การอดอาหารประท้วง ‘ของจริง’ ที่โลกไม่เคยลืมของมหาตมะ คานธี

จากเรื่องราวใหญ่โตในสังคมวันนี้ ที่ว่ามียุวชนแรกรุ่นเลือกการอดอาหารเพื่อประท้วงในอุดมการณ์ ที่พวกเธอเชื่อถึงแก่น ซึ่งตามมาด้วยผู้สนับสนุนและผู้เห็นต่าง ซึ่งผมเองก็ไม่รู้แน่ได้ว่าฝั่งไหนมากกว่า เอาเป็นว่าเราโยนเรื่องความเหมาะสมหรืออะไรต่อมิอะไรทิ้งไปก่อน เหลือคงไว้แค่เรื่องอดอาหารประท้วง อันที่จริงการประท้วงที่เลือกหนทางที่ปราศจากความรุนแรงเช่นนี้ มิใช่เป็นสองดรุณเยาวรุ่นนั้นทำเป็นคู่แรก ไอ้การประท้วงประเภทนี้โลกเขาเรียกกันว่า ‘Ahimsa’ หรือเป็นคำไทยเท่ ๆ ว่า ‘อหิงสา

วันนี้วังสามจันทร์จะมาเล่าเรื่องการประท้วงแบบอหิงสา ‘ของจริง’ ที่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ‘มหาตมะ คานธี

โมหันทัส ครามจันท์ คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) หรือ ‘มหาตมะ คานธี’ มหาบุรุษแห่งอินเดีย ผู้ปลดปล่อยประเทศของเขาจากการกดขี่ครั้งใหญ่ของอังกฤษ การประท้วงของเขานำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งมันเกิดขึ้นได้เพราะปัญหานั้นมีอยู่จริง ความทุกข์ทนจากการกดขี่ที่เกิดขึ้นจริง ความอยุติธรรมเหลื่อมล้ำที่ฆ่าคนได้จริง

และที่สำคัญมวลชนทั้งหลายอยู่ข้างเขาจริง ๆ จึงไม่แปลกที่คนอินเดียถือว่าเขาเป็น ‘บิดาแห่งขบวนการเรียกร้องเอกราชอินเดีย’

คานธีเกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2412 ที่เมืองโปพันทระ รัฐคุชราต ประเทศอินเดีย เขาเป็นผู้นำทางการเมืองและจิตวิญญาณของอินเดีย ซึ่งการตั้งตนต่อสู้กับอังกฤษเพื่อทวงคืนเอกราชของเขานั้นโดดเด่นกว่าใคร โดยการต่อสู้ของเขานั้นเรียบง่ายแต่ทว่าผลชะงัดนัก นั่นคือการสนับสนุนอารยขัดขืนที่ปราศจากความรุนแรง

แม้คานธีไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์หรือนักชีววิทยา แต่แนวคิดและปรัชญาของเขามีผลอย่างลึกซึ้งกับสาขานิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมเสียฉิบ หลัก ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เขาแค่สนับสนุนการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและชีวิตที่ยั่งยืน คานธีบอกให้คนปลูกอาหารกินเองและอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้ นั่นเป็นการหยุดปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือแก่งแย่งผลประโยชน์กันได้แทบจะสิ้นเชิง

การไม่สนับสนุนความรุนแรงของคานธีนั้นไม่ใช่กับเพียงแค่มนุษย์ แต่รวมถึงสัตว์ด้วย เขาถึงกับพัฒนาขบวนการสิทธิสัตว์! เพราะคานธีเชื่อว่าการกระทำรุนแรงแม้แต่กับสัตว์ก็คือความอยุติธรรม สิ่งมีชีวิตทุกผู้ทุกนามล้วนมีศักดิ์ศรีที่ต้องคำนึง

มหาบุรุษโดยแท้!

