เอกสาร CIA ระบุชัด ในหลวงรัชกาลที่ 9 ถูกคณะรัฐประหารบังคับให้ลงพระนามในรัฐธรรมนูญ
ทุกวันนี้มีงานวิชาการหลายชิ้นของนักวิชาการกลุ่ม “ไม่เอาเจ้า” ทั้งที่เขียนโดยคนไทยและชาวต่างประเทศ พยายามโจมตีว่าพฤติกรรมทางการเมืองของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีลักษณะที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ทรงครองราชย์ และมีการพยายามปลูกฝังชุดความคิดผิดๆ แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วยวาทกรรม “เซ็นรับรองรัฐประหาร”
คำกล่าวหานี้ไม่เคยได้รับการอ้างอิงที่ถูกต้องแต่อย่างใด โดยมักจะมีการเอาเพียงแค่ผลของเหตุการณ์รัฐประหารหนึ่งๆ มาเป็นตัวชี้ขาดเพื่อโจมตีว่า พระองค์ทรง “สนับสนุนรัฐประหาร” และไม่ทรงนิยมระบอบประชาธิปไตย
ด้วยเหตุนี้ ทำให้พวกนักวิชาการ “ไม่เอาเจ้า” กลุ่มนี้ สามารถแต่งตำราวิชาการขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายในหลวงรัชกาลที่ 9 ในประเด็นดังกล่าวอยู่เนืองๆ จนนานวันเข้าก็มีคนที่เชื่อถือข้อมูลบิดเบือนเหล่านี้มากขึ้นทุกทีๆ
แต่ความจริงแล้ว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่จะขัดแย้งกับเอกสารชั้นต้นหลายๆ ชิ้น เช่นในกรณีนี้ ทีมงาน ฤา จะขอยกหลักฐานของ “หน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐ” หรือ CIA ที่ระบุว่า อย่างน้อยในช่วงต้นที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ ก็ทรงโดนพวกคณะรัฐประหาร นำโดยพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ นายตำรวจใหญ่ลูกน้องคนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงคราม บังคับให้ลงพระนามในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2495 โดยที่ทรงไม่เต็มพระทัยแต่อย่างใด
“รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2495” นับว่าเป็นผลพวงโดยตรงจากการรัฐประหารตัวเองของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปลายปี พ.ศ. 2494 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอยู่บนเรือพระที่นั่งขณะนิวัตพระนครหลังจากทรงศึกษาที่ต่างประเทศนานหลายปี
ดังนั้น การรัฐประหารตัวเองของรัฐบาลจอมพล ป. ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2494 จึงถือเป็นการ “รัฐประหารชิงตัดหน้าในหลวง” และเป็นการพยายามรวบอำนาจไว้ที่คณะรัฐประหารอย่างน่าเกลียดที่สุดด้วยการอ้างถึงภัยคุกคามคอมมิวนิสต์
สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นประสบการณ์ที่เลวร้าย สำหรับพระมหากษัตริย์หนุ่มซึ่งกำลังจะเดินทางถึงพระนครอยู่แล้วแท้ๆ และการกระทำของรัฐบาลในครั้งนั้นถือว่า “ไม่ให้เกียรติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” เป็นอย่างยิ่ง
ในส่วนของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2495 นั้น เป็นการนำเอารัฐธรรมนูญฉบับที่ล้าหลังไปแล้ว นั่นคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 มาปัดฝุ่นแก้ไขเพิ่มเติมเสียใหม่ โดยอนุญาตให้รัฐบาลคณะรัฐประหารของจอมพล ป. มีอำนาจมากขึ้นทั้งในด้านการบริหารและการควบคุมรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ “ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภา” ที่ได้จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489, พ.ศ. 2490 และ 2492 ซึ่งจัดว่าเป็นรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในสมัยนั้น
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2495 ได้ทำการถอยหลังเข้าคลองลงไปอีก ด้วยการระบุให้รัฐบาลสามารถเลือกสมาชิกสภาประเภทที่ 2 ได้เอง ด้วยการอ้างพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
เป็นไปได้ว่าเมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ทอดพระเนตรเห็นรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2495 นี้แล้ว อาจทำให้พระองค์ตระหนักพระทัยดีว่า “ไม่เป็นการดี” แต่ถึงกระนั้น รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ได้รับการลงพระนามประกาศใช้ และมีอายุต่อมาถึง 5 ปี จนกระทั่งรัฐบาลจอมพล ป. ถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งก็คือหนึ่งในคณะรัฐประหารด้วยกันเองยึดอำนาจในที่สุด ในปี พ.ศ. 2500
กลับมาที่เอกสารของ CIA รหัส CIA-RDP79T00975A000600140001-9 ที่เพิ่งได้รับการถอดออกจากชั้นความลับเมื่อไม่กี่ปีก่อน เอกสารฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นภาพการพยายามของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่จะต่อต้านการรัฐประหารครั้งนั้น ตั้งแต่ปีแรกที่ทรงนิวัตพระนครอย่างถาวรเพื่อมาเป็นพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ โดยปรากฏเนื้อความที่เกี่ยวข้องแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า …
“… ในชั้นต้น เผ่า ศรียานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบต่อการบังคับให้พระมหากษัตริย์ลงพระนามในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งให้ทรงยอมจำนนต่อบรรดาผู้นำคณะรัฐประหารแต่โดยดี …”
จะเห็นได้ว่า CIA ไม่เพียงแต่ระบุกรณีที่พระองค์ถูกบังคับให้ลงพระนาม (พระปรมาภิไธย) ในรัฐธรรมนูญฉบับล้าหลังนี้เท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ CIA ยังระบุอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่า คณะรัฐประหารต้องการให้ในหลวงยอมแพ้แก่อำนาจบาตรใหญ่ของพวกเขาแต่โดยดี
ต้องขอขอบคุณแผนกจัดเก็บและเผยแพร่เอกสารชั้นความลับของ CIA เป็นอย่างสูง ที่ช่วยฉายภาพให้เห็นความจริงว่า แท้จริงแล้วในบางครั้ง (และหลายครั้ง) ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้แสดงออกอย่างมีนัยสำคัญว่า “ทรงไม่สนับสนุนการรัฐประหาร” อย่างเช่นการรัฐประหาร พ.ศ. 2494 นี้
เอกสาร CIA ฉบับนี้ เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เองก็ทรงเคยต่อต้านหรือไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับคณะรัฐประหาร แต่ทว่าราคาที่พระองค์ต้องจ่ายตั้งแต่ปีแรกที่ทรงนิวัตพระนครนั้น กลับเป็นการ “ถูกขู่เข็ญบังคับ” ให้ต้องกระทำในสิ่งที่ฝืนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จากบรรดาคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 (และต่อมาได้ปฏิวัติตัวเองในปี พ.ศ. 2494) ซึ่งคณะรัฐประหารกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นมรดกตกทอดมาจากพวกผู้ก่อการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 นั่นเอง