ฉันจะไปเรียนหมอละ เพราะว่าเป็นวิชาที่สนุกดี เรามีโอกาสรักษาคนได้ทั้งคนจน คนมั่งมี และเจ้านายต่างๆ ได้เต็มที่ หมอทำการกุศลในการรักษาพยาบาลได้ดี
“ฉันชอบวิชาปกครอง แต่ฉันไม่เรียน เพราะวิชาดังกล่าว เป็นวิชาที่ฉันมองเห็นแล้วว่า ล้วนแต่เป็นไปเพื่อเบียดเบียน ยังความทุกข์ร้อนให้แก่ผู้อื่น ฉันเกิดเป็นคน ควรจะทำให้ตนมีค่า หมายถึงว่า ทำตนให้เป็นที่หลั่งออกเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้รับความสุขจากเรา ฉะนั้น ฉันจึงเลือกเรียนวิชาแพทยศาสตร์”
“ฉันจะไปเรียนหมอละ เพราะว่าเป็นวิชาที่สนุกดี เรามีโอกาสรักษาคนได้ทั้งคนจน คนมั่งมี และเจ้านายต่างๆ ได้เต็มที่ หมอทำการกุศลในการรักษาพยาบาลได้ดี”
พระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเสด็จไปทรงศึกษาด้านการสาธารณสุขและด้านการแพทย์ จนนำไปสู่…หมอเจ้าฟ้า
เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ เสด็จนิวัตประเทศไทย หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือ จากโรงเรียนนายเรือ Imperial German Naval College ประเทศเยอรมณี และทรงเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458
ขณะนั้นการแพทย์ของไทย ยังคงล้าหลังเป็นอย่างมาก แม้แต่ศิริราชพยาบาลก็ยังมีที่ไม่พอรับคนไข้ ขัดสนทั้งอุปกรณ์และบุคคลากรทางการแพทย์ อีกทั้งโรงเรียนแพทย์ก็ขาดแคลนอาจารย์ผู้มีวิชาความรู้ เมื่อเทียบกับโรงเรียนในยุโรป
หลังจากทอดเพระเนตรเห็นความยากลำบากเหล่านี้ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลจึงตัดสินพระทัยที่จะทรงปรับปรุงการแพทย์ของประเทศไทย โดยจะเสด็จไปทรงศึกษาวิชาเฉพาะให้ได้ผลงานจริงๆ เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเมือง
และนี่คือก้าวแรกของการวางรากฐาน เพื่อเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์ ตลอดจนการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทย ให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ
หลังจากพระองค์สำเร็จการศึกษาวิชาการแพทย์และเสด็จนิวัตประเทศไทย ทรงรับเป็นอาจารย์พิเศษ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทรงบรรยายในชั้นเรียนและนำนิสิตไปทัศนศึกษานอกสถานที่ด้วยพระองค์เองอีกด้วย ต่อมาในวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2472 พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทรงงานในฐานะแพทย์ประจำ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ และทรงมีความเอาใจใส่ในการรักษาประชาชนอย่างมาก จนชาวเมืองเชียงใหม่ต่างขนานพระนามของพระองค์ว่า “หมอเจ้าฟ้า”
พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจไว้มากมาย ทรงอุทิศทั้งพระราชทรัพย์ พระวรกาย และพระสติกำลังเพื่อเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์ และพัฒนาการเรียนการสอนตลอดจนการผลิตแพทย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ต่อมาการแพทย์ของไทยพัฒนาแบบก้าวกระโดดขึ้นสู่ระดับสากลในเวลาเพียง 10 กว่าปี นำไปสู่การวางรากฐานให้แก่วงการแพทย์และการสาธารณสุขมาจนถึงปัจจุบัน
โดย Prof.A.G.Ellis นายแพทย์ชาวอเมริกัน ผู้เข้ามาช่วยปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการแพทย์ในไทย ได้สดุดีสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรไว้ในหนังสือ “พระกรณียกิจปฏิบัติของสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (C.P.H., M.D.) ที่ทรงอุปการะการแพทย์ในกรุงสยาม” มีใจความตอนหนึ่งว่า …
“การที่พระองค์อุบัติมาในโลกนี้นั้น ทำให้โลกนี้ดีขึ้นเป็นแน่แท้”