การประท้วงของคานธีไม่ใช่แค่เพียงเรื่องการเมืองเท่านั้น เพราะมันมีมิติอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่อย่างที่ใครหลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ ผมคิดว่า ณ เวลานั้นประเทศอินเดียนั้นย่ำแย่ไปทุกย่อมหญ้า เพราะไม่ใช่แค่อังกฤษที่ย่ำยีพวกเขา แต่ทว่าขนบธรรมเนียมและความเชื่อบางอย่างของคนอินเดียเองก็คอยเชือดคอกันเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทีนี้หากเราจะแยกปัญหาต่าง ๆ ที่คานธีใช้วิธีอหิงสาเพื่อเปลี่ยนแปลงพวกมัน ก็คงจะได้ 5 อย่างดังต่อไปนี้

(1) การปฏิรูปการเมือง: ความไม่เป็นธรรมอย่างสุดลิ่มของรัฐบาลอังกฤษที่กระทำต่ออินเดียยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 นั้นเป็นสิ่งที่คานธีไม่มีวันเห็นด้วย คานธีไม่รู้เลยว่าอาวุธรุนแรงชนิดใด ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อันแสนเลวร้ายนี้ได้ในเวลาที่สั้นที่สุด เขานึกได้เพียงหนึ่งอย่าง และมันแสนทรงพลังกว่าสิ่งไหน ๆ นั่นคือการอดอาหารประท้วง สิ่งนี้จะนำเอกราชมาสู่อินเดียได้

(2) ความแบ่งแยกทางศาสนา: การอดอาหารประท้วงของคานธี มีนัยยะที่สื่อถึงการต่อต้านการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรงทางศาสนาด้วย เขาใช้โอกาสนี้สร้างความปรองดองของหลากหลายศาสนาในอินเดีย ซึ่งเขาทำมันสำเร็จ

(3) ความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจ: การอดอาหารของเขาสร้างความตระหนักรู้อย่างรุนแรง รวมไปถึงการดิ้นรนต่อสู้อย่างรุนแรงของชาวอินเดียต่อการดำรงชีพ เขาอยากให้ปัญหาความยากจน การว่างงานและการขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนักของชนชั้นล่างพ้นจากวิกฤต และเขาเชื่อว่าการอดอาหารจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้

(4) ความเหลื่อมล้ำในสังคม: ไม่ใช่เพียงคานธี แต่ทุกคนรู้ว่ามีความเหลื่อมล้ำรุนแรงในสังคมอินเดียผ่านทางสิ่งที่เรียกว่า ‘วรรณะ’ และนั่นสร้างความทุกข์ยากเหลือแสนให้กับคนที่อยู่วรรณะล่างกว่าในการถูกเลือกปฏิบัติ นั่นรวมถึงการห้ามแตะต้องกัน ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ปัญหานี้อยู่ในการแสดงออกด้วยการอดอาหารของคานธีด้วย

(5) ปัญหาความรุนแรงในสังคม: ในสิ่งที่คานธียึดมั่นอย่างแข็งขัน หนึ่งในนั้นคือการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ เขาจึงเลือกใช้วิธีอดอาหาร เพราะมันคือการประท้วงที่ปราศจากความรุนแรง และหากมันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งหนึ่งที่ตรงตามอุดมการณ์ของเขา นั่นก็คือไม่มีใครเป็นอันตรายหรือสูญเสียเลือดเนื้อ

การประท้วงในโลกใบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากมาแยกนับจับกลุ่มคงเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง แต่เอาเข้าจริง เบื้องหลังกว่า 99% ของการประท้วง ล้วนแล้วมีเรื่องอำนาจและผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น หากไม่ปั่นหัวชาวบ้าน ก็ปั่นหัวเยาวชน คนบางคนไม่นำพาสนใจซึ่งรากฐานชาติหรือบรรพบุรุษ ถึงกับจะทุบทำลายทิ้งเพื่อโอกาสในการมีอำนาจของตนก็มี ดูอย่าง Red Guard นั่นสิ

ภารกิจของคานธีอาจจะไม่ได้หมดจดแก้ทุกปัญหา แต่ก็เป็นจุดพลิกหนึ่งที่ทำให้อินเดียลืมตาอ้าปากได้ถึงทุกวันนี้ จนถึงวันนี้แล้ว การประท้วงอย่างอหิงสาของเขาก็ยังยิ่งใหญ่ ที่ยังไม่มีอหิงสาคราวไหนมาเทียบได้ แม้ว่าคานธีถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2491 ที่เดลี แต่สิ่งที่เขาทำนั้นยิ่งใหญ่ และจะอยู่เคียงโลกต่อไปตราบนานเท่านาน

ไม่ใช่เพราะหนังสือประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ แต่เป็นในหัวใจของมวลชนต่างหาก

TOP
y

Emet nisl suscipit adipiscing bibendum. Amet cursus sit amet dictum. Vel risus commodo viverra maecenas.

r

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด