงคำที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้เอง

ที่สำคัญ ทุกวันนี้คำว่า ‘ปาตานี’ ได้ถูกคนบางกลุ่มเอามาใช้เพื่อหวังผลทางการเมือง และได้กลายมาเป็นอัตลักษณ์ของพวกขบวนการแบ่งแยกดินแดนในการก่อเหตุรุนแรงไปเรียบร้อยแล้ว

การที่มีบางคนอ้างว่า ต้องการใช้คำว่า ‘ปาตานี’ เพื่อสร้างอัตลักษ์ของพื้นที่ภาคใต้ต่อไปในอนาคต นั่นเป็นเสรีภาพที่ย่อมกระทำได้ หากยอมรับว่าคำๆ นี้คือคำใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อวิถีของคนพื้นถิ่นจริงๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน

แต่ความจริงที่ปรากฏมาตลอดคือ มีการพยายามบิดเบือนและเคลมว่า ‘ปาตานี’ คืออาณาจักรแต่โบราณที่ครอบคลุมดินแดน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึง 4 อำเภอของสงขลา และกลายเป็นคำที่ถูกนำไปพูดถึงโดยแฝงนัยทางการเมือง กระทั่งถูกพวกกลุ่มขบวนการฯ นำไปใช้อ้างความชอบธรรมในการก่อเหตุ จนนำความเดือดร้อนแสนสาหัสมาสู่คนในจังหวัดชายแดนใต้ (โดยเฉพาะ 4 อำเภอของสงขลา) ในที่สุด

การใช้คำว่า ‘ปาตานี’ ด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘ทำเพื่ออนาคต’ นั้น ทาง ฤๅ อยากถามกลับเหมือนกันว่า แล้วอนาคตที่เกิดจากการ ‘บิดเบือนประวัติศาสตร์และอุปโลกน์อดีตที่ไม่มีจริงขึ้นมา’ ของคนกลุ่มนี้ จะเป็นอนาคตแบบไหนกัน ?

]]>
‘แก้ไข ม.112’ การลดทอนคุณค่าสถาบันกษัตริย์ ที่ซ่อนอยู่ในวาทกรรม ‘ความเท่าเทียม’ https://www.luehistory.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%82-%e0%b8%a1-112-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/ Tue, 25 Jul 2023 08:20:46 +0000 https://www.luehistory.com/?p=20419

หากจะพูดเรื่องประเด็นการแก้ไข ม.112 เราก็ควรต้องพูดกันบนพื้นฐานของเหตุผลและความเข้าใจที่ถูกต้องว่า แก้ทำไม แก้อย่างไร แก้ตรงจุดไหน และการแก้ไขนั้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น รวมถึงไม่สร้างความขัดแย้งในสังคมได้หรือไม่ ซึ่งกฎหมายบ้านเมืองหากไม่เหมาะสมตามกาลสมัย หรือมีจุดใดล้าหลังควรปรับปรุง ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยกระบวนการที่ถูกต้องสมเหตุสมผล

แต่ข้อเสนอแก้ไข ม.112 ของบางพรรคการเมืองในขณะนี้ หากดูในรายละเอียดดีๆ นั่นไม่ใช่การแก้ไขที่นำไปสู่ทางออกของปัญหาเลย แต่กลับเป็นการจงใจลดทอนคุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์ลงด้วยซ้ำ

ตัวอย่างเช่น การเสนอแก้ไขให้ทางสำนักพระราชวังเท่านั้นเป็นผู้แจ้งดำเนินคดี ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อไม่ให้ประชาชนนำ ม.112 มากลั่นแกล้งกัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ในหลวงจะกลายมาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และในอีกด้านหนึ่ง เราก็เห็นกันอยู่ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการละเมิด ม.112 ด้วยพฤติการณ์ดูหมิ่น กล่าวหา จาบจ้วง ไปจนถึงอาฆาตมาดร้ายสถาบันฯ กันมากแค่ไหน (แค่การใช้สัญลักษณ์กิโยตีนของคนบางกลุ่มก็น่าจะเป็นคำตอบได้ดี) นั่นเท่ากับยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับทางสำนักพระราชวังในการดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย กลายเป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะแก้ปัญหาเสียอีก

ในข้อเท็จจริงของคดี ม.112 การรวบรวมสำนวนคดีของเจ้าหน้าที่ก่อนส่งให้อัยการพิจารณาฟ้องร้องนั้น เขามีการตั้งคณะกรรมการที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่คอยกลั่นกรองก่อนอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งกัน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีการดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน และการพิจารณาคดีในชั้นศาลหลายคดีก็มีการยกฟ้องเนื่องจากหลักฐานไม่มีมูลเพียงพอ ซึ่งก็ชี้ชัดว่า ม.112 นั้น ไม่สามารถเอามาใช้กลั่นแกล้งกันได้ โดยข้อมูลเหล่านี้สื่อบางสำนัก หรือนักการเมืองที่ขยันพูดเรื่องแก้ไข ม.112 ไม่เคยหยิบมาพูดถึง

หรือแม้แต่การเรียกร้องแก้ไขลดโทษ ม.112 ซึ่งรวมไปถึงการยกเลิกโทษจำคุกของกฎหมายหมิ่นฯ ทั่วไปเหลือเพียงโทษปรับนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ต่อไปใครมีเงินหน่อยก็สามารถดูหมิ่น กล่าวหาคนอื่น ดูหมิ่นศาล ดูหมิ่นในหลวง หรือแม้แต่ประมุขของต่างประเทศได้แล้ว ส่วนใครที่ไม่มีเงินหากไปดูหมิ่นใครเข้าก็ซวยกันไป กลายเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมมากกว่าที่จะแก้ปัญหา

ทั้งหมดนี้ ถามว่าเป็นการเรียกร้องแก้ไข ม.112 ที่มาจากความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จริงหรือ? เป็นข้อเรียกร้องที่ทำเพื่อเสรีภาพของประชาชนจริงหรือ?

อย่าลืมว่า “ประชาชน” ที่นักการเมืองบางคนอ้างถึงนี้ ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดของประเทศ แต่ยังมีประชาชนอีกหลายคนที่ไม่มีปัญหากับการใช้กฎหมายนี้ และยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากทั้งผู้ใหญ่และเยาวชน ที่ยังเคารพรักในสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่ได้ต้องการแก้ไขกฎหมาย ม.112

ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่า การเรียกร้องแก้ไข ม.112 ของพรรคการเมืองดังกล่าว นอกจากไม่ได้มาจากความปรารถนาดีจริงๆ แล้ว ยังเป็นการเพิ่มความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้กับคนไทย จนอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมที่ไม่อาจผสานคืนได้อีก

ซึ่งก็ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นเป้าหมายแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในเปลือกของคำว่า “ประชาธิปไตยและความเท่าเทียม” ของพรรคการเมืองพรรคนี้ก็เป็นได้

]]>
จุดยืนความจงรักภักดีในแบบฉบับคนรุ่นใหม่ น้องออมสิน วิชญาพร ‘ทำดีไม่ต้องกลัว เสียงพวกทัวร์ก็แค่ลม’ https://www.luehistory.com/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3/ Wed, 05 Jul 2023 14:00:04 +0000 https://www.luehistory.com/?p=20020

จริงๆ แล้วทุกวันนี้สังคมต่างก้าวพ้นการถกเถียงประเด็นยืนหรือไม่ยืนทำความเคารพในโรงหนังกันหมดแล้ว ใครสะดวกยืนเขาก็ยืน ใครไม่สะดวกก็ไม่ต้องยืน ไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีใครสั่งหรือบังคับมา การยืนหรือไม่ยืนทำความเคารพในโรงหนังนั้นแทบจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว

จะเหลือก็แต่ ‘คนกลุ่มน้อย’ ประเภทสุดขอบเท่านั้นที่ชอบไปด้อยค่าคนที่ยืน หรือไปด่าว่าเอาเรื่องเอาราวกับคนที่ไม่ยืน

การยืนแสดงความเคารพไม่ว่าจะยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง เคารพเพลงชาติ หรือเคารพพ่อแม่ครูบาอาจารย์ นั่นคือ ‘การให้เกียรติต่อผู้อื่น’ ตามแบบที่สังคมอารยะเขาปฏิบัติกัน ไม่ใช่การคลั่งเจ้าหรือหลับหูหลับตาจงรักภักดี ตามที่ใครบางคนชอบออกมาด้อยค่า

ตอนแอดมิน ฤๅ ไปดูหนัง หลายครั้งก็เห็นว่าฝรั่งส่วนใหญ่ที่เข้าไปดูหนังโรงในบ้านเราเขาก็ยืนแสดงความเคารพตามปกติ โดยไม่มานั่งสนใจว่าคนนั้นยืนคนนี้ไม่ยืน เห็นแล้วก็อยากถามคนที่ชอบด้อยค่าคนอื่นว่า แบบนี้ต้องไปแปะป้ายฝรั่งเหล่านั้นว่าเป็น ‘สลิ่ม’ ด้วยหรือไม่?

ตามที่บอกข้างต้นคือ กลุ่มคนที่ชอบด้อยค่าผู้อื่นในลักษณะนี้เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้น นั่นคือพวกที่ชอบไหลไปตามกระแสเท่าที่ตัวเองมองเห็น ไม่มีความชัดเจน เห็นเขาเรียกร้อง ต่อต้าน หรือแม้กระทั่งด้อยค่าด่าใคร ก็มักจะเข้าไปร่วมทัวร์กับเขาด้วย โดยไม่เคยเข้าใจแก่นแท้ของสิ่งที่ตัวเองทำไปแม้สักกระผีก

น้องออมสิน คือหนึ่งในคนรุ่นใหม่อีกหลายคนที่มีจุดยืนชัดเจน เป็นจุดยืนที่ผ่านการกลั่นกรอง วิเคราะห์ แยกแยะ จนมั่นใจในสิ่งที่ตนเองเลือก และไม่กลัวที่จะแสดงออก ไม่กลัวที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นภูมิคุ้มกันทางสังคมที่สำคัญของเยาวชนคนรุ่นใหม่

จุดยืนเป็นสิ่งที่ผ่านการคิด ผ่านการใช้เวลาหล่อหลอมขึ้นมา ไม่ใช่แค่การแปะป้ายว่าวันนี้จะเป็นอย่างนั้น วันหน้าจะเป็นอย่างนี้ตามแต่เทรนด์จะพาไป แบบนั้น ‘ไม่ใช่จุดยืน’ แต่เป็นแค่‘การตามกระแส’

และวันนี้ เราก็เห็นชัดเจนแล้วว่า คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เริ่มมีจุดยืนความจงรักภักดีในแบบฉบับของเขา ผ่านการกลั่นกรองข้อเท็จจริง ผ่านการคิดและแยกแยะในแบบของเขา จนมีความเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นคง มีรากที่ไม่ไหลไปตามกระแส ซึ่งเราทุกคนต้องสนับสนุนและให้กำลังใจพวกเขา ให้กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องต่อไป

เพราะสังคมในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่เหล่านี้

]]>
วิเคราะห์เบื้องลึก ‘กรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8’ และความสูญเสียของราชสกุลมหิดล ผู้ถูกกล่าวหาอย่างอยุติธรรม https://www.luehistory.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-8-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a5/ Fri, 09 Jun 2023 03:54:40 +0000 https://www.luehistory.com/?p=19530

กรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 แม้จะมีการตัดสินคดีความไปแล้ว แต่ในความรู้สึกของคนไทย เรื่องนี้ยังนับว่าเป็นปริศนาดำมืดอยู่ และจากอดีตจนถึงปัจจุบันก็ได้มีหนังสือเกี่ยวกับกรณีสวรรคตออกมามากมาย ทั้งจากแพทย์ผู้ชันสูตรพระบรมศพ หรือจากนักวิชาการที่ได้ทำการค้นคว้าศึกษาจากหลักฐานข้อเท็จจริง และนำเสนอมุมมองที่แตกต่างกันไปเกี่ยวกับกรณีการสวรรคต

วันนี้ ฤๅ ได้พูดคุยกับพี่หมู ปัณฑา พล ผู้เขียนหนังสือ “ไขปริศนากรณีสวรรคต ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๘” ซึ่งมาจากการค้นคว้าหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น และได้นำเสนอมุมมองต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ

ประเด็นหนึ่งที่อยากพูดถึงคือ เราไม่ต้องการฟันธงใดๆ ลงไปเกี่ยวกับสาเหตุการสวรรคต ท่ามกลางกระแสบิดเบือนชี้นำจากผู้ไม่หวังดีที่เกลื่อนโลกออนไลน์อยู่ในทุกวันนี้

แต่สิ่งที่อยากให้ตระหนักคือ ในการรับข้อมูลข่าวสารใดๆ ก็ตาม การคิด วิเคราะห์ แยกแยะ เท่านั้นจะนำไปสู่ “ความจริง” เพียงหนึ่งเดียว และจะทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนกล่าวหาด้วยข้อมูลเท็จ ซึ่งเป็นสาเหตุของความแตกแยกในปัจจุบัน

คลิปวิดีโอนี้ เป็นการพูดคุยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ซึ่งหากวิเคราะห์จากหลักฐานต่างๆ ที่มีการพูดถึงไว้ ก็ยิ่งทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่ “หักล้าง” คำกล่าวหาของผู้ไม่หวังดี ที่พยายามกล่าวหารัชกาลที่ 9 และ สมเด็จย่า ในกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ได้อย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวหาเรื่อง การจงใจทำลายหลักฐานในวันเกิดเหตุ , การพยายามปกป้องรัชกาลที่ 9 ของสมเด็จย่า หรือแม้แต่การนำประโยคคำพูดของรัชกาลที่ 9 มาบิดเบือนและเชื่อมโยงไปสู่คำกล่าวหาพระองค์อย่างชั่วร้าย

การบิดเบือนกล่าวหาเหล่านี้ล้วนถูก “หักล้าง” ได้ด้วยข้อเท็จจริงแทบทั้งสิ้น ซึ่งอันที่จริง ไม่ใช่เรื่องยากเกินทำความเข้าใจเลย ถ้าหากลองคิดวิเคราะห์ตามหลักฐาน รวมถึงข้อมูลที่มีผู้ค้นคว้าและนำเสนอออกมาแล้วมากมายข้างต้น

เหนืออื่นใด จากข้อเท็จจริงแวดล้อมต่างๆ เหล่านี้ ยังสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ในห้วงเวลานั้น “ราชสกุลมหิดลมิได้มีพระราชอำนาจใดๆ เลย” หากแต่เป็นเพียงครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งที่ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง และแทบจะไม่ได้รับการเหลียวแลใส่ใจจากรัฐบาลในขณะนั้นเลย

กระทั่งทุกวันนี้ ในหลวงภูมิพล และ สมเด็จย่า แทนที่จะได้รับความเป็นธรรม ท่านยังกลับถูกกล่าวหาไปในทางตรงกันข้าม จากคนกลุ่มหนึ่งที่มักออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับใครต่อใครมากมาย แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับตัดสินผู้อื่นด้วยอคติจากข้อมูลที่รับมาแบบผิดๆ แล้วส่งต่อความเท็จกันไปตามกระแส และเมื่อความจริงปรากฏ คนเหล่านี้ก็ไม่เคยออกมาขอโทษหรือสำนึกอะไรใดๆ เลย

ถามว่าคนพวกนี้ยังมีความยุติธรรมในจิตใจอยู่อีกหรือ ?

]]>
‘ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว’ เมื่อเยาวชนตื่นรู้จากเรื่องบิดเบือน บนกระแสความแตกแยกในปัจจุบัน https://www.luehistory.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/ Wed, 15 Feb 2023 12:00:11 +0000 https://www.luehistory.com/?p=18607

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ กระแสความตื่นตัวทางการเมืองได้เข้มข้นขึ้นและแผ่กระจายไปสู่ทุกส่วนในสังคม บวกกับเทคโนโลยีที่ทำให้การเข้าถึงข่าวสารเป็นไปอย่างง่ายดาย ทุกคนสามารถรับรู้ข้อมูลมหาศาลได้จากอินเทอร์เน็ต อย่างรวดเร็ว อย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้คนบางกลุ่มใช้เป็นโอกาสในการสร้าง “เรื่องเท็จ” สู่สังคม เพื่อหวังทำลายความเชื่อถือศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการปกครอง

วิธีหนึ่งของกลุ่มคนพวกนี้คือใช้ข้อมูลบิดเบือนสร้างกระแสความเกลียดชัง ความแตกแยก เข้าไปสู่กลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน ซึ่งเป็นวัยที่มีพลัง วัยที่กำลังเติบโตทางความคิด และพร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เด็กๆ เหล่านี้มีความตื่นตัว และโดยข้อเท็จจริงแล้วส่วนใหญ่อยากให้สังคมที่เขาอยู่ดีขึ้นและพัฒนาไปข้างหน้า แต่พลังของเด็กๆ เหล่านี้กลับถูกสื่อบางสำนัก นักการเมืองหรือนักวิชาการบางคนใช้เป็นเครื่องมือ ให้เด็กๆ ออกมาเป็นด่านหน้าเพื่อต่อสู้และเรียกร้องแทน

เด็กหลายคนถูกจับกุมคุมขัง ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย บางคนออกมาคอมเมนต์ดูหมิ่นกล่าวหาเพียงครั้งเดียวก็ถูกดำเนินคดี นั่นเพราะ “กฎหมายไม่มีข้อยกเว้น” ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และผลกระทบที่ตามมาก็ไม่ได้เกิดเพียงแค่ตัวเด็กเพียงคนเดียว แต่บาดแผลนั้นฝังลึกไปถึงครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง โดยพวกคนที่คอยยุยงนั้นไม่ได้มาแบ่งรับอะไรด้วยเลย ซ้ำร้ายกรณีเหล่านี้กลับถูกคนกลุ่มเดิมเอามาปลุกปั่นดึงคนใหม่ๆ ให้ออกมาต่อสู้แทนวนลูปกันไปไม่รู้จบ

แต่ในปัจจุบันน้องๆ เยาวชนหลายคนก็เริ่มรับรู้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้ใหญ่และคนรอบข้างก็ควรให้กำลังใจ ให้โอกาส และเปิดรับฟัง เพื่อให้พวกเขาได้มั่นใจและ “ไม่กลัวในการทำสิ่งที่ถูกต้อง”

และในอีกทางหนึ่ง สำหรับทุกๆ คน การรับรู้ข่าวสารอะไรก็ตามในยุคนี้ ควรต้องหาข้อมูลหลายๆ ด้าน และคิดวิเคราะห์แยกแยะเสียก่อน ก่อนที่จะเลือกเชื่อเรื่องใดๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของคำว่า “เบิกเนตร” ปลอมๆ จากข้อมูลบิดเบือนล้าสมัยที่คนบางกลุ่มนำมาใช้ปลุกปั่นเพื่อสร้างชุดความคิดผิดๆ ให้สังคม

เพราะ “ความจริง” เท่านั้นที่ทำให้คน “ตาสว่าง”

และแน่นอนว่า “ความจริงย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว”

]]>
หลักฐานทุกฝ่ายยืนยันตรงกัน ‘สยามเจาะเอ็นร้อยหวายเชลยปัตตานี’ คือเรื่องโกหก ข้อเท็จจริงง่ายๆ ที่ใครๆ ก็คิดได้ https://www.luehistory.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%81/ Wed, 04 Jan 2023 07:59:13 +0000 https://www.luehistory.com/?p=17958

มีประวัติศาสตร์ประเภทหนึ่งที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิงอะไรเลย แต่หลายคนกลับเชื่อเป็นตุเป็นตะ แถมยังกลายเป็นความเชื่อที่สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคมอีกด้วย

หนึ่งในประวัติศาสตร์บอกเล่าเหล่านั้นคือ ประเด็น “สยามเจาะเอ็นร้อยหวายเชลยศึกปัตตานี แล้วนำมาขุดคลองแสนแสบ” ซึ่งเป็นเรื่องบิดเบือนที่กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนนำมาใช้เพื่อสร้างความเกลียดชัง และทำให้เกิดการลุกขึ้นจับอาวุธต่อต้านรัฐ รวมทั้งเข่นฆ่าเพื่อนร่วมชาติด้วยกันเอง

ถ้าลองกลับไปดูเอกสารชั้นต้นต่างๆ ทั้งของไทย มลายู หรืออังกฤษ จะพบว่าไม่มีชิ้นไหนที่เขียนถึงการเจาะเอ็นร้อยหวายเชลยศึกปัตตานีเอาไว้เลย แถมข้อมูลทางการแพทย์ในงานวิจัยชิ้นสำคัญก็ชี้ชัดว่า หากเชลยถูกเจาะเอ็นร้อยหวายจริง ก็ไม่พ้นต้องกลายเป็นคนพิการ ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ว่า บรรดาเชลยในสมัยโบราณจะถูกนำมาเป็นกำลังของเมือง แล้วถ้าไปทำให้เชลยเหล่านั้นกลายเป็นคนพิการ แทนที่จะได้กำลังคนเพิ่ม สุดท้ายก็กลายเป็นภาระของเมืองไปเสียเปล่าๆ

แถมเอกสารชั้นต้นอย่าง จดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ ยังบันทึกไว้ด้วยว่า เมื่อบรรดาเชลยมลายูในช่วงกบฏไทรบุรีเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ร.3 ท่านยังรับสั่งให้ดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร ใครเจ็บป่วยก็ให้หมอรักษาให้หาย ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สยามทารุณเชลยศึกด้วยการเจาะเอ็นร้อยหวายนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล

ส่วนเรื่องการขุดคลองแสนแสบ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็บันทึกไว้ชัดเจนว่า คลองแสนแสบถูกขุดโดยแรงงานชาวจีน ไม่มีส่วนไหนที่มาจากแรงงานเชลยศึกปัตตานีเลย ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อเดิมคลองแสนแสบที่เคยถูกเรียกว่า “คลองเจ๊ก” (จากการขุดโดยแรงงานชาวจีน) นั่นเอง

เรื่องพวกนี้เอาจริงๆ แค่ใช้ common sense คิดดูก็รู้แล้วว่า การเจาะเอ็นร้อยหวายคนแล้วให้มาขุดคลอง มันเป็นเรื่องที่ “เป็นไปไม่ได้” นี่ยิ่งมีทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงทางการแพทย์มากางแผ่ให้ดูขนาดนี้แล้ว ถ้ายังหลับหูหลับตาเชื่อเรื่องโกหกพวกนี้อยู่อีก ก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วล่ะวิ

ศึกษาประวัติศาสตร์และรับฟังข้อเท็จจริงชัดๆ ประเด็น “การเจาะเอ็นร้อยหวายเชลยศึกปัตตานี” ได้ในคลิปวิดีโอนี้

]]>